ถาม-ตอบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คณะผู้เชี่ยวชาญของ NHK ตอบคำถามจากคุณผู้ฟังเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในญี่ปุ่นดำเนินการที่ไหนและอย่างไร

เทศบาลทั้งหลายจะดำเนินการฉีดวัคซีนตามแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ผู้ที่เข้ารับวัคซีนจะสามารถไปยังเทศบาลที่พวกตนได้ลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ไกลบ้านเนื่องจากไปทำงานหรือกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้คนเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้รับวัคซีนที่เทศบาลแห่งอื่นได้

หน่วยงานเทศบาลจะจัดส่งบัตรที่ต้องใช้เพื่อเข้ารับวัคซีนผ่านทางไปรษณีย์ไปตามที่อยู่บ้าน หากท่านนำบัตรนี้ไปยังสถานที่ฉีดวัคซีน ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องนัดหมายล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์และวิธีการอื่น สถานที่ฉีดวัคซีนนั้นจะเป็นสถาบันทางการแพทย์, ศูนย์ชุมชน และโรงยิม เป็นต้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564)

การฉีดวัคซีนตามสถานที่ต่าง ๆ ดำเนินการอย่างไร

การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้คนจำนวนมากนั้น ผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องนำบัตรที่เทศบาลส่งไปให้ตามบ้านมายังจุดรับรอง และยืนยันตัวตนด้วยการแสดงใบขับขี่, บัตรประกันสุขภาพ หรืออื่น ๆ

จากนั้นผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องกรอกแบบสอบถามเรื่องสุขภาพ, ประวัติทางการแพทย์ และให้แพทย์ตรวจร่างกายเพื่อตัดสินว่าพวกเขาสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

เมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้วไม่พบปัญหาอะไร ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ คาดว่าการฉีดวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 นาทีต่อคน

หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ก็จะได้รับใบรับรองที่มีข้อมูลระบุวันที่ฉีดวัคซีนและรายละเอียดของวัคซีนที่ได้รับ ใบรับรองนี้มีความจำเป็นสำหรับการเข้ารับวัคซีนครั้งที่ 2

สิ่งสำคัญก็คือผู้เข้ารับวัคซีนพึงทราบไว้ว่าหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว จะไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ได้ขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนอยู่ที่สถานที่รับวัคซีนในบริเวณที่จัดไว้เป็นการเฉพาะประมาณ 15 นาทีขึ้นไป เพื่อสังเกตอาการ

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกในการฉีดวัคซีนในต่างประเทศนั้น บางส่วนของผู้เข้ารับวัคซีนซึ่งเป็นชนิดที่จะนำมาใช้ในญี่ปุ่น มีรายงานอาการปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียหลังจากเข้ารับวัคซีน นอกจากนี้ ที่สหรัฐและประเทศอื่นทั่วโลกได้มีรายงานกรณีอาการแพ้ชนิดรุนแรงเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนนี้ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งจุดช่วยเหลือที่สถานที่ให้วัคซีนเพื่อดูแลผู้เข้ารับวัคซีนที่รู้สึกไม่สบายหลังฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564)

ใครจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่าจะมีการให้วัคซีนเรียงตามลำดับของความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน จากนั้นจะตามด้วยกลุ่มผู้คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อด้วยกลุ่มผู้คนที่ทำงานที่สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุนั้น ทางกระทรวงมีแผนที่จะให้พวกเขาได้ฉีดวัคซีนพร้อมกันกับกลุ่มผู้สูงอายุ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแพทย์ไปฉีดวัคซีนที่สถานที่ดังกล่าวก็จะให้ดำเนินการไปในคราวเดียวกัน โดยทางกระทรวงระบุว่านี่เป็นการป้องกันการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่สถานที่แห่งนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ

เงื่อนไขที่ว่านี้รวมถึงการจัดแพทย์มาคอยตรวจติดตามสุขภาพของผู้สูงอายุที่สถานดูแลผู้สูงอายุเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีคนที่คอยสังเกตอาการของผู้สูงอายุหลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสถานที่แห่งนี้ก็จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

การฉีดวัคซีนนี้จะดำเนินการให้เฉพาะผู้ที่ต้องการจะได้รับวัคซีนเท่านั้น สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุบางส่วนอาจเป็นการยากที่จะยืนยันว่าต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ทางกระทรวงจะขอให้ครอบครัวของพวกเขาและแพทย์ช่วยเหลือในกระบวนการยืนยันดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564)

โรคประจำตัวใดบ้างที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ก่อน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ร่างรายชื่อของโรคประจำตัวต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและโรคไตเรื้อรัง, ความผิดปกติของทางเดินหายใจ, อาการป่วยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเช่น มะเร็ง และการหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลหรือไปพบแพทย์เป็นประจำเนื่องด้วยอาการเรื้อรังเหล่านี้ จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ป่วยต้องยื่นใบรับรองเกี่ยวกับโรคประจำตัวแต่อย่างใด โดยผู้ป่วยแค่กรอกข้อมูลลงไปในแบบสอบถาม

ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI อยู่ที่ 30 หรือมากกว่านั้น จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเช่นกัน โดยกลุ่มผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นที่จัดอยู่ในประเภทที่เป็นโรคอ้วนหรือมีโรคประจำตัวนั้น มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 8,200,000 คน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564)

ผู้ที่จะดำเนินการจองเพื่อเข้ารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่จะต้องทำอย่างไรบ้าง

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลว่าผู้ที่จะดำเนินการจองต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้รับวัคซีนที่สถานที่เหล่านี้

การจองเพื่อไปฉีดวัคซีนที่สถานที่ดังกล่าว ผู้ที่จะจองต้องมีบัตรสำหรับการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว บัตรนี้ส่งมาจากทางการท้องถิ่นที่บุคคลผู้นั้นอยู่อาศัย โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ควรไปที่เว็บไซต์รับจองและกรอกวันเดือนปีเกิด รวมถึงหมายเลขบนบัตรฉีดวัคซีนและข้อมูลอื่น ๆ

การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อเดือนเมษายนในบางเทศบาล อย่างไรก็ตาม ทางการท้องถิ่นบางแห่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพสามารถเข้ารับวัคซีนได้ก่อน นับจนถึงปัจจุบัน มีเทศบาลบางแห่งที่ส่งบัตรฉีดวัคซีนไปให้แก่ผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปเท่านั้น

ขณะนี้ผู้คนอายุระหว่าง 65 ถึง 74 ปีที่อาศัยอยู่ในเทศบาลเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการจองเพื่อไปฉีดวัคซีนยังสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีสิทธิก็ตาม

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่กล่าวว่า พวกเขาขออภัยต่อผู้คนเหล่านี้แต่กลุ่มคนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการจองได้หากไม่มีหมายเลขบัตรฉีดวัคซีน เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการเฝ้าติดตามบันทึกการฉีดวัคซีนผ่านหมายเลขดังกล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตือนว่ามีโอกาสที่ผู้คนอาจจะจองซ้ำสองครั้งที่คลินิกในท้องถิ่นของพวกตนและที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่ายังไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงให้ไม่เกิดเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าเกิดการจองซ้ำ พวกเขาเรียกร้องให้ยกเลิกหนึ่งในการจอง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็อาจทำให้วัคซีนอันมีค่าต้องสูญเปล่า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2564)

กรอบเวลาที่จะดำเนินการจองเพื่อเข้ารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรอบเวลาที่จะดำเนินการจองสำหรับการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนขนาดใหญ่เหล่านี้ จะดำเนินการในช่วงเวลากว่า 3 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม กรอบเวลาสำหรับการจองจนถึงวันที่ 6 มิถุนายนกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ โดยผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสิทธิที่จะดำเนินการจองได้

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาขัดข้องที่เกิดจากการที่ผู้คนพยายามเข้าถึงเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก การจองในสัปดาห์แรกที่เริ่มจากวันที่ 17 พฤษภาคมนั้น จึงจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ใน 23 เขตของกรุงโตเกียวและเมืองโอซากา จะมีการขยายพื้นที่ออกไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้รวมผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในทุกพื้นที่ของกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม

ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมเป็นต้นไป ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดติดกับกรุงโตเกียวอันได้แก่ จังหวัดไซตามะ, คานางาวะ และชิบะ ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ติดกับจังหวัดโอซากาอันได้แก่เฮียวโงะและเกียวโต จะสามารถดำเนินการจองได้เช่นกัน

ตารางเวลาตามรอบที่กำหนดทั้งหมดในช่วงวันที่ 24 ถึง 30 พฤษภาคม ถูกจองเต็มหมดแล้วทั้งในกรุงโตเกียวและเมืองโอซากา

หลังจากวันที่ 6 มิถุนายน ผู้สูงอายุที่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้แต่เป็นผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนผู้อยู่อาศัยจะสามารถดำเนินการจองได้

การจองเพื่อเข้ารับวัคซีนเข็มแรกที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่จะเปิดรับจองผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ส่วนวันที่กำหนดให้มารับวัคซีนเข็มที่ 2 จะมีการแจ้งที่สถานที่ฉีดวัคซีน หลังจากเสร็จสิ้นการเข้ารับวัคซีนเข็มแรกแล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564)

การฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลกับการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่นแตกต่างกันอย่างไร

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนดังกล่าวมีไว้สำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับว่าการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลกับการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่นแตกต่างกันอย่างไร ในแง่ของกระบวนการเพื่อให้ได้รับวัคซีน

สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่เหล่านี้ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากาดำเนินการแยกต่างหากจากโครงการฉีดวัคซีนของทางการท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีสิทธิเข้ารับวัคซีนสามารถไปเข้ารับวัคซีนได้ทั้งในสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลหรือไม่ก็เข้ารับผ่านโครงการของทางการท้องถิ่น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้เข้ารับวัคซีนว่าจะตัดสินใจเลือกรับการฉีดวัคซีนผ่านระบบใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกผ่านโครงการฉีดวัคซีนของทางการท้องถิ่นแล้ว จะไม่สามารถสมัครมารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลได้

ระบบการจองเพื่อขอรับวัคซีน 2 ระบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน หากดำเนินการจองเพื่อรับวัคซีนที่สถานที่ของรัฐบาลและของทางการท้องถิ่น ผู้จองต้องยกเลิกอันใดอันหนึ่ง

อาจมีผู้คนที่พบความยากลำบากในการดำเนินการจองด้วยตนเอง ในกรณีเช่นนี้ ขอแนะนำให้ลองสอบถามคนในครอบครัว ญาติ หรือเพื่อน ให้ช่วยดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยใช้หมายเลขจากบัตรฉีดวัคซีนซึ่งทางการท้องถิ่นส่งมาให้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นก็เตือนให้ระวังเหตุหลอกลวงต่าง ๆ เรื่องการฉีดวัคซีน โดยศูนย์กิจการผู้บริโภคทั่วญี่ปุ่นได้รับแจ้งจำนวนมากเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่สงสัยว่าติดต่อมาเพื่อเรียกเงินหรือขอข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดอื่น ๆ โดยผู้ที่โทรศัพท์มานั้นอ้างว่าพวกตนให้บริการเพื่อช่วยดำเนินการแทนเรื่องการจองเข้ารับวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 8

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น

วันนี้เราจะนำเสนอคำถามสุดท้ายของแบบสำรวจดังกล่าวเกี่ยวกับว่าต่อไปผู้คนควรรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร

ร้อยละ 63.6 ของผู้ตอบซึ่งเป็นสัดส่วนมากที่สุดนั้นระบุว่า ผู้คนควรให้ความสำคัญกับการทำให้การระบาดใหญ่นี้สิ้นสุดลงด้วยการกำหนดข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป ขณะที่ร้อยละ 7.5 ระบุว่าผู้คนควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจด้วยการผ่อนคลายข้อจำกัดต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าผู้ตอบที่ระบุว่าผู้คนควรให้ความสำคัญกับการทำให้การระบาดใหญ่นี้สิ้นสุดลงแม้จะต้องยอมสละกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจก็ตามนั้น คิดเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่บอกว่าควรผ่อนคลายข้อจำกัดต่าง ๆ

การสำรวจนี้ทำให้เห็นถึงความต้องการจากใจจริงของผู้คนที่หวังจะกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันอย่างสงบสุข ถึงแม้ว่ามีผู้คนจากหลากหลายอาชีพและช่วงวัยที่มีความคิดเห็นและความกังวลต่างกันไปทั้งเรื่องของการระบาดใหญ่ การฉีดวัคซีน และการบังคับใช้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของพวกตนก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 7

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น วันนี้เราจะไปดูว่าอะไรที่ผู้คนคิดว่าจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในช่วงการระบาดใหญ่

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรวมถึงการฉีดวัคซีนนั้นได้รับการพิจารณาว่าเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสำรวจได้สอบถามว่ากรอบงานหรือระบบแบบใดที่จำเป็นต่อการทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยคำถามนี้สามารถตอบได้หลายตัวเลือก

ร้อยละ 69.2 ของผู้ตอบซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดระบุว่าการชดเชยด้านการเงิน ร้อยละ 45 บอกว่าการทำให้มาตรการต้านไวรัสเป็นข้อบังคับและมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน

ร้อยละ 43.7 ระบุว่าการสนับสนุนเรื่องทำงานจากทางไกล ร้อยละ 43.2 บอกว่าคำอธิบายให้เข้าใจและการถ่ายทอดข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและรัฐบาล ร้อยละ 34.9 ระบุว่าให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์

นอกจากนี้ แบบสำรวจยังถามด้วยว่ามาตรการบังคับลงโทษชนิดใดที่พวกเขาสามารถยอมรับได้ ร้อยละ 66.5 ตอบว่าการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัย ร้อยละ 54.4 บอกว่าการบังคับใช้ข้อจำกัดเกี่ยวกับการจัดงานและกิจกรรมบันเทิง ร้อยละ 40.3 ระบุว่าการบังคับให้เข้ารับวัคซีน ร้อยละ 34.8 ระบุว่าการบังคับใช้ข้อจำกัดเรื่องเวลาดำเนินการของร้านกินดื่ม ร้อยละ 24.1 ระบุว่าการกำหนดให้ผู้คนต้องได้รับอนุญาตในการไปข้างนอก ร้อยละ 6.8 ระบุว่าพวกตนไม่ต้องการยอมรับมาตรการข้อบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น

ครั้งต่อไปเราจะไปดูทัศนะของผู้คนเกี่ยวกับว่าต่อไปจะรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 6

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น วันนี้เราจะไปดูกันว่าผู้คนคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้รับการคาดหวังอย่างสูงว่าจะเป็นมาตรการไม้ตายที่จะนำไปสู่การสิ้นสุดการกักตัวและข้อจำกัดอื่น ๆ เพื่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ต่อคำถามที่ว่าคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ร้อยละ 78.0 ตอบว่าการเข้ารับวัคซีนนั้นดีกว่า ร้อยละ 19.4 ตอบว่าไม่สามารถบอกได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ขณะที่ร้อยละ 2.6 บอกว่าพวกตนคิดว่าไม่เข้ารับวัคซีนดีกว่า

สำหรับกลุ่มที่ตอบว่าเข้ารับวัคซีนดีกว่านั้น เกือบร้อยละ 70 ของผู้คนในทุกช่วงวัยระบุว่าพวกตนเชื่อว่าการเข้ารับวัคซีนนั้นดีกว่า โดยแนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มผู้คนที่มีอายุมากกว่า

สำหรับผู้คนที่ตอบว่าไม่เข้ารับวัคซีนดีกว่านั้น ร้อยละ 7.1 ของกลุ่มวัยรุ่นคิดว่าการไม่เข้ารับวัคซีนนั้นดีกว่า ตามมาด้วยกลุ่มคนในช่วงวัย 20 ปีที่ร้อยละ 4.6 และผู้คนในช่วงวัย 30 ปีที่ร้อยละ 4.0 สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนอายุน้อยที่ไม่ต้องการเข้ารับวัคซีนนั้นมีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มคนที่อายุมากขึ้น

ต่อคำถามที่ว่าทำไมพวกเขาจึงมีมุมมองด้านลบเกี่ยวกับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บางคนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลข้างเคียงจากวัคซีนที่อาจเกิดขึ้นได้

พนักงานบริษัทซึ่งเป็นผู้หญิงในช่วงวัย 20 ปีคนหนึ่งกล่าวว่าความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีนในช่วงหลายปีต่อจากนี้ยังคงไม่แน่ชัด ขณะที่นักศึกษาชายคนหนึ่งในช่วงวัยรุ่นตอบว่า เขากลัวผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนเรื่องที่วัคซีนอาจมีสารแปลกปลอมปะปนอยู่

ผู้ที่ตอบแบบสอบถามจำนวนมากระบุด้วยว่าพวกตนยังคงกังขาว่าควรเข้ารับวัคซีนหรือไม่ พนักงานบริษัทคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชายในช่วงวัย 20 ปีระบุว่า ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอนับตั้งแต่โครงการฉีดวัคซีนได้เริ่มขึ้น ผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงวัย 50 ปีกล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินโดยพูดรวม ๆ ได้ว่าการเข้ารับวัคซีนนั้นดีหรือไม่ดี

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 5

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น วันนี้เราจะไปดูกันว่าผู้คนคิดว่าจะสามารถอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมเพื่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้นานแค่ไหน

ผู้คนในญี่ปุ่นอยู่ภายใต้มาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราได้ถามว่าพวกคุณคิดว่าจะดำเนินการเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน

ร้อยละ 42.5 จากผู้ตอบทั้งหมดระบุว่าจะทำไปจนกว่าสามารถควบคุมการติดเชื้อได้ ขณะที่ร้อยละ 18.6 บอกว่าจนกว่าจะถึงสิ้นปีนี้ และร้อยละ 18.1 บอกว่าไม่ทราบ ร้อยละ 10.7 ตอบว่าไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว ขณะที่ร้อยละ 5.9 บอกว่าทำต่อไปได้อีก 6 เดือน และร้อยละ 4.3 บอกว่าทำต่อไปได้อีก 12 เดือน

กล่าวคือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบระบุว่าพวกตนจะปฏิบัติตามข้อจำกัดไปจนกว่าการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ กว่า 1 ใน 4 ระบุว่าพวกตนไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีกต่อไป หรือไม่ก็ทำต่อไปได้จนถึงสิ้นปีนี้

ในตอนต่อไป เราจะไปดูกันว่าผู้คนคิดอย่างไรเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 4

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น วันนี้เราจะไปดูกันว่าทำไมบางคนจึงไม่ควบคุมตนเองมากเท่ากับที่เคยทำ

ต่อคำถามที่ว่าคุณได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับที่เคยทำเมื่อเดือนเมษายนปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกหรือไม่ ราวร้อยละ 20 ตอบว่าพวกตนไม่ได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับตอนนั้น เมื่อถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พวกเขาสามารถเลือกตอบได้หลายคำตอบ

ผู้ตอบร้อยละ 42.6 ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดบอกว่าพวกตนเบื่อหน่ายกับการดำเนินมาตรการควบคุมตนเอง ขณะที่ร้อยละ 33.6 ระบุว่าเนื่องจากปัจจุบันมีผู้คนมากขึ้นที่เข้ารับวัคซีน และร้อยละ 32.6 ระบุว่าเนื่องจากพวกตนดำเนินมาตรการต้านการติดเชื้ออย่างเพียงพอแล้ว และร้อยละ 31.1 ตอบว่าเนื่องจากพวกตนไม่สามารถทำมาหากินได้

ในตอนหน้า เราจะไปดูกันว่าผู้คนคิดว่าจะสามารถอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมเพื่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปได้นานแค่ไหน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 3

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แบบสอบถามครั้งนี้ครอบคลุมผู้คน 1,200 คนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปีทั่วญี่ปุ่น วันนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการควบคุมตนเองของประชาชนว่าเปลี่ยนไปอย่างไร

ในขณะที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังคงแพร่ระบาดอยู่และผู้คนจำนวนมากมีความกังวลหลายประการเกี่ยวกับชีวิตของพวกตนนั้น ระดับของการควบคุมตนเองของผู้คนเปลี่ยนไปหรือไม่

ต่อคำถามที่ว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับตอนที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปี 2563 อัตราของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าพวกตนดำเนินการมากพอกับตอนนั้น กับผู้ที่ตอบว่าพวกตนดำเนินการมากกว่าตอนนั้นเสียอีก เมื่อรวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80

ผู้คนร้อยละ 54 ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดระบุว่า ระดับการควบคุมตนเองไม่เปลี่ยน ขณะที่ร้อยละ 26.6 บอกว่าพวกตนควบคุมตนเองมากกว่าตอนนั้น และร้อยละ 19.4 ระบุว่าพวกตนไม่ได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับตอนนั้น

นอกจากนี้ ก็ยังเห็นได้ชัดว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่มอายุน้อยลงมาบอกว่าพวกตนไม่ได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับเมื่อปีที่แล้ว โดยร้อยละ 12.5 ของผู้ตอบที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 60 ปี ร้อยละ 15.5 ที่อยู่ในช่วงวัย 50 ปี และร้อยละ 17.4 ที่อยู่ในช่วงวัย 40 ปี บอกว่าพวกตนไม่ได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับปีที่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 22 ในช่วงวัย 30 ปี ร้อยละ 28.5 ในช่วงวัย 20 ปี และร้อยละ 28.9 ในช่วงวัยรุ่นบอกว่าพวกตนไม่ได้ควบคุมตนเองมากเท่ากับปีที่แล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 1,200 คนทั่วญี่ปุ่นที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปี ที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วันนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ผลการสำรวจเกี่ยวกับว่า อะไรที่ผู้คนเป็นกังวลมากที่สุดในขณะนี้

ผู้ตอบการสำรวจสามารถเลือกได้หลายคำตอบสำหรับคำถามดังกล่าว ผู้ตอบการสำรวจร้อยละ 61.4 ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดระบุว่า พวกตนกังวลเกี่ยวกับระบบทางการแพทย์ ร้อยละ 49.5 ระบุว่ากังวลว่าจะติดเชื้อที่บ้านหรือกังวลว่าลูก ๆ ของตนจะติดเชื้อ และร้อยละ 33.3 ระบุว่ากังวลเรื่องมาตรการควบคุมตนเอง เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉินโดยรัฐบาลและทางการท้องถิ่นที่ยืดเยื้อออกไป

ในส่วนที่เป็นการแสดงความเห็นเพิ่มเติมของคำถามนี้ หลายคนระบุว่าพวกตนกังวลเป็นพิเศษว่าตัวเองจะติดเชื้อ

พนักงานชายคนหนึ่งในช่วงวัย 40 ปีระบุว่าเขากังวลว่าระบบทางการแพทย์จะรับรักษาเขาหรือไม่หากว่าเขาป่วยเป็นโรคนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงวัย 50 ปีซึ่งทำงานพาร์ทไทม์ระบุว่าเธอกังวลเกี่ยวกับการแพร่โรคนี้ภายในครัวเรือน หรืออาการที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีหลายกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อกำลังกักตัวอยู่ที่บ้าน เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้

คนอื่น ๆ ระบุว่าพวกตนกังวลเกี่ยวกับงานและรายได้ หรือรู้สึกเครียดกับมาตรการควบคุมตนเองที่ยืดเยื้อ

ชายคนหนึ่งในช่วงวัย 40 ปีซึ่งทำอาชีพอิสระกล่าวว่าเขากำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดได้เนื่องจากรายได้ต่อเดือนของเขาลดลงอย่างมากเพราะจำนวนงานที่ทำอยู่น้อยลง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 กันยายน 2564)

ผลสำรวจความคิดเห็นว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 1,200 คนทั่วญี่ปุ่นที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 69 ปี ที่ NHK ดำเนินการเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี 2564 เพื่อดูว่าผู้คนมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไรต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผลที่ได้ทำให้เห็นถึงความคิดที่แตกต่างกันและความกังวลของผู้คน ตลอดจนความแตกต่างระหว่างช่วงวัยเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ เช่น ข้อจำกัดอันยืดเยื้อในการทำกิจกรรมทั้งหลายและการฉีดวัคซีน

ต่อคำถามที่ว่าหวาดกลัวไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แค่ไหน ร้อยละ 50.4 บอกว่ากลัวมาก ร้อยละ 42.4 กล่าวว่ากลัวอยู่บ้าง และร้อยละ 6.1 บอกว่าไม่ค่อยกลัว ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าเกือบร้อยละ 93 ของผู้ตอบการสำรวจนั้นกลัวไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 กันยายน 2564)

อาการตกค้างหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผลกระทบที่คงอยู่เป็นเวลานานหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เขตเซตากายะของกรุงโตเกียวได้สำรวจข้อมูลประชาชนในเขตที่มีอาการตกค้างจากโรคโควิด-19 และพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบการสำรวจนั้นระบุว่าพวกตนมีอาการอ่อนเพลีย

ประมาณร้อยละ 54 ของผู้ตอบการสำรวจซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดระบุว่ามีความผิดปกติเรื่องการรับกลิ่น ร้อยละ 50 ระบุว่ามีอาการอ่อนเพลีย ร้อยละ 45 บอกว่ามีความผิดปกติเรื่องการรับรส และร้อยละ 34 ระบุว่ามีอาการไอเรื้อรัง

ผลสำรวจพบว่าอาการตกค้างนั้นแตกต่างไปตามช่วงวัยของผู้คน ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงช่วงวัย 30 ปีคือกลุ่มจำนวนสูงสุดที่มีรายงานการสูญเสียการรับกลิ่น ขณะที่ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยเกิน 40 ปีคือกลุ่มจำนวนสูงสุดที่มีรายงานเรื่องอาการอ่อนเพลีย

บางคนมีรายงานอาการตกค้างที่กินเวลานานกว่า 6 เดือน ซึ่งรวมถึงเรื่องความผิดปกติของความจำและผมร่วง

เขตเซตากายะจะวิเคราะห์ผลกระทบของอาการตกค้างและมาตรการรับมือในอนาคต

โฮซากะ โนบูโตะ นายกเทศมนตรีของเขตเซตากายะระบุว่า เนื่องจากผู้คนจำนวนมากยังคงประสบปัญหาอาการตกค้างจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยพบปัญหาในการทำงานและในชีวิตประจำวัน แต่ระบบช่วยเหลือคนเหล่านี้ยังคงมีไม่เพียงพอ เขาชี้ว่าเขาหวังว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้จะช่วยเรียกร้องให้รัฐบาลวางระบบที่รักษาผู้ป่วยที่มีอาการตกค้างจากโรคโควิด-19 ไปอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 กันยายน 2564)

อาการตกค้างหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผลกระทบที่คงอยู่เป็นเวลานานหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นับจนถึงเดือนเมษายนปี 2564 เขตเซตากายะของกรุงโตเกียวได้สำรวจข้อมูลประชาชนในเขตซึ่งเคยพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านเนื่องจากป่วยเป็นโรคโควิด-19

ในบรรดาผู้คน 3,710 คนที่ตอบการสำรวจนั้น ราว 1,800 คนซึ่งคิดเป็นเกือบร้อยละ 50 ตอบว่าพวกตนมีอาการที่ยังหลงเหลืออยู่ อัตรานี้สูงเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ตอบการสำรวจที่อยู่ในช่วงวัย 30 ถึง 50 ปี โดยกว่าครึ่งหนึ่งระบุว่ามีอาการที่ยังตกค้างอยู่

ครั้งหน้าเราจะนำเสนอว่ากลุ่มคนเหล่านี้ประสบอาการเช่นไร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน 2564)

ยาที่มีอยู่แล้วซึ่งอาจใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เราจะนำเสนอข้อมูลของยาที่ใช้สู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปยังยาบางชนิดที่ได้รับการรับรองแล้วเพื่อใช้รักษาโรคอื่น ๆ

นับจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นอกจากยา 4 ชนิดนี้แล้ว ก็กำลังมีการวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับยาที่มีอยู่แล้วซึ่งใช้สำหรับรักษาโรคอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบว่ายาเหล่านี้ใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วยหรือไม่

ยาที่มีอยู่แล้วซึ่งกำลังได้รับการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ได้แก่ แอกเทมรา, อาวีแกน, อัลเวสโก, ฟูธาน และไอเวอร์เม็กติน

ยาแอกเทมราใช้สำหรับรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยาอาวีแกนสำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ยาอัลเวสโกใช้รักษาโรคหอบหืด ส่วนยาฟูธานใช้รักษาอาการป่วยที่ทำให้เกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันหรือการก่อตัวของลิ่มเลือด และเป็นที่ทราบกันว่ายาไอเวอร์เม็กตินใช้ได้ผลกับโรคติดเชื้อที่เกิดจากพยาธิ

ยาไอเวอร์เม็กตินมีวางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ซื้อสินค้าออนไลน์ ยานี้ได้รับความสนใจในฐานะยาที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับโรคโควิด-19 โดยลูกค้าบางคนซื้อยานี้เอง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านสาธารณสุขในหลายประเทศและองค์การอนามัยโลก ตลอดจนบรรดาบริษัทยาระบุว่าประสิทธิผลของยานี้ที่มีต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น ยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยันผ่านการทดลองทางคลินิก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าผู้ป่วยแต่ละคนไม่ควรใช้ยาโดยตัดสินใจเอง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 กันยายน 2564)

ยาที่กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบันเพื่อรักษาโรคโควิด-19 ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอข้อมูลของยาใหม่ ๆ สำหรับรักษาโรคโควิด-19 โดยครั้งนี้เป็นเรื่องของยาชนิดต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

Roche บริษัทยาชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์กำลังพยายามทดสอบว่ายา AT-527 ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่บริษัทพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะเป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรับมือกับโรคโควิด-19 หรือไม่

ขณะนี้ทางบริษัทกำลังทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายซึ่งดำเนินการกับผู้ป่วยในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ บริษัทชูไงฟาร์มาซูติคัลซึ่งช่วยพัฒนายาชนิดนี้ในญี่ปุ่นระบุว่าทางบริษัทหวังว่าจะยื่นเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นรับรองในปีหน้า

ชิโอโนงิ ผู้ผลิตยาชั้นนำอีกบริษัทหนึ่งของญี่ปุ่นกำลังพัฒนายาชนิดใหม่ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเพื่อใช้รับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บริษัทดังกล่าวประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าได้เริ่มทดลองขั้นที่ 1 เพื่อยืนยันความปลอดภัยของยาดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2564)

ยาที่กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบันเพื่อรักษาโรคโควิด-19 ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอข้อมูลของยาใหม่ ๆ สำหรับรักษาโรคโควิด-19 โดยครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ยาที่กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน

ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกกำลังกักตัวอยู่ที่บ้านหลังจากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ด้วยเหตุนี้ความต้องการยาชนิดรับประทานจึงมีสูงสำหรับผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาเองได้ที่บ้านในช่วงที่พวกเขายังมีอาการปานกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยหนัก บรรดาบริษัทยาในญี่ปุ่นและต่างประเทศกำลังดำเนินการเพื่อผลิตยาชนิดที่ว่านี้

Merck & Co. ผู้ผลิตยาชั้นนำของสหรัฐกำลังพัฒนายาต้านไวรัสที่เรียกว่าโมลนูพิราเวียร์ ยานี้อยู่ในขั้นสุดท้ายของการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการกับผู้ป่วยในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ

บริษัทในเครือของ Merck & Co. ในญี่ปุ่นระบุว่ามีแผนจะขอให้คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐรับรองให้ใช้ยานี้เป็นกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้ หากผลการทดลองเป็นไปด้วยดี

ขณะที่ไฟเซอร์ บริษัทยาชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐ ก็กำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ โดยเป็นการรักษาที่ต้องใช้ยาต้านไวรัส 2 ชนิดร่วมกัน ทางบริษัทระบุว่าผลการทดลองเบื้องต้นจะออกมาในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม และว่าทางบริษัทมีแผนจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐรับรองให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด

บริษัทไฟเซอร์ยังระบุด้วยว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการ ดังนั้นผู้ป่วยในญี่ปุ่นจึงสามารถเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกดังกล่าวได้ด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2564)

ประเภทของการรักษาโรคโควิด-19 ตอนที่ 3

การรักษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น หลัก ๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกลไกของประสิทธิผลที่ได้จากการรักษาเหล่านั้น

ประเภทที่ 1 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสฝ่าเข้าไปในเซลล์ ประเภทที่ 2 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนหลังจากผ่านเข้าไปในเซลล์ได้แล้ว ประเภทที่ 3 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อไวรัสที่ได้เพิ่มจำนวนแล้ว

ยาเดกซาเมทาโซนและยาบาริซิทินิบจัดอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่มากจนเกินไป เมื่อติดเชื้อไวรัส เซลล์จะปล่อยสารที่ทำให้เกิดการอักเสบหลายชนิด เพื่อไปกระตุ้นพลังงานให้กับเซลล์ภูมิต้านทาน

อย่างไรก็ตาม ถ้าไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในบางครั้งร่างกายจะปล่อยสารที่ทำให้เกิดการอักเสบที่มีจำนวนมากเกินไปและไปกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกายสู่ระดับที่ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งนี้อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อปอดและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย และทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤติ

อาการป่วยในขั้นนี้ โดยมากมีแนวโน้มที่จะใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อหยุดยั้งกิจกรรมของระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ เป็นที่ทราบกันว่ายาเดกซาเมทาโซนและยาบาริซิทินิบมีประสิทธิผลในกลุ่มผู้ป่วยอาการหนักเป็นหลัก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2564)

ประเภทของการรักษาโรคโควิด-19 ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอข้อมูลของยาใหม่ ๆ ที่ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นเรื่องประเภทที่แตกต่างกันออกไปในการรักษาโรคโควิด-19

การรักษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น หลัก ๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกลไกของประสิทธิผลที่ได้จากการรักษาเหล่านั้น

ประเภทที่ 1 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสฝ่าเข้าไปในเซลล์ ประเภทที่ 2 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนหลังจากผ่านเข้าไปในเซลล์ได้แล้ว ประเภทที่ 3 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อไวรัสที่ได้เพิ่มจำนวนแล้ว

ยาเรมเดซิเวียร์อยู่ในประเภทที่ 2 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนด้วยการผลิตซ้ำตัวเองภายในเซลล์ เมื่อไวรัสฝ่าเข้ามาในเซลล์ได้แล้ว ไวรัสจะทำสำเนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มจำนวน โดยใช้พลังจากเซลล์ที่มันเข้ามาอาศัยอยู่ ยาที่ใช้สำหรับการรักษาประเภทที่ 2 นี้รวมถึงยาเรมเดซิเวียร์ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสผลิตซ้ำตัวเอง ด้วยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการทำสำเนาของไวรัส

มียาอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นยาสำหรับรับประทานที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเภทที่ 2

กลไกการทำสำเนาเป็นสิ่งที่เหมือนกันในไวรัสต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้บริษัทยาพัฒนายาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยอิงจากยาที่พัฒนาขึ้นสำหรับไวรัสอื่น ๆ คาดว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขจะแนะนำให้ใช้ยาเหล่านี้ในช่วงแรก ๆ ของการติดเชื้อ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2564)

ประเภทของการรักษาโรคโควิด-19 ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอข้อมูลของยาใหม่ ๆ ที่ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นเรื่องประเภทที่แตกต่างกันออกไปในการรักษาโรคโควิด-19

การรักษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น หลัก ๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกลไกของประสิทธิผลที่ได้จากการรักษาเหล่านั้น

ประเภทที่ 1 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสฝ่าเข้าไปในเซลล์ ประเภทที่ 2 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนหลังจากผ่านเข้าไปในเซลล์ได้แล้ว ประเภทที่ 3 คือ ยาที่ป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อไวรัสที่ได้เพิ่มจำนวนแล้ว

“การรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดี” ภายใต้ประเภทที่ 1 นั้น ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ฝ่าเข้ามาในเซลล์ได้ โปรตีนหนามที่ยื่นออกมาจากผิวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะยึดกับเซลล์ของมนุษย์ก่อนที่จะฝ่าเข้าไป

การรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดีนั้นจะใช้สารภูมิต้านทานปลอมที่สร้างขึ้นมา โดยสารภูมิต้านทานนี้จะไปเกาะอยู่ที่โปรตีนหนามเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสมายึดเกาะเซลล์ได้ มีการแนะนำให้ใช้การรักษานี้สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะแรกเริ่ม โดยคาดว่าจะมีประสิทธิผลสูงเนื่องจากสารภูมิต้านทานดังกล่าวถูกตัดแต่งให้พุ่งเป้าไปยังไวรัส และยังแสดงผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กันยายน 2564)

ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19: ยาโซโทรวิแมบ

สถานที่ด้านการวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกกำลังทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ความสนใจมุ่งไปที่ว่ายาเหล่านี้จะนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ได้หรือไม่ เราจะนำเสนอข้อมูลของยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้เป็นเรื่องของยาชนิดใหม่ที่ชื่อโซโทรวิแมบ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณายาชนิดใหม่ที่พัฒนาโดยผู้ผลิตยาหลายแห่งซึ่งรวมถึงบริษัทแกล็กโซสมิธไคลน์ของอังกฤษ

ยาชนิดใหม่นี้คือยาโซโทรวิแมบซึ่งเป็นสารภูมิต้านทานที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัส ผู้ป่วยจะได้รับยานี้ผ่านการให้ยาทางหลอดเลือด และเป็นที่ทราบกันว่ายานี้จะไปหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส มีการใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจน แต่เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงว่าอาการอาจย่ำแย่ลง

ผลการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยยานี้ลดความเสี่ยงของการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตลงได้สูงสุดถึงร้อยละ 79

เมื่อวันที่ 6 กันยายน บริษัทแกล็กโซสมิธไคลน์ได้ยื่นเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นรับรองการใช้ยานี้ในญี่ปุ่น

ที่สหรัฐนั้น ยาโซโทรวิแมบได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2564

คาดว่ายาโซโทรวิแมบจะได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นในช่วงสิ้นเดือนกันยายนปีนี้ ถือเป็นยาที่ 2 ที่ได้รับการรับรองในญี่ปุ่นสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย โดยยาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการรับรองคือยาโรนาพรีฟ ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดี

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2564)

ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19: การรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดี

สถานที่ด้านการวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกกำลังทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ความสนใจมุ่งไปที่ว่ายาเหล่านี้จะนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ได้หรือไม่ เราจะนำเสนอข้อมูลของยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้เป็นเรื่องของการรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดี

รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยสิ่งที่เรียกว่า “การรักษาด้วยค็อกเทลแอนติบอดี” นั้นได้รับการรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2564

ผู้ป่วยจะได้รับยาสร้างสารภูมิต้านทาน 2 ชนิดร่วมกันได้แก่ ยาคาซิริวิแมบและอิมเดวิแมบ โดยจะให้ยาผ่านทางเส้นเลือด นี่ถือเป็นการรักษาแรกที่ได้รับการรับรองในญี่ปุ่นสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนัก และเป็นที่ทราบกันว่ายาดังกล่าวจะไปหยุดยั้งไวรัส

ผลการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าการรักษาแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตลงราวร้อยละ 70 หากมีการใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วยในระยะแรก ๆ ของอาการป่วย

คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FDA ได้อนุญาตให้ใช้การรักษาเช่นนี้เป็นกรณีฉุกเฉินเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2563 โดยระบุว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลในระดับหนึ่ง ในการป้องกันผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงว่าอาการจะย่ำแย่ลงไม่ให้ป่วยหนัก

การรักษาด้วยวิธีค็อกเทลแอนติบอดีนี้นำมาใช้เมื่อเดือนตุลาคมปี 2563 เพื่อรักษานายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในตอนนั้น หลังจากที่เขาตรวจพบว่าติดเชื้อและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

เดิมกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นได้จำกัดการใช้ค็อกเทลแอนติบอดีแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้น โดยระบุว่าผู้ป่วยเหล่านี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ดูแลทั้งระหว่างการรักษาและหลังจากนั้น แต่การติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ ทางกระทรวงจึงแก้ไขแนวทางเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมเพื่อให้สามารถใช้ค็อกเทลแอนติบอดีแก่ผู้ป่วยที่กักตัวอยู่ที่โรงแรมและสถานที่ชั่วคราวด้านการแพทย์ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายซูงะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้กล่าวที่การแถลงข่าวว่า ตนจะอนุญาตให้ใช้ค็อกเทลแอนติบอดีแก่ผู้ป่วยนอกด้วยเช่นกัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2564)

ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19: ยาบาริซิทินิบ

สถานที่ด้านการวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกกำลังทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ความสนใจมุ่งไปที่ว่ายาเหล่านี้จะนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ได้หรือไม่ เราจะนำเสนอข้อมูลของยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้คือยาบาริซิทินิบ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในบรรดายาดังกล่าวคือยาบาริซิทินิบซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบที่รู้จักกันว่าใช้สำหรับรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยานี้ได้รับการรับรองให้ใช้เมื่อเดือนเมษายนปี 2564 ยาบาริซิทินิบเป็นยาเม็ดและอนุญาตให้ใช้ร่วมกับยาเรมเดซิเวียร์เท่านั้น เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางหรืออาการหนัก

การทดลองทางคลินิกในระดับนานาชาติพบว่ายาบาริซิทินิบเมื่อใช้ร่วมกับยาเรมเดซิเวียร์ ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วกว่า 1 วันโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับการใช้ยาเรมเดซิเวียร์เพียงอย่างเดียว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2564)

ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19: ยาเดกซาเมทาโซน

สถานที่ด้านการวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกกำลังทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ความสนใจมุ่งไปที่ว่ายาเหล่านี้จะนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ได้หรือไม่ เราจะนำเสนอข้อมูลของยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ยาเดกซาเมทาโซน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2563 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการได้แนะนำให้ยาเดกซาเมทาโซนเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสนี้

ยาเดกซาเมทาโซนซึ่งเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์มีประสิทธิผลต่ออาการแพ้และช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ที่ผ่านมามีการใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และอาการปอดอักเสบรุนแรง

การทดลองทางคลินิกในอังกฤษได้พิสูจน์แล้วว่ายาเดกซาเมทาโซนช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการหนัก ในญี่ปุ่นนั้น มีการใช้ยานี้ร่วมกับยาเรมเดซิเวียร์อย่างกว้างขวาง คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการรักษาแบบนี้ช่วยให้อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมาก หลังจากการระบาดระลอกแรกเมื่อช่วงต้นปี 2563

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2564)

ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19: ยาเรมเดซิเวียร์

สถานที่ด้านการวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกกำลังทำการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ความสนใจมุ่งไปที่ว่ายาเหล่านี้จะนำไปสู่การรักษาแบบใหม่ได้หรือไม่ เราจะนำเสนอข้อมูลของยาแต่ละชนิดโดยครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ยาเรมเดซิเวียร์

รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยา 4 ชนิดเพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยยาเรมเดซิเวียร์ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสได้รับการรับรองพิเศษเพื่อใช้เป็นกรณีฉุกเฉินเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2563 ถือเป็นยาชนิดแรกจาก 4 ชนิดที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่น

เดิมยาเรมเดซิเวียร์ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยจะใช้วิธีการหยดยาเข้าหลอดเลือด ที่ผ่านมามีการจำกัดการใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ยกตัวอย่างเช่นผู้ที่กำลังใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือผู้ที่ใช้เครื่อง ECMO เพื่อพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ เป็นต้น แต่เมื่อเดือนมกราคมปี 2564 รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองให้ใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางซึ่งเกิดอาการปอดอักเสบ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 กันยายน 2564)

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับว่าจะตัดสินใจอย่างไรในกรณีที่ต้องปิดห้องเรียน

ครั้งนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มเด็ก ๆ ในญี่ปุ่น เราจะมุ่งเน้นไปที่แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นในประเด็นเรื่อง “กฎเกณฑ์เกี่ยวกับว่าจะตัดสินใจอย่างไรในกรณีที่ต้องปิดห้องเรียน”

นับจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดกรณีที่เด็กนักเรียนหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการศึกษาว่าจะปิดห้องเรียนนั้นหรือไม่ หลังจากได้รับคำแนะนำจากศูนย์สาธารณสุขซึ่งได้ศึกษาสถานการณ์และระบุผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความล่าช้าในการทำงานของศูนย์สาธารณสุขแห่งต่าง ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้ภาวะบีบคั้นอย่างมากในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นได้หารือกันในประเด็นดังกล่าวและจัดทำเกณฑ์การตัดสินใจที่เฉพาะเจาะจง

เกณฑ์ดังกล่าวกำหนดขั้นตอนเฉพาะเจาะจงว่าโรงเรียนควรรับมืออย่างไรเมื่อมีการยืนยันผู้ติดเชื้อและโรงเรียนต้องจัดทำรายชื่อของผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัส

กฎเกณฑ์นี้ระบุว่าหากการระบุชื่อผู้ที่ต้องไปตรวจหาเชื้อไวรัสนั้นเป็นเรื่องยาก เด็กนักเรียนทุกคนในชั้นเรียนก็ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัส

แนวทางดังกล่าวระบุว่าควรปิดห้องเรียนเมื่อเกิดกรณีต่าง ๆ ได้แก่ มีเด็กนักเรียนหลายคนในห้องเรียนเดียวกันได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ

มีเด็กนักเรียนเพียงคนเดียวที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแต่มีความกังวลอย่างมากว่าเชื้อไวรัสจะแพร่ระบาดไปทั่วห้องเรียน เช่น มีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่แสดงอาการคล้ายกับไข้หวัด หรือมีเด็กนักเรียนหลายคนที่ได้รับการยืนยันว่ามีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การปิดห้องเรียนดังกล่าวควรปิดนานประมาณ 5 ถึง 7 วัน

นอกจากนี้ แนวทางนี้ระบุว่าหากมีหลายห้องเรียนที่จำต้องปิดและมีความเป็นไปได้สูงที่ไวรัสได้แพร่ระบาดไปทั่วชั้นเรียน ก็ควรปิดห้องเรียนทั้งหมดของชั้นเรียนนั้น ๆ และว่าหากมีหลายชั้นเรียนต้องปิด ก็ควรปิดทั้งโรงเรียนเป็นการชั่วคราว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 กันยายน 2564)

การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาอาจทำให้เด็ก ๆ ติดเชื้อกันมากขึ้นหรือไม่

ครั้งนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มเด็ก ๆ ในญี่ปุ่น คำถามก็คือเด็ก ๆ น่าจะติดเชื้อกันมากขึ้นหรือไม่ เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตากลายเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอยู่ในญี่ปุ่นขณะนี้

คณะนักวิจัยที่สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติได้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในญี่ปุ่นนับตั้งแต่เดือนเมษายนโดยดูจากกลุ่มอายุ พวกเขาพบว่าสัดส่วนผู้ติดเชื้อที่เป็นวัยรุ่นอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนับจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสสายพันธุ์เดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว

การวิจัยนี้ไม่ได้รวมผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากการติดเชื้อในกลุ่มคนอายุนี้ลดลงไปแล้วเพราะการฉีดวัคซีน คณะนักวิจัยระบุว่าผลที่ได้แสดงให้เห็นเป็นนัยว่าเราไม่สามารถกล่าวได้ว่าไวรัสสายพันธุ์เดลตาทำให้เด็ก ๆ ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นเป็นพิเศษ

เราได้สอบถามคุณวากิตะ ทากาจิ ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติและประธานคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น คุณวากิตะกล่าวว่าจำนวนเด็กติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเป็นเพราะกรณีติดเชื้อโดยรวมกำลังเพิ่มขึ้น และกลุ่มผู้ใหญ่ซึ่งติดเชื้อมาจากนอกบ้านกำลังแพร่เชื้อให้แก่เด็กซึ่งอยู่ที่บ้าน

เขากล่าวว่าเขาคาดว่าสถานการณ์การติดเชื้ออาจจะไม่เหมือนกรณีของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เกิดการติดเชื้อในกลุ่มเด็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2564)

ยิ่งเป็นเด็กในกลุ่มอายุที่โตกว่า การติดเชื้อที่โรงเรียนก็มีอัตราสูงขึ้นด้วย

ครั้งนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มเด็ก ๆ ในญี่ปุ่น รายงานเมื่อไม่นานมานี้ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการแสดงให้เห็นว่ายิ่งเป็นเด็กในกลุ่มอายุที่โตกว่า การติดเชื้อที่โรงเรียนก็มีอัตราสูงขึ้นด้วย

เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงได้วิเคราะห์ข้อมูลจากเด็กราว 6,600 คนซึ่งมีอายุตั้งแต่ 3 ขวบไปจนถึง 18 ปี ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระหว่างเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกรกฎาคมปี 2564 และเป็นกลุ่มที่สามารถตรวจติดตามเส้นทางการติดเชื้อได้

เจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์โดยอิงจากตัวเลขที่ได้จากระบบของทางกระทรวงซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลของผู้ติดเชื้อเข้าไว้ด้วยกัน มีการรายงานผลดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญของทางกระทรวง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 3 ถึง 5 ขวบ ร้อยละ 59.8 ติดเชื้อที่บ้าน ร้อยละ 19.8 ติดเชื้อที่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานที่ด้านสวัสดิการของเด็ก และร้อยละ 15.9 ติดเชื้อที่โรงเรียนหรือโรงเรียนอนุบาล ในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี ร้อยละ 76.6 ติดเชื้อที่บ้าน ร้อยละ 14.6 ติดเชื้อที่โรงเรียน

รายงานระบุว่าในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 13-15 ปี ร้อยละ 60 ติดเชื้อที่บ้าน ร้อยละ 33 ติดเชื้อที่โรงเรียน และในกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 16-18 ปีซึ่งเป็นกลุ่มอายุมากสุดนั้น ร้อยละ 45.7 ติดเชื้อที่โรงเรียน ขณะที่ร้อยละ 39.4 ติดเชื้อที่บ้าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าผู้วิเคราะห์ข้อมูลสามารถตรวจสอบว่าเด็ก ๆ ติดเชื้ออย่างไรได้แค่ไม่ถึงร้อยละ 20 จากกรณีติดเชื้อทั้งหมด แต่รายงานระบุว่าดูเหมือนมีแนวโน้มว่ายิ่งเด็กมีอายุมากกว่า การติดเชื้อที่โรงเรียนก็มีสัดส่วนมากกว่าด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2564)

มุมมองของสมาคมกุมารเวชศาสตร์และสมาคมกุมารแพทย์แห่งญี่ปุ่นเกี่ยวกับกิจกรรมของโรงเรียน

ครั้งนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มเด็ก ๆ ในขณะที่การติดโควิด-19 ในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็ก ๆ นั้น สมาคมกุมารเวชศาสตร์แห่งญี่ปุ่นและสมาคมกุมารแพทย์แห่งญี่ปุ่นได้จัดประชุมทางออนไลน์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม และนำเสนอมุมมองของทางกลุ่มเกี่ยวกับกิจกรรมของโรงเรียน

พวกเขากล่าวว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาที่ติดต่อได้ง่ายมากนั้นกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่และมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่ติดเชื้อ พวกเขาได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามโรงเรียนต่าง ๆ และระบุถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการต้านการติดเชื้ออย่างถี่ถ้วนตามสถานที่ทั้งหลายซึ่งรวมถึงโรงเรียนกวดวิชาด้วย

พวกเขากล่าวว่าโรงเรียนทั้งหมดทั่วญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องปิดเรียนในช่วงเดียวกัน และควรพิจารณาสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ในการปิดเรียนหรือการให้นักเรียนมาโรงเรียนในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยบรรดากุมารแพทย์ขอให้ทางการนำเสนอระยะเวลาและมาตรฐานที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการ โดยระบุว่าพ่อแม่บางคนจะต้องลางานหากโรงเรียนประถมศึกษาปิดทำการ ดังนั้นการสนับสนุนและความเข้าใจจากที่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น

พวกเขากล่าวว่าเนื่องจากการติดเชื้อในกลุ่มเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปนั้นคล้ายคลึงกับกลุ่มผู้ใหญ่ ดังนั้นควรใช้วิธีการศึกษาทางไกล โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมปลาย

หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งที่ไม่ได้ทำจากผ้า มีความสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส แต่เนื่องจากต้องใช้หน้ากากเหล่านี้ในปริมาณมาก กลุ่มกุมารแพทย์ 2 กลุ่มนี้ระบุว่าควรพิจารณาแนวคิดที่จะมอบหน้ากากอนามัยให้แก่เด็ก ๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

คุณโอกะ อากิระ ประธานสมาคมกุมารเวชศาสตร์แห่งญี่ปุ่นกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการคงชีวิตในโรงเรียนไว้เพื่อเด็ก ๆ เขากล่าวว่าหากมีการดำเนินมาตรการอย่างเช่นการปิดโรงเรียน ก็ต้องมีการกำหนดมาตรฐานที่แตกต่างกันสำหรับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564)

มาตรการรับมือพื้นฐานสำหรับโรงเรียนในการจัดการกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ครั้งนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มเด็ก ๆ ในขณะที่การติดโควิด-19 ในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็ก ๆ นั้น สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นได้เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม โดยสรุปมาตรการรับมือพื้นฐานสำหรับโรงเรียนทั้งหลายในการจัดการกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

รายงานนี้อิงจากการสำรวจของทางสถาบันที่เก็บข้อมูลจากการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน

ในประเด็นที่เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตานั้น รายงานระบุว่าขณะที่จำนวนของกรณีติดเชื้อดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี แต่มีหลายกรณีในโรงเรียนประถมศึกษาที่เป็นการติดเชื้อแบบกลุ่มขนาดใหญ่ที่แพร่เชื้อโดยครู ขณะที่การแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กนักเรียนนั้น ไม่มีการติดเชื้อแบบกลุ่มขนาดใหญ่

รายงานแนะนำให้โรงเรียนทั้งหมดซึ่งรวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาลและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตลอดจนโรงเรียนกวดวิชา คอยสอดส่องกิจกรรมของนักเรียนด้วยการตรวจสภาพร่างกายของนักเรียนทุกคน

โรงเรียนต้องดำเนินมาตรการถี่ถ้วนด้วยการตรวจติดตามคนที่รู้สึกไม่สบายและสอบถามเด็กที่ขาดเรียนและติดตามกิจกรรมของเด็กเหล่านี้ขณะอยู่ที่บ้าน นอกจากนี้ ยังแนะนำครูทุกคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพแบบเฉพาะเจาะจงให้เข้ารับการฉีดวัคซีน

รายงานยังแนะนำให้โรงเรียนทั้งหลายพิจารณาว่าจะเลื่อนหรือยกเลิกกิจกรรมของโรงเรียน เช่น เทศกาลโรงเรียนหรืองานกีฬาที่มองว่ามีความเสี่ยงสูงในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน

สำหรับกิจกรรมชมรมของโรงเรียนที่ต้องเดินทางไปยังจังหวัดอื่น รายงานแนะนำให้นักเรียนเข้ารับการตรวจ PCR ภายใน 3 วันก่อนออกเดินทาง นอกจากนี้ ยังแนะนำให้โรงเรียนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่รวมถึงการใช้การเรียนการสอนออนไลน์ การจัดตั้งระบบตรวจก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้โรงเรียนมีการระบายอากาศได้ดี ตลอดจนการใช้แอปพลิเคชันเพื่อตรวจสภาพร่างกายของนักเรียน รวมถึงการตรวจแอนติเจน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2564)

สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัจจัยร่วมซึ่งพบในการติดเชื้อแบบกลุ่มตามสถานที่ด้านการค้าขนาดใหญ่

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญไปยังห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อช่วยสถานที่เหล่านี้ตรวจสอบว่าทำไมการติดเชื้อจึงระบาดในกลุ่มพนักงานของสถานที่ดังกล่าว

แม้ว่าบรรดาห้างร้านเหล่านี้ระบุว่าพวกตนกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุของการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม และสถานที่แต่ละแห่งก็กำลังเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินมาตรการต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่คณะผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญซึ่งพบว่าเป็นปัจจัยร่วมในสถานที่ทั้งหมดเหล่านี้ และได้เสนอมาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

รายงานระบุว่าพนักงานส่วนใหญ่สวมหน้ากากป้องกันอย่างเหมาะสม แต่ต้องปรับปรุงเรื่องการล้างมือ และว่ามีช่วงเวลาหลายชั่วโมงที่ลูกค้าหนาแน่นในบางชั้น

รายงานยังระบุด้วยว่ามีหลายกรณีที่การตรวจติดตามการมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานที่ติดเชื้อนั้นไม่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และการมีปฏิสัมพันธ์เช่นว่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ รายงานระบุว่าในบางกรณี พนักงานมารวมตัวกันอย่างใกล้ชิดที่ห้องรับประทานอาหารหรือบริเวณพักผ่อน

รายงานขอให้จำกัดการสัญจรของผู้คนหรือจำนวนของลูกค้าในสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าคนเหล่านี้จะมารวมตัวกัน และยังแนะนำบรรดาห้างร้านให้หาแนวทางที่จะระบายอากาศให้ดียิ่งขึ้นด้วยการวัดความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ และขอให้พนักงานไม่พูดคุยกันขณะที่รับประทานอาหารในห้องรับประทานอาหารและบริเวณพักผ่อน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2564)

อาการต่าง ๆ ที่หญิงตั้งครรภ์ซึ่งติดโควิด-19 ควรติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเรียกรถพยาบาล

ท่ามกลางกรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น จำนวนของหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในจังหวัดชิบะซึ่งอยู่ติดกรุงโตเกียว ทารกที่คลอดก่อนกำหนดเสียชีวิตหลังจากที่คุณแม่ซึ่งติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จำต้องคลอดที่บ้านเนื่องจากไม่มีโรงพยาบาลที่จะรับตัวเธอ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สมาคมสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยารวมถึงสมาคมสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งญี่ปุ่น ได้รวบรวมแนวทางเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ที่หญิงตั้งครรภ์ต้องติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข หรือเรียกรถพยาบาล แนวทางดังกล่าวเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ของสมาคมเหล่านี้

แนวทางนี้แนะนำหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และพักอยู่ที่บ้าน ให้ติดต่อแพทย์หรือศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่นในกรณีดังต่อไปนี้
- เกิดอาการหายใจลำบากมากกว่า 2 ครั้งใน 1 ชั่วโมง
- เมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดินไปห้องน้ำ แล้วรู้สึกหายใจติดขัด
- อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นเป็น 110 ครั้งต่อนาที หรือมากกว่านั้น หรืออัตราการหายใจเพิ่มขึ้นเป็น 20 ครั้งต่อนาทีหรือมากกว่านั้น
- ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 93 และ 94 และไม่กลับสู่ระดับปกติภายใน 1 ชั่วโมงของการหยุดพัก

แนวทางดังกล่าวระบุว่าควรเรียกรถพยาบาลโดยทันที หากเกิดกรณีดังต่อไปนี้
- ไม่สามารถพูดคุยได้แม้เป็นประโยคสั้น ๆ ก็ตาม เนื่องจากอาการหายใจติดขัด
- ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 92 หรือต่ำกว่านั้น

สูติแพทย์และนรีแพทย์ยังขอให้หน่วยงานของทางการช่วยย้ายหญิงตั้งครรภ์มาอยู่ที่โรงพยาบาลซึ่งมีบริการทำคลอด แม้จะเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่เข้าข่ายกรณีข้างต้นที่ยังไม่ต้องโทรศัพท์ฉุกเฉินก็ตาม นอกจากนี้ ก็ยังขอให้หน่วยงานของทางการช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ซึ่งกักตัวอยู่ที่บ้านให้สามารถตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดได้เองทุกวัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2564)

สิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้อยู่ตามลำพังซึ่งติดโควิด-19 และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกักตัวอยู่ที่บ้าน

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัวที่บ้านนั้นมีจำนวนมาก ท่ามกลางกรณีติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้ เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ตามลำพังซึ่งติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกักตัวอยู่ที่บ้าน

เราได้สอบถามศาสตราจารย์มัตสึโมโตะ เท็ตสึยะ จากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสุขภาพและสวัสดิการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการต้านโรคติดเชื้อ เขากล่าวว่าบุคคลที่ติดเชื้อและพักอาศัยอยู่คนเดียวนั้นควรติดต่ออย่างใกล้ชิดกับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับรู้ว่าอาการของผู้ป่วยย่ำแย่ลงเมื่อผู้ป่วยขาดการติดต่อไป

ศาสตราจารย์มัตสึโมโตะกล่าวว่าบางคนที่มีอาการหนักขึ้น อาจจะต้องอดทนและเฝ้ารอตอนโทรศัพท์ติดต่อศูนย์สาธารณสุข เนื่องจากในแต่ละครั้งสายอาจจะไม่ว่าง เขากล่าวว่ามีความเสี่ยงที่บุคคลผู้นั้นอาจจะไม่สามารถโทรศัพท์ฉุกเฉินเองเพื่อเรียกรถพยาบาลได้หากอาการย่ำแย่ลงกว่าเดิมอีก เขากล่าวว่าเพื่อป้องกันกรณีเช่นนี้ ผู้ป่วยควรเลือกบุคคลช่วยเหลือไว้หลาย ๆ คนล่วงหน้า และขอให้พวกเขาเป็นผู้ติดต่อของตนในกรณีฉุกเฉิน

ศาสตราจารย์มัตสึโมโตะยังขอให้ผู้คนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และยาลดไข้เอาไว้ เผื่อกรณีที่เกิดติดเชื้อและต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ที่ไม่ได้เตรียมการในลักษณะเช่นนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะติดเชื้อ ก็ให้ติดต่อเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวและขอให้พวกเขาเหล่านั้นส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ไว้ที่ด้านหน้าตรงทางเข้า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2564)

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อระหว่างกักตัวอยู่ที่บ้าน

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัวที่บ้านนั้น มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางกรณีติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้

คณะผู้เชี่ยวชาญได้ระบุผ่านทางทวิตเตอร์เรื่องอาการฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลโดยทันทีและสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัวระหว่างที่กักตัวอยู่ที่บ้าน โดยวันนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไวรัสนี้ที่บ้าน

คณะอาสาสมัครด้านการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขซึ่งเกี่ยวข้องกับความพยายามต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ระบุรายละเอียด 8 ข้อเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกครอบครัวที่บ้านติดเชื้อ

1. ผู้ป่วยและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวควรอยู่คนละห้องกัน
2. ทั้งผู้ป่วยและคนที่ดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย
3. คนที่ดูแลผู้ป่วยควรจำกัดเอาไว้ที่บุคคล 1 คนเท่าที่จะเป็นไปได้
4. ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลควรหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
5. ระหว่างวันควรระบายอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
6. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวที่ใช้งานร่วมกันซึ่งสัมผัสโดนอยู่บ่อย ๆ
7. ซักเสื้อผ้าและผ้าปูที่ปนเปื้อน
8. เมื่อนำขยะไปทิ้ง ควรมัดปากถุงให้แน่น ๆ

ทางคณะระบุว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จำนวนมากขึ้นที่ต้องอยู่กับบ้านโดยไม่มีการติดต่อจากศูนย์สาธารณสุขหรือคำแนะนำใด ๆ จากคลินิกเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำ ด้วยเหตุนี้ทางคณะจึงเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้โดยมองว่าต้องถ่ายทอดข้อมูลที่จำเป็นออกไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2564)

สิ่งที่ควรระวังเมื่อกักตัวอยู่ที่บ้าน

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกักตัวที่บ้านนั้น มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกรณีติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานมานี้

คณะผู้เชี่ยวชาญได้ระบุผ่านทางทวิตเตอร์เรื่องอาการฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลโดยทันทีและสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัวระหว่างที่กักตัวอยู่ที่บ้าน โดยครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ควรระวังเมื่อกักตัวอยู่ที่บ้าน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม คณะอาสาสมัครด้านการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขซึ่งเกี่ยวข้องกับความพยายามต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เรื่องสิ่งที่ควรระวังเมื่อกักตัวอยู่ที่บ้าน

คณะดังกล่าวระบุถึง “อาการฉุกเฉิน” 13 รายการที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เรียกรถพยาบาล โดย 9 อาการต่อจากนี้คือสิ่งที่ผู้ป่วยควรตรวจสอบตนเอง

1. ปากเป็นสีม่วงคล้ำ
2. หายใจหอบ
3. อยู่ดี ๆ ก็เกิดหายใจติดขัด
4. หายใจติดขัดในตอนที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย
5. เจ็บหน้าอก
6. ไม่สามารถหายใจได้เมื่อนอนลง
7. หายใจแรงจนไหล่โยก
8. อยู่ดี ๆ ก็เกิดเสียงหวีดหรือเสียงหายใจผิดปกติ
9. มีความรู้สึกว่าชีพจรเต้นผิดปกติ

นอกจากนี้ ก็ยังขอให้ครอบครัวหรือคนอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันคอยสังเกต 4 อาการของผู้ป่วยดังต่อไปนี้

1. หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด
2. ลักษณะภายนอกและพฤติกรรมต่างไปจากปกติ
3. การสนองตอบที่ช้าลงเวลาเรียก
4. ไม่มีการสนองตอบเวลาเรียกและใกล้จะหมดสติ

คณะดังกล่าวระบุว่าเมื่อระบบทางการแพทย์อยู่ภายใต้ภาวะบีบคั้นอย่างหนัก อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลได้ แม้ว่าจะเรียกรถพยาบาลก็ตาม

ทางคณะแนะนำว่าเมื่อผู้ป่วยกังวลว่าอาการอาจย่ำแย่ลง ก็ควรติดต่อแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์ผู้วินิจฉัยว่าติดเชื้อ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่น หรือสายด่วนโควิด-19 ของเทศบาลท้องถิ่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2564)

ไวรัสสายพันธุ์เดลตาแตกต่างจากสายพันธุ์แลมบ์ดาอย่างไร

ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา ไวรัสนี้ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกเป็นไวรัสกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เราจะมาดูกันว่าไวรัสสายพันธุ์เดลตาแตกต่างจากสายพันธุ์แลมบ์ดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดาได้รับการยืนยันครั้งแรกในประเทศเปรูในอเมริกาใต้ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2563 โดยระบุว่าสายพันธุ์แลมบ์ดากำลังแพร่ระบาดโดยมากในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ เช่น เปรู ชิลี และเอกวาดอร์

ในเว็บไซต์ของ GISAID ซึ่งบันทึกลำดับพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทุกสายพันธุ์ที่ตรวจพบทั่วโลกนั้นระบุว่า นับจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2564 มี 34 ประเทศที่รายงานไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้มาจากประเทศชิลี

ไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดามีการกลายพันธุ์บางประการที่อาจจะทำให้ติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม หรืออาจจะลดประสิทธิผลของสารภูมิต้านทานที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้

ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกจึงจัดให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา แต่ปัจจุบัน สายพันธุ์แลมบ์ดาไม่ได้แพร่ระบาดเป็นวงกว้างเหมือนกับสายพันธุ์เดลตาและอัลฟา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่าเป็นกังวล

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นยังไม่ได้จัดให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา หรือเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสายพันธุ์แลมบ์ดามีความสามารถในการติดต่อได้มากเพียงใด หรืออาจก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงแค่ไหน องค์การอนามัยโลกระบุว่าจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาส่งผลกระทบต่อมาตรการต้านไวรัสและทำให้ประสิทธิผลของวัคซีนต่าง ๆ ลดน้อยลงหรือไม่

จริง ๆ แล้วสายพันธุ์แลมบ์ดาตรวจพบก่อนสายพันธุ์เดลตา แต่สายพันธุ์เดลตาได้แพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วกว่า และกำลังก่อให้เกิดอันตรายในหลายประเทศ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนที่มีต่อไวรัสสายพันธุ์เดลตา

ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นไวรัสกลายพันธุ์ชนิดหนึ่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยจะดูที่ประสิทธิผลของวัคซีนที่มีต่อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้

องค์การอนามัยโลกระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมปี 2564 ว่า ในประเด็นที่เกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนนั้น ผลวิจัยจากห้องปฏิบัติการพบว่าปริมาณของสารภูมิต้านทานที่เกิดจากวัคซีนนั้นลดลงเมื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกระบุว่านี่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้ทำให้ประสิทธิผลของวัคซีนลดลง เนื่องจากวัคซีนที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบันนั้นได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิผลสูง

องค์การอนามัยโลกระบุว่ากรณีของวัคซีนแอสตราเซเนกาหรือวัคซีนไฟเซอร์นั้น การประเมินเชิงเปรียบเทียบระหว่างไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตากับสายพันธุ์อัลฟาพบว่า ประสิทธิผลของวัคซีนในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหรือการแพร่เชื้อ หากเป็นสายพันธุ์เดลตาจะอยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา แต่ไม่พบความแตกต่างใหญ่โตระหว่าง 2 วัคซีนนี้ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหนัก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2564)

ไวรัสสายพันธุ์เดลตาทำให้เกิดอาการป่วยหนักมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือไม่

ไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ซึ่งปัจจุบันกำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ว่าสายพันธุ์เดลตานั้นทำให้เกิดอาการป่วยหนักมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือไม่

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าสายพันธุ์เดลตาทำให้เกิดอาการป่วยหนักมากกว่าเดิมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกระบุว่าผลการวิจัยในแคนาดาซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กว่า 200,000 คนพบว่า สายพันธุ์เดลตาทำให้ความเสี่ยงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น 2.2 เท่า ส่วนความเสี่ยงที่จะเข้าห้องไอซียูเพิ่มขึ้น 3.87 เท่า และความเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2.37 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2564)

ไวรัสสายพันธุ์เดลตาทำให้การติดเชื้อเป็นไปอย่างไร

ไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ซึ่งปัจจุบันกำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา โดยจะมุ่งเน้นไปที่ว่าสายพันธุ์ดังกล่าวทำให้การติดเชื้อเป็นไปอย่างไร

องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีการรายงานสายพันธุ์เดลตาครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคมปี 2563 และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการยืนยันสายพันธุ์ดังกล่าวทั่วโลก นับจนถึงต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ ไวรัสสายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดในกว่า 130 ประเทศและดินแดน โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้สายพันธุ์ดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของ VOC หรือ “สายพันธุ์ที่น่าเป็นกังวล” ซึ่งดูเหมือนว่ามีแนวโน้มจะเป็นอันตรายมากที่สุดในบรรดาไวรัสชนิดกลายพันธุ์ซึ่งเป็นที่รู้จักทั้งหมด

เชื่อกันว่าสายพันธุ์เดลตาติดต่อกันได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์อัลฟาซึ่งตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษ ผลการวิจัยที่นำเสนอในการประชุมของคณะผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ระบุว่าไวรัสสายพันธุ์เดลตามีความสามารถในการติดต่อได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 1.87 เท่า และมากกว่าสายพันธุ์อัลฟา 1.3 เท่า ส่วนผลวิจัยอื่น ๆ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่าสายพันธุ์เดลตามีความสามารถในการติดต่อที่มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมราว 2 เท่า และมากกว่าสายพันธุ์อัลฟาราว 1.5 เท่า

องค์การอนามัยโลกยังระบุด้วยว่างานวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์จีนแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของไวรัสที่พบในผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตานั้นมากกว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม 1,200 เท่า งานวิจัยดังกล่าวอาจเป็นความเกี่ยวข้องบางประการของความสามารถในการติดเชื้อที่สูงของสายพันธุ์เดลตา

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นประมาณการเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมว่า กรณีติดเชื้อในกรุงโตเกียวและอีก 3 จังหวัดโดยรอบ ได้แก่ ไซตามะ ชิบะ และคานางาวะ นับจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนั้น ราวร้อยละ 80 เป็นการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ขณะที่ในจังหวัดโอซากา เกียวโต และเฮียวโงะนั้น การติดเชื้อราวร้อยละ 40 เป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2564)

วัคซีนเข็มที่ 3 จำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว ตอนที่ 5

มีความเคลื่อนไหวในบางประเทศในการพิจารณาเรื่องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 วันนี้เราจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว โดยจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการใช้วัคซีนต่างชนิดกันสำหรับฉีดกระตุ้นนั้นสามารถทำได้หรือไม่

ศาสตราจารย์ฮามาดะ อัตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียวระบุว่าไม่มีกฎตายตัวว่าวัคซีนเข็มที่ 3 ควรเป็นวัคซีนชนิดเดียวกันกับเข็มแรกและเข็มที่ 2 หรือไม่

รัฐบาลอังกฤษระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการทดลองทางคลินิกเพื่อตรวจสอบว่าการฉีดวัคซีนเสริม 10 ถึง 12 สัปดาห์หลังจากเข็มที่ 2 นั้นจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันของร่ายกายได้หรือไม่ โดยระบุว่ามีการนำวัคซีน 7 ชนิดมาเปรียบเทียบกันเรื่องประสิทธิผลสำหรับการใช้เป็นวัคซีนที่จะฉีดเสริม

ศาสตราจารย์ฮามาดะระบุว่าการฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อกันระหว่างของไฟเซอร์และของโมเดอร์นานั้นไม่น่าจะมีปัญหาเนื่องจากเป็นวัคซีน mRNA ทั้งคู่ แต่เขาขอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดเข็มที่ 3 โดยให้เหตุผลว่ายังขาดข้อมูลอยู่ เขายังระบุด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาใช้วัคซีนที่มีอยู่หรือวัคซีนใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับไวรัสชนิดกลายพันธุ์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2564)

วัคซีนเข็มที่ 3 จำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว ตอนที่ 4

มีความเคลื่อนไหวในบางประเทศในการพิจารณาเรื่องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 วันนี้เราจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว โดยจะมุ่งเน้นไปที่แถลงการณ์ของโมเดอร์นาซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม โมเดอร์นาได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนและการพัฒนาวัคซีนใหม่สำหรับไวรัสชนิดกลายพันธุ์ทั้งหลาย

โมเดอร์นาระบุว่าวัคซีนเข็มที่ 3 น่าจะจำเป็นต่อผู้ที่ฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของตนไปแล้ว โดยหลัก ๆ ก็เนื่องมาจากไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก

ทางบริษัทระบุว่าวัคซีนของตน “แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลที่คงอยู่ยาวนานร้อยละ 93 ในช่วง 6 เดือนหลังจากฉีดเข็มที่ 2” อย่างไรก็ตามทางบริษัทระบุว่าคาดว่าประสิทธิผลดังกล่าวจะลดลงและ “การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีแนวโน้มว่าจำเป็น” ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2564)

วัคซีนเข็มที่ 3 จำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว ตอนที่ 3

มีความเคลื่อนไหวในบางประเทศในการพิจารณาเรื่องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 วันนี้เราจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดดังกล่าว โดยจะมุ่งเน้นไปที่การทดลองทางคลินิกสำหรับวัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่าระดับของสารภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมาบรรดาผู้ผลิตวัคซีนได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกเพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข็มที่ 3 บริษัทไฟเซอร์ได้เผยแพร่ผลการทดลองทางคลินิกของตนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมปี 2564 โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ทำให้ระดับสารภูมิต้านทานที่ลบล้างฤทธิ์ของไวรัสชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากระดับที่ได้หลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในกลุ่มผู้คนอายุระหว่าง 18 ถึง 55 ปี ส่วนผู้คนอายุระหว่าง 65 ถึง 85 ปี ระดับของสารภูมิต้านทานดังกล่าวเพิ่มขึ้น 11 เท่า

ศาสตราจารย์ฮามาดะ อัตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียวระบุว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากบริษัทแค่บริษัทเดียวและจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลนี้อย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2564)

วัคซีนเข็มที่ 3 จำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว ตอนที่ 2

มีความเคลื่อนไหวในบางประเทศในการพิจารณาเรื่องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 วันนี้เราจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นหรือไม่รวมถึงการฉีดเข็มดังกล่าวมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ โดยจะมุ่งเน้นไปที่รายงานจากอิสราเอลที่ยืนยันว่าประสิทธิผลของวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

อิสราเอลเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วที่สุดในโลก แต่นักวิจัยในอิสราเอลได้รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่าประสิทธิผลของวัคซีนในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการจากการติดเชื้อนั้นลดลงจากร้อยละ 94 ในเดือนพฤษภาคมปี 2564 มาอยู่ที่ร้อยละ 64 ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา

สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยจำนวนหนึ่งในอิสราเอลเชื่อว่าประสิทธิผลของวัคซีนดังกล่าวลดลงเมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลอิสราเอลได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นการป้องกัน

ศาสตราจารย์ฮามาดะ อัตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียวซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสกลายพันธุ์ระบุว่า กล่าวกันว่าความคุ้มกันที่ได้รับจากวัคซีนที่ใช้ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในปัจจุบันจะลดลงหลังจากช่วงประมาณ 6 เดือน เขากล่าวว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ต่างจากวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ก็เชื่อกันว่าประสิทธิผลจะลดลงเช่นกันในช่วงประมาณ 6 เดือน

ศาสตราจารย์ฮามาดะกล่าวว่าเมื่อพิจารณาจากข้อมูลเหล่านี้แล้ว ก็เป็นเรื่องที่อาจจะเป็นไปได้ที่จะฉีดวัคซีนเข็มเพิ่มเติมตามระยะเวลาดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2564)

วัคซีนเข็มที่ 3 จำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว ตอนที่ 1

มีความเคลื่อนไหวในบางประเทศในการพิจารณาเรื่องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 วันนี้เราจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นจำเป็นหรือไม่รวมถึงประสิทธิผลของการฉีดเข็มดังกล่าว โดยจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิผลของการเข้ารับวัคซีนสองครั้ง

ในบรรดาวัคซีน 3 ยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากญี่ปุ่นได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา และแอสตราเซเนกานั้น กำหนดให้เข้ารับวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างไม่กี่สัปดาห์ มีการยืนยันแล้วว่าวัคซีนของไฟเซอร์และของโมเดอร์นามีประสิทธิผลในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหรือไม่ให้อาการทรุดหนักจากไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมได้กว่าร้อยละ 90 ของการติดเชื้อ ส่วนแอสตราเซเนกานั้นตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70

ในรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2564 ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นวารสารด้านการแพทย์ระดับนานาชาติระบุว่า วัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิผลต่อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อัลฟาที่ร้อยละ 93.7 ขณะที่แอสตราเซเนกามีประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 74.5 รายงานนี้ระบุว่าวัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิผลต่อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาร้อยละ 88.0 และแอสตราเซเนกาอยู่ที่ร้อยละ 67.0

รายงานระบุเพิ่มเติมว่าแม้ว่าวัคซีนเหล่านี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการหนัก แต่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผลพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งหมายความว่าถึงแม้ผู้คนจำนวนมากจะเข้ารับวัคซีนแล้ว แต่อาจจะไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในบางกรณี

รัฐบาลอังกฤษระบุว่าวัคซีนของไฟเซอร์มีประสิทธิผลร้อยละ 96 ในการป้องกันให้ไม่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากไวรัสสายพันธุ์เดลตา ขณะที่แอสตราเซเนกามีประสิทธิผลอยู่ที่ร้อยละ 92

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2564)

มาตรการที่ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตนำมาใช้รับมือข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีนโควิด-19

ในขณะที่มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงกังวลหรือกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อมูลที่ขาดมูลความจริงและข่าวลือผิด ๆ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกำลังแพร่ออกไป โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีน โดยจะมุ่งเน้นไปยังมาตรการที่บริษัทผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตนำมาใช้

ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตกำลังดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานถูกชักจูงให้เข้าใจผิดจากข้อมูลหรือข่าวลือเท็จ ยาฮูแจแปนกำลังดำเนินการเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการรับมือกับข่าวลือเท็จโดยตรง โดยหน้าแรกสุดของเว็บไซต์ยาฮูทั้งส่วนที่เป็นข่าว คอลัมน์กระทู้ และเนื้อหาที่มีผู้ใช้งานเข้าชมมากที่สุดนั้น ขณะนี้เป็นการนำเสนอบทความที่ตรวจสอบข้อมูลและข่าวลือเท็จเกี่ยวกับวัคซีน และบทความที่สรุปคำอธิบายทางการแพทย์หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์

เมื่อเข้าไปในช่องค้นหา ยาฮูจะแสดงผลของข้อมูลที่เผยแพร่โดยองค์กรทางการหรือข้อมูลที่อิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ที่ด้านบนสุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้คำค้นหาอย่าง “เสียชีวิต” หรือ “ผลข้างเคียง” ควบคู่ไปกับคำว่า “วัคซีน” ลิงก์บนสุดที่ปรากฏให้เห็นคือบทความถาม-ตอบบนเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น รวมถึงบทความและวิดีโอที่ยาฮูจัดทำขึ้นเองโดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายคน โดยเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่าจะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกไม่ค่อยสบายหลังจากฉีดวัคซีน

คุณคาตาโอกะ ฮิโรชิ ผู้รับผิดชอบด้านสื่อของยาฮูระบุว่าโครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นในขณะนี้กำลังดำเนินการเต็มกำลัง มีความสนใจเรื่องวัคซีนกันมากขึ้น โดยเห็นได้จากคำที่ใช้ค้นหาและจำนวนของผู้คนที่เข้ามาอ่านบทความทั้งหลาย คุณคาตาโอกะกล่าวว่าการที่ผู้คนจะตัดสินใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนข้อมูลไหนที่น่าเชื่อถือเป็นเรื่องยากมาก การสรุปข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถืออย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือในแบบที่เข้าใจได้ง่ายด้วย

คุณคาตาโอกะกล่าวว่าทางบริษัทหวังที่จะช่วยคลี่คลายความวิตกกังวลและคำถามต่าง ๆ ของประชาชนต่อไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2564)

ตัวอย่างของข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 3

ในขณะที่มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงกังวลหรือกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อมูลที่ขาดมูลความจริงและข่าวลือผิด ๆ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกำลังแพร่ออกไป โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีน โดยจะยกบางตัวอย่างของข่าวลือที่พูดถึงกันอยู่ในตอนนี้

ตัวอย่างที่ 5 ของข่าวลือเท็จ “วัคซีนมีไมโครชิปผสมอยู่”
หนึ่งในข้อมูลผิด ๆ ที่แพร่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์และที่อื่น ๆ ก็คือวัคซีนมีไมโครชิปผสมอยู่เพื่อควบคุมผู้คน มีการเปิดเผยส่วนผสมของวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัทผู้ผลิตและหน่วยงานสาธารณสุขของหลายประเทศ เช่น กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นและคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ โดยปรากฏชัดเจนว่าวัคซีนไม่มีไมโครชิปผสมอยู่

ตัวอย่างที่ 6 ของข่าวลือเท็จ “วัคซีนทำให้แม่เหล็กมาติดที่ตัวคุณ”
ข่าวลือเท็จอีกข้อหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ก็คือวัคซีนทำให้แม่เหล็กมาติดที่ตัวคุณ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐระบุว่าวัคซีนไม่มีส่วนผสมที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กและปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้อย่างชัดเจน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2564)

ตัวอย่างของข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 2

ในขณะที่มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงกังวลหรือกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อมูลที่ขาดมูลความจริงและข่าวลือผิด ๆ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกำลังแพร่ออกไป โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีน โดยจะยกบางตัวอย่างของข่าวลือที่พูดถึงกันอยู่ในตอนนี้

ตัวอย่างที่ 3 ของข่าวลือเท็จ “วัคซีนจะไปเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรม”
หนึ่งในข้อมูลผิด ๆ ที่แพร่ออกไปในตอนนี้ก็คือหลังจากที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว สารประกอบในวัคซีนจะยังคงอยู่ในร่างกายของเราไปอีกนาน และจะไปเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรม กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า mRNA ที่ใช้ในวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคและวัคซีนของโมเดอร์นานั้น จะสลายไปเพียงไม่นานหลังจากเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถรวมเข้ากับ DNA ของเราได้ ทางกระทรวงระบุว่าเรื่องที่บอกว่าวัคซีนสามารถเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมของเราได้นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ตัวอย่างที่ 4 ของข่าวลือเท็จ “การฉีดวัคซีนทำให้เกิดการติดเชื้อ”
ที่ผ่านมามีข้อมูลผิด ๆ ว่าผู้สูงอายุทยอยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลังจากได้รับวัคซีน และเสียชีวิตที่สถานพยาบาลดูแล ทั้งนี้ วัคซีนไม่มีไวรัสผสมอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลว่าการฉีดวัคซีนนำไปสู่การเสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นจากโรคบางชนิด

ทางกระทรวงยังเรียกร้องให้ระมัดระวังต่อข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์และที่อื่น ๆ ซึ่งกล่าวโทษว่าการฉีดวัคซีนทำให้เสียชีวิตหลังจากฉีด ทางกระทรวงขอให้ประชาชนอย่าตีความผิด ๆ เรื่องตัวเลขการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนที่มีรายงานมายังรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งจำนวนดังกล่าวรวมถึงกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2564)

ตัวอย่างของข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 1

ในขณะที่มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงกังวลหรือกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อมูลที่ขาดมูลความจริงและข่าวลือเท็จเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกำลังแพร่ออกไป โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับข่าวลือเท็จเรื่องวัคซีน โดยจะยกบางตัวอย่างของข่าวลือที่พูดถึงกันอยู่ในตอนนี้

ตัวอย่างที่ 1 ของข่าวลือเท็จ “วัคซีนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก”
หนึ่งในข้อมูลผิด ๆ ที่แพร่ไปทั่วก็คือการฉีดวัคซีนนำไปสู่การเกิดภาวะมีบุตรยาก ข่าวลือเท็จนี้อ้างว่าสารภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนนั้นส่งผลด้านลบต่อรก ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คนหนึ่งกล่าวว่าเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารภูมิต้านทานไม่ไปโจมตีโปรตีนที่เกี่ยวกับรก นอกจากนี้ นายโคโนะ ทาโร รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นยังได้เน้นย้ำว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

ตัวอย่างที่ 2 ของข่าวลือเท็จ “วัคซีนทำให้แท้งบุตร”
อีกหนึ่งข่าวลือเท็จก็คือเมื่อหญิงตั้งครรภ์เข้ารับการฉีดวัคซีน วัคซีนจะทำให้แท้งบุตร ในเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ไม่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการแท้งบุตรเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้หญิงที่เข้ารับวัคซีนแล้ว

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากการศึกษาโดยคณะนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจากผู้หญิงกว่า 35,000 คนที่ได้รับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงตั้งครรภ์แสดงให้เห็นว่า อัตราการแท้งบุตร, ทารกในครรภ์เสียชีวิต, ทารกคลอดก่อนกำหนด และทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย ไม่แตกต่างจากอัตราที่ได้จากหญิงตั้งครรภ์ก่อนเกิดการระบาดใหญ่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2564)

วิธีรับมือข่าวลือเท็จเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับวิธีรับมือข่าวลือเท็จเรื่องการฉีดวัคซีน ในขณะที่มีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ารับการฉีดวัคซีน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังคงลังเลเรื่องนี้ สื่อสังคมออนไลน์ได้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอันขาดมูลความจริงและข่าวลือเท็จเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

มีการจัดเสวนาทางออนไลน์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับการรับมือต่อประเด็นนี้ รองศาสตราจารย์ยามางูจิ ชินอิจิ จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งญี่ปุ่นได้อธิบายว่าข่าวลือเท็จและข้อมูลที่ขาดมูลความจริงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนนั้นแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร โดยมีจำนวนการโพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องในทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น 8 เท่าระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปี 2564

รองศาสตราจารย์ยามางูจิยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลไว้ด้วยกัน โดยยกกรณีที่สื่อมวลชนเผยแพร่บทความเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องซึ่งได้ประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลแล้ว จากนั้นโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ก็ได้ปฏิเสธข่าวลือเท็จเพิ่มมากขึ้น

ต่อมาคือมาตรการที่ดำเนินการโดยบริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย พนักงานคนหนึ่งของทวิตเตอร์ได้อธิบายวิธีที่ทางบริษัทได้ใช้ระบบที่ติดป้ายข้อความไว้ในโพสต์ซึ่งก่อให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และไม่เปิดทางให้ผู้คนตอบ รีทวีต หรือกดไลค์โพสต์เช่นว่านี้

จากนั้นพนักงานคนหนึ่งของ LINE ได้เล่าถึงวิธีที่ทางบริษัทใช้จัดการให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่ถูกต้องด้วยการส่งข้อมูลให้ผู้ใช้งานโดยตรงจากบัญชีทางการของรัฐบาลและทางการท้องถิ่น

นายโคโนะ ทาโร รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นได้ระบุผ่านทางวิดีโอที่เผยแพร่ในงานเสวนานี้ว่า อินเทอร์เน็ตมีข้อมูลที่ชักนำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน นายโคโนะกล่าวว่ารัฐบาลกังวลอย่างมากเกี่ยวกับว่าสิ่งนี้ได้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความกังวลที่มากจนเกินไปต่อการเข้ารับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนอายุน้อย

นายโคโนะกล่าวว่าแหล่งข้อมูลเท็จมีแนวโน้มที่จะใช้ภาษาที่กระตุ้นความกังวลในกลุ่มผู้คนโดยใช้ถ้อยคำอย่างเช่น “เราได้ข้อมูลที่เป็นความลับมาจากบริษัทยา” นายโคโนะขอให้ประชาชนพิจารณาเข้ารับวัคซีนโดยอิงจากข้อมูลที่ถูกต้อง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2564)

มาตรการที่สื่อมวลชนซึ่งมารายงานข่าวโอลิมปิกต้องปฏิบัติตาม ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอมาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะใช้สำหรับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยมุ่งเน้นไปที่มาตรการซึ่งสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตาม

คู่มือโตเกียว 2020 สำหรับสมาชิกสื่อมวลชนระบุว่า บรรดาสื่อมวลชนต้องเข้ารับการตรวจหาโรคโควิด-19 แบบต่างวันกันภายใน 96 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางมายังญี่ปุ่น นอกจากนี้ ในช่วง 14 วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่น พวกเขาต้องไม่ใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะและได้รับอนุญาตให้ไปได้แค่สนามแข่งขันและสถานที่อื่น ๆ ที่ได้แจ้งไว้ในแผนกิจกรรมของตนเองเท่านั้น

คู่มือโตเกียว 2020 ระบุว่าจะมีการใช้ข้อมูล GPS จากสมาร์ตโฟนของบรรดาสื่อมวลชนเพื่อบันทึกข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ในช่วงที่พวกเขาอยู่ในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ คู่มือโตเกียว 2020 ยังกำหนดเรื่องความถี่ของการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สำหรับสมาชิกสื่อมวลชนตามหน้าที่ปฏิบัติของพวกเขาด้วย บรรดาผู้สื่อข่าวและช่างภาพซึ่งอยู่ในระยะใกล้ชิดกับนักกีฬาในสนามแข่งขันนั้น ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อทุกวัน ส่วนผู้ที่อาจมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่อยู่บ้าง ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อทุก ๆ 4 วัน และถึงแม้ว่าผู้นั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ ก็ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อทุก ๆ 7 วัน

ผู้ที่ฝ่าฝืนระเบียบในคู่มือโตเกียว 2020 อาจถูกลงโทษ ซึ่งรวมถึงการเพิกถอนบัตรรับรองให้เข้าร่วมงานและลงโทษด้านการเงิน พวกเขาอาจถูกเพิกถอนการอนุญาตให้พำนักในญี่ปุ่นด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564)

มาตรการที่สื่อมวลชนซึ่งมารายงานข่าวโอลิมปิกต้องปฏิบัติตาม ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอมาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะใช้สำหรับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยมุ่งเน้นไปที่มาตรการซึ่งสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตาม

กลุ่มสื่อมวลชนจากต่างชาติมาที่ญี่ปุ่นเพื่อรายงานข่าวการแข่งขันโอลิมปิก คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระบุว่า นับจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน คาดว่ามีสมาชิกสื่อมวลชนกว่า 16,000 คนจากองค์กรสื่อราว 2,000 แห่งในประมาณ 200 ประเทศและดินแดน จะเดินทางมายังญี่ปุ่น

คณะกรรมการจัดการแข่งขันยังระบุด้วยว่าคาดว่าร้อยละ 70 ถึง 80 ของตัวแทนสื่อต่างชาติและสื่อญี่ปุ่น จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก

คู่มือโตเกียว 2020 สำหรับสมาชิกสื่อมวลชนระบุว่า ในช่วง 14 วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่น สมาชิกสื่อมวลชนต้องไม่ใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะและจะได้รับอนุญาตให้ไปแค่สนามแข่งขันและสถานที่อื่น ๆ ที่พวกเขาแจ้งไว้ในแผนกิจกรรมของตัวเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อจำกัดเช่นว่านี้ สื่อมวลชนราว 10 แห่งในสหรัฐได้ร่วมกันส่งจดหมายประท้วงคณะกรรมการจัดการแข่งขันโดยระบุว่ากิจกรรมของพวกตนจะถูกจำกัด

คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ตอบรับความเห็นดังกล่าวโดยระบุว่า มาตรการที่เข้มงวดนั้นจำเป็นเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน และว่ามาตรการนี้สำคัญสำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและผู้คนในญี่ปุ่นทั้งหมด

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันยังระบุด้วยว่าจะเคารพเสรีภาพของสื่อมวลชนและจะช่วยให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวได้อย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นี่คือความท้าทายสำหรับผู้สื่อข่าวที่จะดำเนินมาตรการต้านการติดเชื้ออย่างละเอียดถี่ถ้วนในช่วงที่ปฏิบัติงาน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2564)

ระเบียบปฏิบัติในหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก

เราจะนำเสนอมาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะใช้สำหรับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยมุ่งเน้นไปที่ระเบียบปฏิบัติในหมู่บ้านนักกีฬา

หมู่บ้านโอลิมปิกและพาราลิมปิกซึ่งนักกีฬาสามารถพบปะกับนักกีฬาคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือภูมิภาค หรือการแข่งขันกีฬาใดก็ตาม คือสัญลักษณ์ของการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิก แต่สำหรับโตเกียวโอลิมปิกนั้น มีการใช้ระเบียบปฏิบัติที่ต่างไปจากเดิมเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งก่อน ๆ แต่ละประเทศตัดสินใจว่าตัวแทนโอลิมปิกของตนจะพักอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬานานเท่าใด แต่ที่การแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก นักกีฬาต้องจำกัดระยะเวลาที่เข้าพักในหมู่บ้านนักกีฬา

นักกีฬาโอลิมปิกจะได้รับอนุญาตให้เข้าพักที่หมู่บ้านนักกีฬา 5 วันก่อนถึงการแข่งขันของตน และต้องออกจากหมู่บ้านนักกีฬาภายใน 2 วันหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง ขณะที่นักกีฬาพาราลิมปิกสามารถเข้าพักในหมู่บ้านนักกีฬาได้ 7 วันก่อนการแข่งขัน

มีการกำหนดกฎระเบียบหลายข้อในหมู่บ้านนักกีฬานี้ โดยจะขอให้นักกีฬาหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางร่างกาย เช่น กอดหรือจับมือ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ปิดที่การถ่ายเทอากาศไม่ดี พื้นที่ที่มีผู้คนแออัด และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด

จากคู่มือโตเกียว 2020 นั้นกำหนดไว้ว่าจะต้องสวมหน้ากากอนามัยขณะที่ฝึกซ้อมในศูนย์ออกกำลังกายในหมู่บ้านนักกีฬา นอกจากนี้ นักกีฬาต้องรักษาระยะห่าง 2 เมตรจากผู้อื่นในห้องรับประทานอาหารหลัก และขอให้รับประทานอาหารตามลำพังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกครั้งก่อน ๆ นั้น มีการอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องพักส่วนตัวได้ สำหรับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ตัดสินใจที่จะอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องพักได้เช่นกัน แต่จะห้ามดื่มแบบเป็นกลุ่มในพื้นที่สาธารณะและในสวนสาธารณะของหมู่บ้านนักกีฬา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2564)

บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของคู่มือโตเกียว 2020

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับคู่มือโตเกียว 2020 ที่กำหนดมาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สำหรับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก เราจะมุ่งเน้นไปที่บทลงโทษที่นักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอื่น ๆ อาจได้รับหากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของคู่มือโอลิมปิก

คู่มือโตเกียว 2020 ระบุว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎนี้อาจได้รับบทลงโทษตามระเบียบ โดยตัวอย่างของการละเมิดกฎดังกล่าวได้แก่ การไม่ยอมปฏิบัติตามมาตรการให้สวมหน้ากากอนามัยโดยจงใจ หรือไปยังสถานที่ที่ไม่ได้ระบุไว้ในแผนกิจกรรมที่ได้ยื่นมาและปฏิเสธที่จะเข้ารับการตรวจหาโรคโควิด-19

จะมีการตรวจสอบหากมีข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดกฎตามที่มีการกล่าวหา หากการละเมิดนั้นได้รับการยืนยัน คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยอาจมีมาตรการตามระเบียบตามมาซึ่งรวมถึงการถอนบัตรรับรอง การตัดสิทธิ และการลงโทษด้านการเงิน

คู่มือระบุว่าผู้ฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษตามมาตรการจัดการที่เข้มงวดโดยทางการญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงการกักตัว 14 วันหรือการเพิกถอนการอนุญาตให้พำนักในญี่ปุ่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2564)

การตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในคณะโอลิมปิกที่มาญี่ปุ่น ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะนำไปใช้ในการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยเป็นหัวข้อเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสดังกล่าวในนักกีฬา

คู่มือโตเกียว 2020 กำหนดกฎระเบียบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งรวมถึงโครงการที่กำหนดรายละเอียดเรื่องการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คู่มือระบุว่าโดยหลักการแล้ว นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และบุคคลอื่น ๆ ในทีมต้องเข้ารับการตรวจหาโรคโควิด-19 ทุกวัน แม้ผลการตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินจะออกมาเป็นลบก็ตาม

พวกเขาจะต้องเข้ารับการตรวจด้วยการทดสอบปริมาณแอนติเจนในน้ำลาย ด้วยการส่งตัวอย่างมาให้ตรวจตอนเวลา 9.00 น. หรือ 18.00 น. หากผลการตรวจไม่แน่ชัดหรือเป็นบวก จะมีการนำตัวอย่างน้ำลายเดียวกันนั้นไปตรวจ PCR

เวลาดำเนินการจนกว่าผลตรวจสุดท้ายจะออกมาคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 12 ชั่วโมง ถ้าผลตรวจ PCR จากน้ำลายยังคงไม่แน่ชัดหรือมีผลเป็นบวก บุคคลผู้นั้นจะต้องไปเข้ารับการตรวจ PCR ซ้ำอีกครั้งที่คลินิกโควิด-19 ในหมู่บ้านโอลิมปิกและพาราลิมปิกโดยใช้ตัวอย่างจากการนำเอาอุปกรณ์แหย่เข้าไปในโพรงจมูก ถ้าผลการตรวจเป็นลบ บุคคลผู้นั้นจะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้

เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระบุว่าพวกตนคิดพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อทำให้การตรวจหาเชื้อนี้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันให้น้อยที่สุด

นักกีฬาและเจ้าหน้าที่จะต้องเก็บตัวอย่างน้ำลายของตนเพื่อนำไปตรวจ โดยดำเนินการในห้องพักของตนเองภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ประสานงานโควิด-19 ของแต่ละทีม คำถามก็คือคณะผู้จัดการแข่งขันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการทำผิดกติกา

คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและคณะกรรมการโอลิมปิกสากลระบุว่าพวกตนจะทำให้มั่นใจว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างดังกล่าวได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม และว่าพวกตนก็พิจารณาที่จะเข้าไปตรวจสอบโดยไม่แจ้งล่วงหน้าด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2564)

การตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในคณะโอลิมปิกที่มาญี่ปุ่น ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมาตรการไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะนำไปใช้ในการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดยเป็นหัวข้อเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสดังกล่าวในนักกีฬา

คู่มือโตเกียว 2020 กำหนดกฎระเบียบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งรวมถึงโครงการที่กำหนดรายละเอียดเรื่องการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คู่มือระบุว่านักกีฬา ผู้ฝึกสอน และบุคคลอื่น ๆ ในทีมที่เดินทางมาญี่ปุ่น ต้องเข้ารับการตรวจโรคโควิด-19 สองครั้งในวันต่างกันภายใน 96 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางมายังญี่ปุ่น โดยอย่างน้อยที่สุด หนึ่งในสองของการตรวจดังกล่าวต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

จะมีการขอผู้เข้าร่วมการแข่งขันเข้ารับการตรวจ PCR หรือการตรวจหาปริมาณแอนติเจน ที่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลญี่ปุ่นโดยใช้ตัวอย่างของน้ำลายหรือตัวอย่างที่ได้จากการใช้อุปกรณ์แหย่เข้าไปในโพรงจมูก

พวกเขาต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อที่สนามบินเมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นด้วย โดยต้องรอผลการตรวจอยู่ที่สนามบิน หากผลการตรวจได้รับการยืนยันว่าเป็นบวก จะมีการนำบุคคลผู้นั้นไปยังคลินิกโควิด-19 ที่หมู่บ้านโอลิมปิกและพาราลิมปิกเพื่อเข้ารับการตรวจอีกครั้ง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2564)

ระเบียบที่เกี่ยวกับกิจกรรมของผู้ร่วมการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระหว่างที่พวกเขาอยู่ในญี่ปุ่น

เราจะนำเสนอว่าคู่มือโตเกียว 2020 ระบุเกี่ยวกับกิจกรรมของผู้เข้าร่วมการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิกเมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงญี่ปุ่นว่าอย่างไร

คู่มือโตเกียว 2020 กำหนดกฎระเบียบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งรวมถึงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของผู้เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างที่พวกเขาพักอยู่ในญี่ปุ่น

โดยหลักการแล้วนั้น นักกีฬาและผู้ฝึกสอนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน พวกเขาต้องใช้บริการรถรับส่งที่จัดไว้ หากไม่สามารถใช้บริการเหล่านี้ได้ ก็ต้องเรียกแท็กซี่แบบจ้างเหมา

เมื่อผู้เข้าร่วมการแข่งขันจองที่พักที่อยู่ด้านนอกหมู่บ้านนักกีฬาด้วยตนเอง โดยหลักการแล้ว พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้พักในสถานที่ที่ให้บริการห้องพักโดยบุคคลทั่วไป หากการจองที่พักด้วยตนเองไม่ตรงกับข้อกำหนดของคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ทางคณะกรรมการจะขอให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันหาที่พักใหม่

สำหรับมื้ออาหารต่าง ๆ นั้น ผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่พักอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาต้องรับประทานอาหารที่นั่นหรือที่สนามแข่งขัน ส่วนบุคคลอื่น ๆ ต้องรับประทานที่สนามแข่งขันหรือร้านอาหารที่สถานที่พักของตน หรืออาจใช้บริการจัดส่งอาหารที่ห้องพัก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2564)

คู่มือโตเกียว 2020 ระบุเกี่ยวกับกิจกรรมของผู้ร่วมแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกเมื่อพวกเขาเดินทางถึงญี่ปุ่นว่าอย่างไร

คู่มือโตเกียว 2020 กำหนดกฎระเบียบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งรวมถึงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของผู้เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างที่พวกเขาพักอยู่ในญี่ปุ่น

นักกีฬาและผู้ฝึกสอนต้องระบุรายละเอียดในสิ่งที่เรียกว่า “แผนกิจกรรม” ให้เสร็จสมบูรณ์และยื่นให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิกก่อนที่จะเดินทางมาถึงญี่ปุ่น ในเอกสารดังกล่าว พวกเขาต้องระบุรายละเอียดกิจกรรมของตนเองในช่วง 14 วันแรกในญี่ปุ่น รายละเอียดดังกล่าวต้องรวมถึงที่อยู่ของที่พัก สถานที่ที่วางแผนไว้และสถานที่ที่อาจจะไป ตลอดจนชื่อและข้อมูลในหนังสือเดินทาง

ผู้เข้าร่วมการแข่งขันต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อไว้ตรวจติดตามสุขภาพของตนและแอป COCOA ซึ่งยืนยันข้อมูลการติดต่อ นอกจากนี้ จะต้องเปิดบริการข้อมูลตำแหน่งที่อยู่และประวัติของตำแหน่งที่อยู่ในสมาร์ตโฟนของตนด้วย

นักกีฬาและผู้ฝึกสอนต้องปฏิบัติตามแผนกิจกรรมนี้หลังจากเดินทางมาถึงญี่ปุ่น หากพวกเขาไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการแข่งขันในช่วง 3 วันแรกที่อยู่ในญี่ปุ่น พวกเขาต้องปฏิบัติเช่นนี้ภายใต้การตรวจดูแลอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจมีผู้ตรวจติดตามหรือมีการใช้ข้อมูล GPS ด้วย การเดินทางของพวกเขาจำกัดแค่สถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่พักและที่ฝึกซ้อม โดยไม่อนุญาตให้ไปยังสถานที่อื่น เช่น สถานที่ท่องเที่ยว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2564)

การแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิกนั้นใช้มาตรการชนิดใดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน คณะกรรมการโอลิมปิกสากลและคณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิกได้เปิดเผย “คู่มือโตเกียว 2020” ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ 3 และเป็นเวอร์ชันสุดท้าย คู่มือนี้กำหนดกฎระเบียบที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดรวมถึงนักกีฬาต้องปฏิบัติตามเพื่อป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยเวอร์ชันแรกเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเวอร์ชันที่ 2 เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน

เวอร์ชันสุดท้ายของคู่มือดังกล่าวระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้กระบวนการและมาตรการทั้งหลายมีความกระจ่างชัด เช่น การกำหนดให้มีการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นประจำทุกวันแก่นักกีฬา โดยมุ่งที่จะลดผลกระทบต่อตารางการแข่งขันให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่ามาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่ใช้เมื่อมีผู้เดินทางเข้าญี่ปุ่นอาจต้องเข้มงวดขึ้นเพื่อรับมือกับความกังวลที่เกี่ยวเนื่องกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์

มีการเพิ่มเรื่องการลงโทษทางการเงินหากละเมิดกฎระเบียบของคู่มือนี้ ส่วนการลงโทษอื่น ๆ นั้นรวมถึงการถูกตัดสิทธิและเพิกถอนการอนุญาตให้พำนักในญี่ปุ่น

กฎของคู่มือนี้เริ่มนำไปใช้แล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564)

อาหารหรืออาหารเสริมชนิดใดที่ได้ผลดีต่อโรคโควิด-19

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นได้เผยแพร่ผลการสำรวจที่ดำเนินการเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทางออนไลน์ ซึ่งอ้างว่าใช้ได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทางสำนักงานได้เริ่มเก็บข้อมูลการสำรวจมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพบว่าการโฆษณาหรือฉลากของ 49 ผลิตภัณฑ์มีปัญหา โดยตัวอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหาระบุว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ด้วยการรับประทานอาหารเสริมวิตามินดี ส่วนอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งระบุว่ามีการพิสูจน์แล้วว่าลูกอมที่มีส่วนผสมแทนนินที่ได้จากลูกพลับสามารถทำให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หมดฤทธิ์ได้ ขณะที่อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งระบุว่าชาชากาซึ่งทำจากเห็ดดำชนิดหนึ่งใช้ได้ผลดีในการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เจ้าหน้าที่ระบุว่าโฆษณาเหล่านี้ขาดหลักฐานและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยได้ขอให้บริษัทที่จำหน่าย 43 ผลิตภัณฑ์นี้ปรับปรุงฉลากและการโฆษณาของตน นอกจากนี้ก็ยังเผยแพร่ตัวอย่างของโฆษณาดังกล่าวที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นและเรียกร้องให้ผู้บริโภคระมัดระวังการอวดอ้างที่ชักนำให้เข้าใจผิด

คุณนิชิกาวะ โคอิจิ เจ้าหน้าที่จากฝ่ายแสดงฉลากอาหารของสำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นบอกกับเราว่ามีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับสารต่าง ๆ ที่นักวิจัยอ้างว่าใช้ได้ผลกับโรคโควิด-19 แต่งานวิจัยทั้งหมดดำเนินการในหลอดแก้วเท่านั้น เขากล่าวว่าไม่มีใครที่ได้รับประทานอาหารหรืออาหารเสริมจริง ๆ แล้วพิสูจน์ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ใช้ได้ผล

เขากล่าวว่าทางสำนักงานต้องการให้ผู้บริโภคพิจารณาเรื่องนี้อย่างสุขุมรอบคอบ และใช้มาตรการอื่น ๆ ที่มีการแนะนำไว้ในการป้องกันการติดเชื้อ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)

ใครที่ควรระวังเมื่อรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวดหลังเข้ารับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้จัดทำแนวทางเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับยาชนิดใดที่อาจใช้ได้หากเกิดอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้ หลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คำถามวันนี้คือใครที่ควรระวังเมื่อรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวด

อาการไข้หลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น มักเกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ผู้ที่มีอาการอาจรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวดหากจำเป็น และควรสังเกตอาการ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า มีผู้คนบางส่วนที่ต้องระมัดระวังเมื่อรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวดแบบที่ซื้อที่ร้านขายยาโดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่กำลังใช้ยาประเภทอื่นอยู่ ผู้ที่มีอาการแพ้หรือมีอาการหอบหืดจากยาหรือส่วนผสมอื่น ๆ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารหรืออาการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยขอให้คนเหล่านี้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของตน

ทางกระทรวงระบุว่าผู้ที่มีอาการร้ายแรง เช่น เจ็บปวดอย่างมากหรือไข้สูง หรือเกิดอาการต่าง ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ควรปรึกษาแพทย์เช่นกัน

ทางกระทรวงระบุว่าไม่แนะนำให้ใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดซ้ำหลายครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเช่นความเจ็บปวดหรือมีไข้ที่เกิดขึ้นหลังเข้ารับวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2564)

ยาลดไข้และยาแก้ปวดชนิดใดที่สามารถรับประทานได้หลังจากเข้ารับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้จัดทำแนวทางเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับยาชนิดใดที่อาจใช้ตอนที่เกิดอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้ หลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ วันนี้เราจะตอบคำถามที่ว่ายาลดไข้และยาแก้ปวดชนิดใดที่สามารถรับประทานได้หลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

อาการไข้หลังจากเข้ารับวัคซีน โดยมากมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ซึ่งถ้าจำเป็นก็สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยาและสังเกตอาการ เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่ายาอะเซตามิโนเฟน, ไอบิวโพรเฟน และล็อกโซโพรเฟน คือยาที่อาจนำมาใช้หลังการฉีดวัคซีนได้

ก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลเช่นว่านี้ แต่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการร้านขายยาหลายแห่งรายงานว่า ยาที่มีส่วนผสมหลักเป็นอะเซตามิโนเฟนซึ่งจำหน่ายที่ร้านขายยานั้นเหลืออยู่น้อย ทำให้ทางกระทรวงต้องให้ข้อมูลใหม่ที่หน้าเว็บไซต์ของตนเพื่อแจ้งให้ทราบว่าสามารถใช้ยาอื่นซึ่งไม่ใช่ยาอะเซตามิโนเฟนที่จำหน่ายที่ร้านขายยาได้

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงระบุว่าหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีอาการพิเศษอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของตน เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับส่วนผสมของยาที่สามารถดูดซึมได้

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังเสนอข้อมูลว่าจะแยกอาการที่เกิดจากการฉีดวัคซีนกับอาการที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างไร โดยระบุถ้ามีอาการเช่น ไอ เจ็บคอ สูญเสียการรับรสและกลิ่น รวมถึงหายใจติดขัด ก็น่าจะเป็นเพราะไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่วนอาการไข้ที่เกิดจากการฉีดวัคซีนโดยปกติแล้วมักจะไม่มีอาการเหล่านี้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2564)

อาการเป็นลมซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากเข้ารับวัคซีน

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งบริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน วันนี้เราได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการเป็นลมซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากเข้ารับวัคซีน

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าการฉีดวัคซีนอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่าเป็นลม หรือ vasovagal syncope ซึ่งเกิดจากอาการเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนประกอบกับความเครียด อาการเหล่านี้รวมถึงวิงเวียนศีรษะและหายใจติดขัด

คลินิกแห่งหนึ่งในเขตอินาเงะของเมืองชิบะได้ฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่ผู้คนราว 5,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ นายแพทย์โคจิ ฟูมิโอะ ซึ่งประจำอยู่ที่คลินิกดังกล่าวระบุว่าผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงวัย 60 ปีรู้สึกไม่สบายระหว่างที่นั่งรอหลังการฉีดวัคซีนเมื่อเดือนพฤษภาคม ชีพจรของเธอเต้นช้าและการรับรู้ก็ลดน้อยลง แต่ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเธอมีอาการแพ้

นายแพทย์โคจิวินิจฉัยว่าเธอเป็นลม ซึ่งเป็นอาการจากความเจ็บปวดและความเครียดที่ทำให้ความดันเลือดลดลง นำไปสู่อาการต่าง ๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ พวกเขาได้ดำเนินการโดยทันทีซึ่งรวมถึงการนำเธอไปไว้บนเตียง จากนั้นประมาณ 5 นาทีอาการของเธอก็ดีขึ้น และต่อมาเธอก็กลับบ้านได้

นายแพทย์โคจิกล่าวว่ากลุ่มคนอายุน้อยลงมามีแนวโน้มมากกว่าที่จะเป็นลม เขากล่าวว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เกิดอาการเหล่านี้ในบางคนได้เช่นกัน แต่เขากล่าวว่าอาการดังกล่าวจะทุเลาลงหากรักษาอย่างเหมาะสม เขาขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนอยู่ที่สถานที่ฉีดวัคซีนสักพักหนึ่งหลังจากการฉีดวัคซีนเพื่อสังเกตอาการข้างเคียง เขายังกล่าวด้วยว่าถ้านอนให้เพียงพอในคืนก่อนเข้ารับวัคซีนและรักษาสุขภาพให้ดี ก็จะสามารถช่วยได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564)

ความหวังเกี่ยวกับว่าการฉีดวัคซีนที่บริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นจะช่วยส่งเสริมการฉีดวัคซีนในกลุ่มคนอายุยังน้อย

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งบริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน วันนี้เราจะสอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความหวังที่ว่าโครงการนี้จะส่งเสริมการฉีดวัคซีนในกลุ่มคนอายุยังน้อย

คุณคุตสึนะ ซาโตชิ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ติดตามผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีอาการหนักหลังจากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เขากล่าวว่าการแพร่ระบาดมักเริ่มต้นจากกลุ่มคนหนุ่มสาว เขาหวังว่าจะมีกลุ่มคนหนุ่มสาวมากขึ้นที่เข้ารับวัคซีนภายใต้โครงการนี้ และว่านี่จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เขากล่าวว่าผู้คนอาจคิดว่าการฉีดวัคซีนในกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มต่ำที่จะเกิดอาการร้ายแรงหลังติดเชื้อนั้น ไม่ใช่มาตรการที่มีความหมาย แต่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะป่วยหนัก นอกจากนี้ ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอาการเรื้อรังที่จะเกิดตามมาด้วย คุณคุตสึนะได้ขอให้กลุ่มคนหนุ่มสาวพิจารณาเข้ารับวัคซีนเพื่อที่จะได้ไม่แพร่กระจายเชื้อไวรัสด้วย

กลุ่มคนหนุ่มสาวมีแนวโน้มที่จะเป็นลมมากกว่า ซึ่งเกิดจากความเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนประกอบกับความเครียด สิ่งนี้ทำให้หัวใจของบุคคลผู้นั้นเต้นเร็วขึ้น หายใจติดขัด วิงเวียนศีรษะ หรือหายใจถี่ อาการเหล่านี้เกิดกับวัคซีนทั้งหมด ไม่ใช่แค่วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คุณคุตสึนะกล่าวว่าการวิจัยก่อนหน้านี้ที่ดำเนินการที่ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า มีผู้คน 1 ในประมาณ 200 หรือ 300 คนเป็นลมหลังจากเข้ารับวัคซีน

เขากล่าวว่ามีขั้นตอนที่สามารถดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้อาการเหล่านี้เกิดขึ้น เช่น การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ผ่อนคลาย หรือให้ผู้เข้ารับวัคซีนนอนลงอย่างสบายตอนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน คุณคุตสึนะกล่าวว่าสามารถเตรียมการในลักษณะนี้ได้ หากมีผู้แจ้งเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ล่วงหน้าว่าเคยมีอาการเหล่านี้

เขากล่าวว่าผู้คนไม่ควรลังเลเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีนด้วยเหตุผลนี้ เนื่องจากการรับมืออย่างเหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ โดยที่ไม่เสียเวลามากแต่อย่างใด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2564)

แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำไว้สำหรับการฉีดวัคซีนที่มหาวิทยาลัยและบริษัทในญี่ปุ่น

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งบริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำไว้สำหรับมหาวิทยาลัยและบริษัทเหล่านี้

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน คณะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ร่วมกับองค์กรวิชาการของญี่ปุ่น 2 แห่งได้แก่สมาคมการแพทย์เพื่อการเดินทางแห่งญี่ปุ่นและสมาคมอาชีวะอนามัยแห่งญี่ปุ่น ได้เผยแพร่แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่หน้าเว็บไซต์ของตน

แนวทางดังกล่าวแนะนำให้เตรียมพร้อมสำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงแอนาฟิแล็กซิส ซึ่งเป็นอาการที่เฉียบพลันและเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แนวทางระบุว่าปฏิกิริยาแพ้เกิดขึ้นมากกว่าในกลุ่มคนอายุน้อย และว่าผู้ดำเนินการฉีดวัคซีนควรมียาปฐมพยาบาลเตรียมพร้อมไว้ที่สถานที่ฉีดวัคซีน เพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้

แนวทางนี้ยังระบุว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงมีไข้นั้น จะหายไปภายในหนึ่งหรือสองวัน แต่ผลข้างเคียงหลังจากเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 จะรุนแรงกว่าหลังจากเข้ารับวัคซีนเข็มแรก แนวทางแนะนำว่าบริษัทที่จัดฉีดวัคซีนควรเตรียมการรับมือต่อการลาหยุดหลังเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ยกตัวอย่างเช่นการให้พนักงานที่อยู่ในกลุ่มงานเดียวกันเข้ารับวัคซีนคนละวันกัน

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ในแนวทางนี้รวมถึงการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานที่เข้ารับวัคซีน และรับประกันว่าพนักงานแต่ละคนเข้ารับการฉีดวัคซีนด้วยความเต็มใจ

ศาสตราจารย์ฮามาดะ อัตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียว คือผู้นำคณะผู้เชี่ยวชาญที่จัดทำแนวทางดังกล่าว ศาสตราจารย์ฮามาดะบอกกับเราว่าเมื่อการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยบริษัทและมหาวิทยาลัยนั้นแพร่หลายออกไป นี่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะควบคุมการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าผู้ดำเนินการฉีดวัคซีนจะต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการจัดการผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เขากล่าวว่าเขาต้องการให้องค์กรต่าง ๆ อ่านแนวทางนี้อย่างถี่ถ้วนก่อนจะเริ่มโครงการฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2564)

บริษัทและมหาวิทยาลัยที่จัดฉีดวัคซีนสามารถขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนชำระค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งบริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เผยแพร่คำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ โดยอิงจากคำถามมากมายที่ได้รับ คำถามวันนี้คือ บริษัทและมหาวิทยาลัยสามารถขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนชำระค่าใช้จ่ายได้หรือไม่

ทางกระทรวงระบุว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ดำเนินการโดยบริษัทและมหาวิทยาลัยนั้นเป็น “การฉีดวัคซีนชั่วคราว” ภายใต้กฎหมายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้บริษัทและมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถจัดเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เข้ารับวัคซีนได้

ทางกระทรวงระบุว่าบริษัทและมหาวิทยาลัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ที่จำเป็นและสถานที่สำหรับโครงการฉีดวัคซีนของตนเอง และว่าคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนักหากบริษัทและมหาวิทยาลัยจะให้พนักงานหรือบุคคลอื่น ๆ ที่เข้ารับวัคซีน แบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนของการฉีดวัคซีนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทและมหาวิทยาลัยสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนเองได้ ถ้าโครงการฉีดวัคซีนดำเนินการร่วมกันกับบริษัทและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บริษัทและมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็อาจเลือกวิธีตกลงเรื่องต้นทุนด้วยกันได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2564)

ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นมีสิทธิเข้ารับการฉีดวัคซีนภายใต้โครงการฉีดวัคซีนที่บริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นได้หรือไม่

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งบริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เผยแพร่คำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ โดยอิงจากคำถามมากมายที่มีการสอบถามเข้ามา

วันนี้เราจะมาดูกันว่าผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นมีสิทธิเข้ารับการฉีดวัคซีนภายใต้โครงการนี้หรือไม่

ทางกระทรวงได้ตอบคำถามไว้ใน FAQ โดยระบุว่าผู้ดำเนินการจัดฉีดวัคซีนจำเป็นต้องจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้ารับวัคซีน และต้องจัดเตรียมเพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ด้วย ด้วยเหตุนี้ ทางกระทรวงจึงแนะนำให้บริษัทและมหาวิทยาลัยพิจารณาอย่างรอบคอบในการตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนให้ใครบ้าง

ต่อคำถามที่ว่ารัฐบาลจะจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาไว้สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนที่เกิดอาการข้างเคียงหรือไม่ ทางกระทรวงระบุว่าบริษัทและมหาวิทยาลัยควรรับผิดชอบในการเตรียมพร้อมอุปกรณ์เหล่านี้ โดยแนะนำให้ปรึกษากับสถาบันทางการแพทย์ล่วงหน้า และเตรียมพร้อมอุปกรณ์และยาที่มองว่าจำเป็น ตลอดจนจัดการอุปกรณ์ปฐมพยาบาลอย่างเหมาะสมเพื่อให้รับมือกับกรณีฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2564)

ใครที่มีสิทธิในโครงการฉีดวัคซีนที่บริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นบ้าง

ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอโครงการฉีดวัคซีนที่บริษัทและมหาวิทยาลัยซึ่งดำเนินการให้แก่พนักงานและนักศึกษาของตน วันนี้เราจะมาดูกันว่าใครที่มีสิทธิในโครงการนี้บ้าง

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เผยแพร่คำถามที่พบบ่อย หรือ FAQ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สำหรับบริษัทและมหาวิทยาลัย โดยอิงจากคำถามที่ได้รับมาจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเหล่านี้

ในประเด็นที่เกี่ยวกับผู้มีสิทธิจะได้เข้ารับวัคซีนนั้น FAQ ระบุว่าบริษัทต่าง ๆ จะได้รับอนุญาตให้ฉีดวัคซีนแก่พนักงานของตนรวมถึงพนักงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องด้วย ส่วนมหาวิทยาลัยจะได้รับอนุญาตให้ฉีดวัคซีนให้แก่นักศึกษาด้วย

ในประเด็นที่เกี่ยวกับพนักงานชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนั้น FAQ ระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มีรายชื่ออยู่ในระบบทะเบียนผู้อยู่อาศัยพื้นฐานของญี่ปุ่น จะมีสิทธิได้รับวัคซีนจากโครงการนี้

สำหรับพนักงานที่ยังไม่ได้รับบัตรฉีดวัคซีนนั้น FAQ ระบุว่าพวกเขายังคงมีสิทธิภายใต้โครงการนี้แม้ว่าจะยังไม่มีบัตรฉีดวัคซีนก็ตาม ในกรณีเช่นนี้ พนักงานดังกล่าวควรเขียนที่อยู่ ชื่อ และวันเกิดลงในแบบสอบถามก่อนการฉีดวัคซีน และแสดงเอกสารยืนยันตัวตน

แบบสอบถามดังกล่าวควรเก็บไว้ที่บริษัทหรือสถาบันทางการแพทย์ซึ่งมีการจัดฉีดวัคซีนจนกว่าผู้เข้ารับวัคซีนจะนำบัตรฉีดวัคซีนที่พวกตนได้รับในภายหลังมายื่นให้

บางบริษัทได้สอบถามทางกระทรวงว่าพนักงานทั้งหมดของตนต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเมื่อบริษัทเริ่มจัดฉีดวัคซีนหรือไม่ FAQ ระบุว่าขอให้บริษัทใส่ใจในการเคารพการตัดสินใจของพนักงานไม่ว่าพวกเขาจะเข้ารับวัคซีนหรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2564)

คู่มือปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่สถานที่ทำงาน

ที่ผ่านมาเราได้รายงานเกี่ยวกับการที่บริษัทและมหาวิทยาลัยจัดฉีดวัคซีนให้แก่พนักงาน เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาของตน วันนี้เราจะนำเสนอเรื่องคู่มือปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่สถานที่ทำงาน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เผยแพร่แนวทางสำหรับองค์กรต่าง ๆ ก่อนที่การฉีดวัคซีนอย่างเต็มรูปแบบที่บริษัทและมหาวิทยาลัยได้เริ่มขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน

แนวทางดังกล่าวกำหนดว่าควรฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการว่าจ้างแบบใด เช่น พนักงานประจำและไม่ประจำ ทางกระทรวงขอให้บริษัททั้งหลายจัดการอย่างเหมาะสมสำหรับการฉีดวัคซีน เช่น การให้สิทธิผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้เข้ารับการฉีดวัคซีนก่อน โดยเป็นไปตามมาตรการป้องกันเพื่อเลี่ยงการติดเชื้อแบบกลุ่มตามสถานที่ทำงาน

นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังขอให้องค์กรต่าง ๆ ยืนยันเรื่องความเต็มใจของผู้เข้ารับวัคซีนก่อน เพื่อที่จะได้ไม่มีการบังคับฉีดวัคซีนโดยไม่เต็มใจ และยังระบุด้วยว่าห้ามมีการนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เข้ารับวัคซีนแต่ละคนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2564)

แนวโน้มที่อาจมีการผ่อนคลายข้อกำหนดที่รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งไว้สำหรับการฉีดวัคซีนที่บริษัท

ที่ญี่ปุ่นนั้น การยื่นสมัครจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอเรื่องแนวโน้มที่อาจมีการผ่อนคลายข้อกำหนดที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับการฉีดวัคซีนที่บริษัท

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศว่าการฉีดวัคซีนเช่นว่านี้ควรเริ่มจากมหาวิทยาลัย และบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คนเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายทามูระ โนริฮิซะ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ได้กล่าวที่การประชุมคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนว่า การกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ก็เนื่องจากบริษัทที่มีพนักงาน 1,000 คนขึ้นไป น่าจะสามารถจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ที่สามารถฉีดวัคซีนได้โดยทันทีรวมถึงการตรวจแบบสอบถามเบื้องต้นก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยการเรียกให้แพทย์ประจำบริษัทมาดำเนินการให้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นายทามูระกล่าวว่าเมื่อโครงการฉีดวัคซีนดำเนินการไป รัฐบาลจะไม่ยึดตามข้อกำหนดเดิมในเรื่องจำนวนขั้นต่ำสุดของผู้ที่จะเข้ารับวัคซีน

นายทามูระกล่าวว่าพวกตนจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหากผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการกับการฉีดวัคซีนได้ดีพอสมควร พวกตนก็จะพิจารณาลดจำนวนที่กำหนดไว้ที่ 1,000 คน เขากล่าวว่ารัฐบาลกำลังเตรียมการเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2564)

สถานการณ์ของโครงการฉีดวัคซีนที่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก

ที่ญี่ปุ่นนั้น การยื่นสมัครจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอสถานการณ์ของโครงการฉีดวัคซีนที่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดทำแผนเพื่อเร่งการฉีดวัคซีนด้วยการอนุญาตให้มหาวิทยาลัยและบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน สามารถเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนได้

องค์กรต่าง ๆ ซึ่งจัดการด้านการสมัครเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น พบปัญหาเรื่องการจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ที่จะมาดำเนินการฉีดวัคซีน

บริษัทจำนวนมากไม่มีแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลาประจำอยู่ที่บริษัท นอกจากนี้องค์กรเหล่านี้ยังประสบปัญหาประสานความร่วมมือเพื่อให้มีผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนเกิน 1,000 คน ดังนั้นการสมัครของบริษัทดังกล่าวจึงไม่คืบหน้านักเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นว่านี้ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กแห่งโตเกียวซึ่งมีสมาชิกกว่า 2,500 บริษัทระบุว่า ได้รับคำร้องจากบริษัทที่เป็นสมาชิกของตนให้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนร่วม ทางสมาคมระบุว่าความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุดที่บริษัทเหล่านี้เผชิญก็คือการจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ แม้ทางสมาคมจะขอความช่วยเหลือไปยังสมาคมแพทย์แล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็อย่างเช่น จะระบุจำนวนที่แท้จริงของการสมัครได้อย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้วัคซีนเสียเปล่า และจะจัดการค่าใช้จ่ายสำหรับสถานที่ฉีดวัคซีนดังกล่าวได้อย่างไร

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสมาคมกล่าวว่าช่องว่างในการเข้าถึงวัคซีนระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทที่เล็กกว่าน่าจะเพิ่มมากขึ้น เขากล่าวว่าแทนที่จะรอจนกว่าเงื่อนไขจะตรงตามกำหนด ทางสมาคมต้องดำเนินการเพื่อจัดทำเงื่อนไขในการจัดฉีดวัคซีน เนื่องจากพนักงานของบริษัทขนาดเล็กต้องเข้ารับวัคซีนเพราะคนกลุ่มนี้จำนวนมากมีแนวโน้มไปนอกสถานที่และไม่ได้ทำงานอยู่ในสำนักงาน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2564)

โครงการฉีดวัคซีนซึ่งดำเนินการที่มหาวิทยาลัย

ที่ญี่ปุ่นนั้น การยื่นสมัครจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอโครงการฉีดวัคซีนซึ่งดำเนินการที่มหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นได้จัดตั้งคณะทำงานที่ประกอบไปด้วยสมาชิกราว 40 คน โดยได้สอบถามมหาวิทยาลัยทั่วญี่ปุ่นราว 800 แห่งว่าต้องการจัดฉีดวัคซีนที่มหาวิทยาลัยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงระบุว่าจะให้การสนับสนุนโดยมุ่งหวังว่าจะเริ่มโครงการนี้ที่มหาวิทยาลัยราว 20 แห่ง ก่อนที่จะกระจายไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ

คณะทำงานนี้ได้รับคำถามมากมายจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่เริ่มเปิดรับสมัครสำหรับโครงการนี้ บางมหาวิทยาลัยสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการสมัคร อุปกรณ์ที่ต้องใช้ และใครที่จะเข้าข่ายสำหรับโครงการนี้ บางมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคณะแพทยศาสตร์และคณะที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์แต่มีสถานที่สำหรับใช้เป็นที่ฉีดวัคซีนได้ ต้องการทราบว่าพวกตนจะสามารถจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่สามารถฉีดวัคซีนได้อย่างไร

กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นระบุว่าราวร้อยละ 40 ของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นมีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงกำลังหาแนวทางที่จะเปิดทางให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ให้ความช่วยเหลือแก่มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้กัน ทางกระทรวงหวังที่จะกระตุ้นอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มคนหนุ่มสาวด้วยการใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังหวังจะใช้ประโยชน์จากช่วงวันปิดเทอมฤดูร้อน พวกเขาคาดว่าเจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม มัธยมต้นและมัธยมปลาย รวมถึงโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนที่มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นก่อนที่จะเปิดเทอมในเดือนกันยายน

ทางกระทรวงมีแผนที่จะเปิดทางให้ผู้คนที่มีกำหนดไปศึกษายังสถาบันศึกษาต่างประเทศซึ่งมีข้อกำหนดให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ก่อน สามารถเข้ารับวัคซีนที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ก่อนออกเดินทาง ทางกระทรวงมีแผนจะออกใบรับรองการฉีดวัคซีนให้แก่บุคคลเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษในนามของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2564)

การฉีดวัคซีนที่บริษัทและมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเริ่มดำเนินการเมื่อใด

ที่ญี่ปุ่นนั้น การยื่นสมัครจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอว่าการฉีดวัคซีนที่สถานที่เหล่านี้จะเริ่มดำเนินการเมื่อใด

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะเริ่มฉีดวัคซีนที่สถานที่ทำงานและมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ทางการท้องถิ่นที่การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุมีความคืบหน้าด้วยดี สามารถเริ่มฉีดวัคซีนตามสถานที่เหล่านี้ได้ก่อนวันที่ 21 มิถุนายน สถาบันทางการแพทย์ที่ดำเนินการฉีดวัคซีนจะขอให้ทางการท้องถิ่นรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

ข้อมูลของผู้คนที่เข้ารับวัคซีน เช่น ผู้เข้ารับวัคซีนเป็นใคร เข้ารับวัคซีนเมื่อไหร่และที่ไหน จะถูกบันทึกไว้ในระบบบันทึกการฉีดวัคซีนของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ VRS

นอกจากการจัดสรรวัคซีนและอุปกรณ์อื่น ๆ แล้ว ก็จะมีการมอบแท็บเล็ตที่ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลดังกล่าวให้แก่สถานที่ฉีดวัคซีนเหล่านี้ด้วย แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะใช้แท็บเล็ตนี้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น วันที่ฉีดวัคซีนและจำนวนขนาดยาที่ได้ฉีดไป โดยข้อมูลนี้จะนำไปแบ่งปันกับทางการท้องถิ่นที่ผู้เข้ารับวัคซีนพักอาศัยอยู่

คณะผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการระบุว่า เพื่อควบคุมการระบาดของการติดเชื้อจึงจำเป็นต้องเร่งการฉีดวัคซีนทั่วญี่ปุ่นผ่านความพยายามต่าง ๆ ที่รวมถึงการฉีดวัคซีนตามสถานที่ทำงาน เพื่อให้ผู้คนได้เข้ารับวัคซีนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2564)

ความแตกต่างระหว่างการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยบริษัทและมหาวิทยาลัยกับที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่น

ที่ญี่ปุ่นนั้น การยื่นสมัครจากบริษัทและมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน วันนี้เราจะนำเสนอความแตกต่างระหว่างการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยบริษัทและมหาวิทยาลัยกับที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นหวังที่จะเร่งการฉีดวัคซีนไปพร้อมกับการแบ่งเบาภาระของทางการท้องถิ่น ด้วยการให้บริษัทและมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่สำหรับฉีดวัคซีนด้วย

บริษัทและมหาวิทยาลัยต้องจัดเตรียมสถานที่และเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ด้วยตนเอง เพื่อที่จะได้ไม่กระทบต่อความพยายามฉีดวัคซีนของทางการท้องถิ่นแห่งต่าง ๆ

ทางการท้องถิ่นใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทค ขณะที่การฉีดวัคซีนโดยบริษัทและมหาวิทยาลัยนั้น ใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นา หนึ่งในเงื่อนไขที่กำหนดก็คือสถานที่แต่ละแห่งจะสามารถฉีดวัคซีนให้ผู้คนราว 1,000 คนได้ และต้องจัดฉีดวัคซีนให้แต่ละคนให้ครบ 2 เข็ม

ก่อนจะเริ่มฉีดวัคซีนนั้น บริษัทและมหาวิทยาลัยต้องได้รับรหัสสถานที่และลงนามในสัญญา พวกเขาต้องกรอกข้อมูลในระบบ “V-SYS” ที่พัฒนาโดยกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างราบรื่น ข้อมูลที่ต้องกรอกนั้นรวมถึงชื่อของแพทย์และผู้รับผิดชอบดูแลวัคซีน ตลอดจนจำนวนของวัคซีนที่ต้องการ

วัคซีนจะต้องเก็บไว้ในตู้แช่เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ติดลบ 20 องศาเซลเซียส รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือให้การสนับสนุนด้านการเตรียมการสำหรับมาตรการที่จำเป็นเหล่านี้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2564)

ทำไมค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิกจึงจำเป็น

ทีมนักกีฬาซอฟต์บอลของออสเตรเลียได้เดินทางมาถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน เพื่อเข้าค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก โดยถือเป็นนักกีฬาโอลิมปิกกลุ่มแรกที่มาถึงญี่ปุ่นนับตั้งแต่มหกรรมกีฬาโตเกียวโอลิมปิกถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ วันนี้เราจะนำเสนอเหตุผลที่ว่าทำไมค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิกจึงจำเป็น

ทีมนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกจากต่างชาติมักจะพักอยู่ในประเทศเจ้าภาพในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น เพื่อปรับร่างกายให้คุ้นเคยกับเวลาที่ต่างออกไป และเพื่อปรับตัวให้ชินกับอาหารและสภาพอากาศของประเทศเจ้าภาพ

เมื่อปี 2559 นักกีฬาชาวญี่ปุ่นออกเดินทางจากญี่ปุ่นราว 2 สัปดาห์ก่อนการแข่งขันโอลิมปิกที่รีอูดีจาเนรูของบราซิล และเข้าค่ายฝึกซ้อมในบราซิลหรือในสหรัฐ ซึ่งเป็นเขตเวลาที่คล้ายคลึงกัน โดยเวลาของญี่ปุ่นกับบราซิลนั้นแตกต่างกัน 12 ชั่วโมง

ส่วนการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก มีเทศบาล 528 แห่งทั่วญี่ปุ่นที่ได้ลงทะเบียนเป็นเมืองเจ้าภาพสำหรับทีมนักกีฬาต่างชาติ หลายเทศบาลได้วางแผนเพื่อต้อนรับนักกีฬาเหล่านี้ที่จะมาเข้าค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขัน แต่นักกีฬาบางทีมได้ยกเลิกการเข้าค่ายฝึกซ้อมดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงที่พวกเขาเดินทางมาและเข้าพักในญี่ปุ่น

สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่ามีอีกหลายร้อยทีมที่ยังคงมีแผนจะเข้าร่วมค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขัน โดยนักกีฬาบางส่วนจะเริ่มมาถึงญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน แต่ส่วนมากน่าจะมาถึงในเดือนกรกฎาคม

นักกีฬาเหล่านี้กลุ่มแรก ซึ่งเป็นสมาชิกของทีมซอฟต์บอลของออสเตรเลียราว 30 คน ได้เดินทางถึงเมืองโอตะในจังหวัดกุมมะเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของเมืองโอตะกล่าวว่านักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของทีมนี้ทั้งหมดได้เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วก่อนที่จะเดินทางมายังญี่ปุ่น พวกเขาเข้ารับการตรวจ PCR ทุกวันในระหว่างพักอยู่ที่นี่

มีการขอให้นักกีฬาพักอยู่ที่โรงแรมยกเว้นว่าจะออกเดินทางไปยังสนามเบสบอลเพื่อฝึกซ้อม เจ้าหน้าที่ของเมืองโอตะระบุว่าจะดำเนินมาตรการต้านการติดเชื้ออย่างถี่ถ้วนและสนับสนุนนักกีฬาเหล่านี้ในช่วงที่พวกเขาพักอยู่ในเมืองโอตะนาน 45 วัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2564)

ประเภทของขั้นตอนที่เทศบาลท้องถิ่นผู้เป็นเจ้าภาพดูแลทีมนักกีฬาโอลิมปิกกำหนดให้ปฏิบัติตาม

ทีมนักกีฬาโอลิมปิกจากต่างชาติชุดแรกได้เดินทางมาถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนเพื่อเข้าค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก ถือเป็นตัวแทนกลุ่มแรกที่มาถึงญี่ปุ่นนับตั้งแต่ที่มีการเลื่อนมหกรรมกีฬาโตเกียวโอลิมปิกออกไปเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วันนี้เราจะนำเสนอประเภทของขั้นตอนต่าง ๆ ที่เทศบาลท้องถิ่นผู้เป็นเจ้าภาพดูแลทีมนักกีฬาทั้งหลายกำหนดให้ปฏิบัติตาม

รัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำแนวทางต้านการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้แก่เทศบาลท้องถิ่นทั้งหลายซึ่งเป็นเจ้าภาพดูแลนักกีฬาโอลิมปิกที่เดินทางมาเข้าร่วมค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก แนวทางดังกล่าวระบุชัดเจนว่าเมืองที่เรียกว่าเมืองเจ้าภาพนั้นจะรับผิดชอบเป็นบางส่วนในการรับรองตัวแทนจากต่างชาติ

แนวทางระบุว่าถ้าเมืองเจ้าภาพอยู่ไกลจากสนามบินหรือหมู่บ้านนักกีฬา เมืองเหล่านี้ก็ต้องจัดเตรียมเที่ยวบินหรือรถไฟหัวกระสุนชิงกันเซ็นแบบเช่าเหมา หรือวิธีเดินทางอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การขนส่งสาธารณะ จะมีการขอให้ทีมนักกีฬาต่างชาติใช้สถานีรถไฟและสนามบินในเวลาและเส้นทางที่ต่างไปจากประชาชนทั่วไป

เมื่อคณะนักกีฬาฝึกซ้อมที่เมืองเจ้าภาพ จะมีการขอให้พวกเขาจองสถานที่ฝึกซ้อมเป็นการเฉพาะ และหลีกเลี่ยงการฝึกซ้อมกับผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น ส่วนที่พักของนักกีฬานั้น จะมีการขอให้พวกเขาจองที่พักไว้ทั้งชั้นหรือทั้งอาคาร และหลีกเลี่ยงการออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้านนอก

จะมีการขอให้บรรดานักกีฬาและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่อาจต้องติดต่อปฏิสัมพันธ์กับนักกีฬาเข้ารับการตรวจหาเชื้อทุกวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อชนิดกลายพันธุ์

การแลกเปลี่ยนระหว่างนักกีฬาและผู้อยู่อาศัยจะจัดขึ้นทางออนไลน์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบประมาณราว 12,700 ล้านเยน หรือประมาณ 3,600 ล้านบาทให้แก่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อเป็นงบประมาณสำหรับมาตรการต้านการติดเชื้อ แต่เทศบาลท้องถิ่นบางแห่งระบุว่าเป็นเรื่องยากเนื่องจากมีมาตรการจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์อย่างเข้มงวด และการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ก็เป็นภาระหนัก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2564)

มาตรการต้านการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ทีมซอฟต์บอลหญิงของออสเตรเลียกลายเป็นนักกีฬาต่างชาติกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงญี่ปุ่นเพื่อเข้าค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก นับตั้งแต่ที่มีการเลื่อนมหกรรมกีฬาโตเกียวโอลิมปิกออกไป 1 ปีเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วันนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่มาตรการต้านการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับค่ายฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันโอลิมปิก

ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและพาราลิมปิก ตลอดจนงานทดสอบต่าง ๆ ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อนออกเดินทางมาญี่ปุ่น และต้องตรวจหาแอนติเจนเมื่อมาถึงสนามบินของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ก็ยังขอให้พวกเขากักตัวเป็นเวลา 14 วันด้วยโดยเริ่มตั้งแต่วันรุ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นอนุญาตให้ผ่อนคลายข้อจำกัดเรื่องการกักตัวภายใต้ “สถานการณ์ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ” โดยนักกีฬาและผู้ฝึกสอนสามารถเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฝึกซ้อม นับตั้งแต่วันที่ 2 ของการเดินทางมาถึงญี่ปุ่นภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่งรวมถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทุกวันเป็นเวลา 3 วันนับจากวันที่ 2 ของการเดินทางมาถึงญี่ปุ่น

ส่วนคนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนักกีฬาและผู้ฝึกสอนจะต้องกักตัวเป็นเวลา 3 วันก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระบุว่า บุคคลเหล่านี้จะต้องตรวจหาเชื้อในวันที่ 3 วันที่ 8 และวันที่ 14 ของการอยู่ในญี่ปุ่น

ข้อมูลจากคณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระบุว่า มีผู้คนทั้งหมด 1,649 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกและงานทดสอบต่าง ๆ ได้เดินทางมาถึงญี่ปุ่นจาก 83 ประเทศและดินแดนระหว่างวันที่ 1 เมษายนถึง 16 พฤษภาคมปี 2564

ประมาณร้อยละ 85 ของคนกลุ่มนี้หรือคิดเป็น 1,432 คน ผ่านการกักตัวในระยะเวลาที่สั้นลง ผู้ฝึกสอนคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมงานทดสอบกีฬากระโดดน้ำ และผู้ฝึกสอนคนหนึ่งของงานทดสอบแข่งขันกีฬาเรือพายนานาชาติ มีผลตรวจว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงดังกล่าว

ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงกักตัวหรืออยู่ภายใต้สถานการณ์ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ บุคคลเหล่านี้ทั้งหมดต้องไม่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นเวลา 14 วัน และจะขอให้หลีกเลี่ยงจากการออกไปด้านนอกที่พักของตน เว้นเสียแต่ว่าออกไปฝึกซ้อมหรือไปสถานที่แข่งขัน หรือสถานที่ทำงานอื่น ๆ

คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิกระบุว่าได้จัดการกรณีเหล่านี้โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางคณะกรรมการคอยประจำอยู่ที่สถานที่พักทั้งหลาย และว่าที่ผ่านมายังไม่มีรายงานการฝ่าฝืน เช่น การออกไปข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2564)

การสอบถามเรื่องสุขภาพก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

มีการขอให้ผู้คนกรอกแบบสอบถาม 14 ข้อเพื่อเป็นการตรวจสอบก่อนเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เราได้อธิบายแบบสอบถามนี้แต่ละข้อไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ แพทย์จะตัดสินใจว่าบุคคลผู้นั้นจะสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่ โดยอิงจากแบบสอบถามและการตรวจสุขภาพของบุคคลเหล่านั้น

บุคคลผู้นั้นสามารถตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรับหรือไม่รับวัคซีน หลังจากที่แพทย์ตรวจร่างกายและอธิบายให้ฟัง รวมถึงทำความเข้าใจเรื่องประโยชน์ตลอดจนผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

แบบสอบถามดังกล่าวจัดทำเป็นภาษาญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้แปลเอกสารนี้เป็นภาษาต่าง ๆ รวมถึงภาษาไทย

ทางกระทรวงขอให้ใช้เอกสารแปลเหล่านี้ประกอบตอนที่กรอกแบบสอบถามดังกล่าว นอกจากนี้ ก็ยังมีเอกสารที่อธิบายเกี่ยวกับวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคเป็นภาษาต่าง ๆ รวมถึงภาษาไทยด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2564)

แบบสอบถามเรื่องสุขภาพเบื้องต้นก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 3

มีการขอให้ผู้คนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นกรอกแบบสอบถามก่อนเข้ารับวัคซีนซึ่งมี 14 ข้อ โดยจะต้องตอบทุกข้อในรูปแบบของใช่หรือไม่ใช่ วันนี้เราจะมาดูคำถามอีก 7 ข้อที่เหลือกัน

ข้อที่ 8 ถามว่ามีส่วนใดของร่างกายที่คุณรู้สึกไม่สบายในวันนี้หรือไม่ ถ้าใช่ จะต้องเขียนอาการลงไป

ข้อที่ 9 คุณเคยมีอาการชักหรือไม่

ข้อที่ 10 คุณเคยมีอาการแพ้รุนแรง เช่น แอนาฟิแล็กซิสหรืออาการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน จากยาหรืออาหารหรือไม่ หากเคย ต้องระบุชื่อยาหรืออาหารที่ทำให้เกิดปัญหา

ข้อที่ 11 คุณเคยป่วยหลังจากเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ถ้าเคย ต้องกรอกชื่อประเภทของวัคซีนและอาการที่เป็น

ข้อที่ 12 มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ เช่น ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หรือคุณอยู่ในช่วงที่ให้นมบุตรอยู่หรือไม่

ข้อที่ 13 ถามว่าคุณได้รับวัคซีนใด ๆ ก็ตามในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าใช่ จะต้องกรอกประเภทของวัคซีนและวันที่รับวัคซีน

และข้อที่ 14 คุณมีคำถามใดเกี่ยวกับวัคซีนในวันนี้หรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2564)

แบบสอบถามเรื่องสุขภาพเบื้องต้นก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 2

มีการขอให้ผู้คนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นกรอกแบบสอบถามก่อนเข้ารับวัคซีนซึ่งมี 14 ข้อ โดยจะต้องตอบทุกข้อในรูปแบบของใช่หรือไม่ใช่ วันนี้เราจะมาดู 7 ข้อแรกกัน

ข้อแรกก็คือคุณรับวัคซีนโควิด-19 เป็นครั้งแรกหรือไม่ หากคุณเคยรับการฉีดวัคซีนมาก่อน จะมีการขอให้กรอกวันที่ที่คุณได้รับวัคซีนครั้งก่อน

ข้อที่ 2 จะถามว่าเมือง ตำบล หรือหมู่บ้านตามการลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัยของคุณเป็นเมือง ตำบล หรือหมู่บ้านที่ระบุไว้บนบัตรฉีดวัคซีนหรือไม่

ข้อที่ 3 คุณเคยอ่าน “คำแนะนำเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19” หรือไม่ และคุณเข้าใจถึงผลลัพธ์และผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์หรือไม่

ข้อที่ 4 คุณเข้าข่ายหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีนนี้ก่อนหรือไม่ ถ้าใช่ จะต้องทำเครื่องหมายลงในช่องสี่เหลี่ยมของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ

กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้แก่ บุคลากรด้านการแพทย์, ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีอายุ 60-64 ปี, ผู้ทำงานที่สถานดูแลผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งจะต้องกรอกชื่อของโรคประจำตัวดังกล่าวลงไป

ข้อที่ 5 จะถามว่าคุณมีอาการป่วยหรือรับการรักษาหรือยาอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ จะต้องทำเครื่องหมายลงในช่องสี่เหลี่ยมด้านหน้าชื่อโรคและลักษณะของการรักษา หรือเขียนชื่อโรคและการรักษาลงไปในกรณีที่ไม่มีชื่อตามที่ระบุมาให้

ข้อที่ 6 ถามว่าแพทย์ที่ให้การรักษาโรคที่คุณเป็นอยู่บอกว่าคุณสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันนี้ได้หรือไม่

และข้อที่ 7 คุณมีไข้หรือป่วยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ จะต้องเขียนชื่อโรคลงไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564)

แบบสอบถามเรื่องสุขภาพเบื้องต้นก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตอนที่ 1

เราจะนำเสนอแบบสอบถามเรื่องสุขภาพเบื้องต้นก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน ที่ญี่ปุ่นนั้น ผู้ที่ต้องการเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะต้องผ่านการทำแบบสอบถามเบื้องต้น โดยจะต้องกรอกแบบสอบถามและตอบคำถามเกี่ยวกับสภาพร่างกายในปัจจุบัน รวมถึงอาการเจ็บป่วยที่เคยเป็นมาก่อน แพทย์จะตรวจสอบแบบสอบถามและตัดสินใจว่าบุคคลผู้นั้นสามารถเข้ารับวัคซีนได้หรือไม่

ประการแรก บุคคลผู้นั้นจะต้องกรอกที่อยู่ ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ วันเกิด เพศ ตลอดจนอุณหภูมิร่างกายที่วัดก่อนการทำแบบสอบถาม จากนั้นจะต้องตอบคำถาม 14 ข้อว่าใช่หรือไม่ใช่

แบบสอบถามดังกล่าวเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เป็นภาษาต่างประเทศมีจัดทำไว้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบได้ในตอนที่กรอกแบบสอบถามดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 8

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เรียกความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่าเริ่มต้นจากติดลบ

เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าที่ผ่านมาประชาชนในญี่ปุ่นมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโดยทั่วไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการฉีดวัคซีน และว่าบริษัทยาของญี่ปุ่นบางแห่งได้ถอนตัวออกจากการพัฒนาวัคซีนเนื่องจากความเสี่ยงเรื่องคดีฟ้องร้องและปัญหาเกี่ยวกับความจำเป็นเรื่องการควบคุมอุณหภูมิของวัคซีนและช่วงเวลาของการเก็บรักษาวัคซีนที่เก็บได้ไม่นานนัก

เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าดูเหมือนว่าผู้ผลิตภายในญี่ปุ่นกำลังพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งในแง่ของทรัพยากรบุคคลและขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี

นับจนถึงปัจจุบัน มีบริษัทในญี่ปุ่น 4 แห่งที่ได้เริ่มทดลองทางคลินิกวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของตน โดยมีบางแห่งที่หวังว่าจะได้รับการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่นก่อนสิ้นปีนี้

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหามากมายในการจัดหาวัคซีน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าญี่ปุ่นไม่ได้ตามหลังประเทศอื่น ๆ ที่มีสถานการณ์การติดเชื้อใกล้เคียงกับญี่ปุ่น เมื่อเปรียบเทียบในแง่ของจำนวนวัคซีนที่สามารถจัดหามาได้แล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 7

ช่องว่างระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศอื่น ๆ เรื่องการพัฒนาวัคซีนนั้นกำลังเพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทำระบบสนับสนุนให้แก่บริษัทที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งอาจจะไม่ก่อให้เกิดกำไรแต่เชื่อกันว่ามีความสำคัญต่อประเทศชาติ

ศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างของอังกฤษและสวีเดน รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้เริ่มระบบที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินจำนวนหนึ่งแก่บริษัทที่พัฒนายาปฏิชีวนะซึ่งอาจจะขายได้จำนวนไม่มาก ประเทศดังกล่าวมีกรอบงานที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นแก่การดูแลด้านการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ

นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังชี้ถึงทัศนคติอันแตกต่างของสาธารณชนที่มีต่อวัคซีนว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่ง และยังแสดงความกังวลบางประการเกี่ยวกับแนวทางที่สื่อมวลชนรายงานข่าวนี้ด้วย

คุณซากาโมโตะ ฮารูกะ นักวิจัยโครงการหนึ่งของบัณฑิตวิทยาลัยด้านแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่าโดยพื้นฐานแล้วชาวญี่ปุ่นจำนวนมากมีความรู้สึกฝังแน่นเรื่อง “การหลีกเลี่ยงวัคซีน” นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังกระพือความรู้สึกเหล่านี้ออกไปในรายงานข่าว

คุณซากาโมโตะกล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะแวดล้อมที่ผู้คนจำนวนมากระมัดระวังพอสมควรเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 6

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่เราได้พูดคุยด้วยนั้นบอกกับเราว่า เหตุผลหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความล่าช้าดังกล่าวคือญี่ปุ่นยังไม่ได้พัฒนาวัคซีนภายในประเทศ

ศาสตราจารย์อิชิอิ เคน จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่าการพัฒนาวัคซีนอย่างล่าช้านั้นสืบเนื่องมาจากหลายปัจจัยรวมกันซึ่งรวมถึงขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากรัฐบาล เขากล่าวว่านี่เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึก

ปัจจุบันศาสตราจารย์อิชิอิกำลังพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แบบ mRNA โดยร่วมกับบริษัทยาของญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่ารัฐบาลในยุโรปและสหรัฐได้ใช้งบประมาณหลายล้านล้านเยนเพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 ขณะที่ญี่ปุ่นใช้งบประมาณราว 10,000 ล้านเยนในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขากล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่เรื่องความก้าวหน้าของการพัฒนาวัคซีน

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าในสหรัฐและยุโรป รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่โครงการวัคซีนต่าง ๆ โดยช่วยให้ผู้พัฒนามีสถานที่สำหรับการทดลองทางคลินิกรวมถึงโรงงานสำหรับการผลิตจำนวนมาก

นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่าหน่วยงานที่ดูแลด้านกฎระเบียบยังให้ความร่วมมือเพื่อเร่งกระบวนการตรวจสอบโดยเริ่มประเมินผลในขณะที่วัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ดำเนินมาตรการพิเศษเหล่านี้แต่อย่างใด

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นไม่เข้าใจว่าการพัฒนาวัคซีนในกรณีฉุกเฉินสำหรับโรคติดเชื้อนั้นมีความสำคัญในแง่ของความมั่นคงแห่งชาติและการทูต เขากล่าวเสริมว่าญี่ปุ่นตามหลังสหรัฐและยุโรปในด้านการวิจัยพื้นฐานเรื่องการระบาดของโรคติดเชื้อนับตั้งแต่ 20 ปีก่อน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 5

การฉีดวัคซีนนั้นโดยทั่วไปแล้วจะดำเนินการให้แก่ผู้คนเป็นวงกว้าง ดังนั้นการรับรองวัคซีนจึงต้องทำอย่างรอบคอบ เราไม่อาจพูดง่าย ๆ ได้ว่าวัคซีนควรได้รับการรับรองอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น เพียงเพราะว่าวัคซีนนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้ในประเทศอื่น ๆ

ในอีกแง่หนึ่ง มีการแสดงมุมมองที่ระบุว่าหากการทดลองทางคลินิกในต่างประเทศนั้นได้รวมเอาข้อมูลของชาวเอเชียไว้อย่างเพียงพอแล้ว ก็ควรพิจารณาเรื่องการทดลองทางคลินิกภายในญี่ปุ่นที่จัดทำอย่างง่าย

ประเด็นก็คือจะระมัดระวังแต่ก็ต้องเร่งความเร็วในภาวะวิกฤติเช่นนี้ได้อย่างไร เดิมรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ได้เริ่มการฉีดวัคซีนในตอนที่วัคซีนมีจำนวนจำกัด แต่จากนั้นก็ระบุว่าปัญหานี้คลี่คลายแล้วนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และไม่มีความกังวลสำคัญเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในอนาคต รัฐบาลระบุว่าเทศบาลท้องถิ่นมีภารกิจในการจัดฉีดวัคซีนให้ได้อย่างราบรื่น และรัฐบาลตั้งใจที่จะให้การสนับสนุนความพยายามเช่นว่านี้

ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การรับรอง การกระจายไปจนถึงการฉีดวัคซีนนั้น มาพร้อมกับสถานการณ์และความท้าทาย แต่ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมกำลังปรากฏให้เห็นแม้ในขั้นตอนแรกเริ่มของโครงการฉีดวัคซีน ในตอนต่อไปเกี่ยวกับเรื่องทำไมการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นจึงล่าช้า เราจะนำเสนอเรื่องการพัฒนาวัคซีนในญี่ปุ่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 4

ข้อมูลจากคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษและอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าร้อยละ 63 ของประชาชนในอิสราเอลได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม นับจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม ขณะที่ในอังกฤษนั้นสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 52 ในสหรัฐอยู่ที่ร้อยละ 46 และในญี่ปุ่นอยู่ที่ร้อยละ 2.91 ซึ่งญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 131 ของกลุ่มประเทศและดินแดนที่มีการสำรวจข้อมูลนี้

อังกฤษได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนโดยใช้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคเมื่อเดือนธันวาคมปี 2563 ญี่ปุ่นได้เริ่มการฉีดวัคซีนประมาณ 2 เดือนหลังจากนั้น อะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันนี้

ไฟเซอร์ได้ยื่นขอให้ญี่ปุ่นรับรองการใช้วัคซีนของตนในญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมปี 2563 ก่อนหน้านั้นไฟเซอร์ได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกของวัคซีนตนในต่างประเทศแล้ว แต่มีการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมกับผู้คน 160 คนในญี่ปุ่นเพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงต้องรอจนกว่าผลการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมจะออกมา

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นซึ่งเกี่ยวข้องในโครงการฉีดวัคซีนกล่าวว่า ถ้าญี่ปุ่นข้ามขั้นตอนการทดลองทางคลินิกในประเทศไป การฉีดวัคซีนก็อาจดำเนินการได้เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าการทดลองทางคลินิกเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นนั้นล่าช้า

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าในช่วงดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีนอย่างเพียงพอไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลก และว่าหากการรับรองวัคซีนนี้อย่างรีบเร่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงในระดับที่คาดไม่ถึง ก็จะทำให้ทุกอย่างพังทลาย

เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าการทดลองทางคลินิกในญี่ปุ่นยังเป็นผลมาจากการหารือของรัฐสภาญี่ปุ่นด้วย และว่าการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมในญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ขณะเดียวกันก็รอดูว่าผลที่ได้จากประเทศอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 3

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งระบุสาเหตุของปัญหานี้ว่าเป็นเพราะไม่มีระบบที่ใช้ทั่วประเทศเพื่อจัดการการฉีดวัคซีน

ที่ญี่ปุ่นนั้น ทางการท้องถิ่นทั้งหลายแบกรับงานนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากญี่ปุ่นไม่มีกรอบงานที่รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อติดตามบันทึกการฉีดวัคซีนของผู้คนและกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งบางประเทศใช้ระบบเช่นนี้

ที่ญี่ปุ่น ทางการท้องถิ่นทำหน้าที่คัดเลือกผู้มีสิทธิเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยอิงจากบันทึกการลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัยและจัดส่งบัตรฉีดวัคซีนไปให้ผู้อยู่อาศัยเหล่านี้ ผู้ที่ได้รับบัตรฉีดวัคซีนจะต้องดำเนินการจองผ่านทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต จากนั้นจึงไปที่สถานที่ฉีดวัคซีน ยื่นบัตรฉีดวัคซีนให้เจ้าหน้าที่ และจะได้รับการฉีดวัคซีน

เราได้สอบถามศาสตราจารย์ไซโต อากิฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยนีงาตะ ซึ่งเป็นนักวิจัยที่สถาบันหลายแห่งของสหรัฐและมีส่วนร่วมในโครงการฉีดวัคซีนของที่นั่น เขาบอกกับเราว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคือรัฐบาลญี่ปุ่นมอบความรับผิดชอบของงานทั้งหมดให้แก่ทางการท้องถิ่น

เขากล่าวว่าแม้ขณะนี้ญี่ปุ่นจะบังคับใช้ภาวะฉุกเฉิน แต่รัฐบาลดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแนวทางเดียวกันกับที่เคยทำมาก่อน ยกตัวอย่างเช่นการฉีดวัคซีนสำหรับหัดเยอรมัน เขากล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นควรทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้น อย่างเช่นการใช้หมายเลขประจำตัวซึ่งเป็นระบบระบุตัวตนของญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้มีการเตรียมการในลักษณะนี้

ผู้สังเกตการณ์ระบุว่าการเก็บข้อมูลการฉีดวัคซีนของประชาชนโดยใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลได้ช่วยให้บางประเทศสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่วงหน้าไปได้ ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญได้ขอให้ญี่ปุ่นใช้ระบบที่คล้ายคลึงกัน แต่รัฐบาลยังไม่ได้จัดทำระบบนี้ขึ้นมา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2564)

การฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลกับการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่นแตกต่างกันอย่างไร

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนดังกล่าวมีไว้สำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับว่าการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลกับการฉีดวัคซีนที่ดำเนินการโดยทางการท้องถิ่นแตกต่างกันอย่างไร ในแง่ของกระบวนการเพื่อให้ได้รับวัคซีน

สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่เหล่านี้ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากาดำเนินการแยกต่างหากจากโครงการฉีดวัคซีนของทางการท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีสิทธิเข้ารับวัคซีนสามารถไปเข้ารับวัคซีนได้ทั้งในสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลหรือไม่ก็เข้ารับผ่านโครงการของทางการท้องถิ่น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้เข้ารับวัคซีนว่าจะตัดสินใจเลือกรับการฉีดวัคซีนผ่านระบบใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกผ่านโครงการฉีดวัคซีนของทางการท้องถิ่นแล้ว จะไม่สามารถสมัครมารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของรัฐบาลได้

ระบบการจองเพื่อขอรับวัคซีน 2 ระบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน หากดำเนินการจองเพื่อรับวัคซีนที่สถานที่ของรัฐบาลและของทางการท้องถิ่น ผู้จองต้องยกเลิกอันใดอันหนึ่ง

อาจมีผู้คนที่พบความยากลำบากในการดำเนินการจองด้วยตนเอง ในกรณีเช่นนี้ ขอแนะนำให้ลองสอบถามคนในครอบครัว ญาติ หรือเพื่อน ให้ช่วยดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยใช้หมายเลขจากบัตรฉีดวัคซีนซึ่งทางการท้องถิ่นส่งมาให้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นก็เตือนให้ระวังเหตุหลอกลวงต่าง ๆ เรื่องการฉีดวัคซีน โดยศูนย์กิจการผู้บริโภคทั่วญี่ปุ่นได้รับแจ้งจำนวนมากเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่สงสัยว่าติดต่อมาเพื่อเรียกเงินหรือขอข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดอื่น ๆ โดยผู้ที่โทรศัพท์มานั้นอ้างว่าพวกตนให้บริการเพื่อช่วยดำเนินการแทนเรื่องการจองเข้ารับวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2564)

กรอบเวลาที่จะดำเนินการจองเพื่อเข้ารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรอบเวลาที่จะดำเนินการจองสำหรับการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนขนาดใหญ่เหล่านี้ จะดำเนินการในช่วงเวลากว่า 3 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม กรอบเวลาสำหรับการจองจนถึงวันที่ 6 มิถุนายนกำหนดไว้ดังต่อไปนี้ โดยผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสิทธิที่จะดำเนินการจองได้

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาขัดข้องที่เกิดจากการที่ผู้คนพยายามเข้าถึงเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก การจองในสัปดาห์แรกที่เริ่มจากวันที่ 17 พฤษภาคมนั้น จึงจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ใน 23 เขตของกรุงโตเกียวและเมืองโอซากา จะมีการขยายพื้นที่ออกไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้รวมผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในทุกพื้นที่ของกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม

ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมเป็นต้นไป ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ใน 3 จังหวัดติดกับกรุงโตเกียวอันได้แก่ จังหวัดไซตามะ, คานางาวะ และชิบะ ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ติดกับจังหวัดโอซากาอันได้แก่เฮียวโงะและเกียวโต จะสามารถดำเนินการจองได้เช่นกัน

ตารางเวลาตามรอบที่กำหนดทั้งหมดในช่วงวันที่ 24 ถึง 30 พฤษภาคม ถูกจองเต็มหมดแล้วทั้งในกรุงโตเกียวและเมืองโอซากา

หลังจากวันที่ 6 มิถุนายน ผู้สูงอายุที่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้แต่เป็นผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนผู้อยู่อาศัยจะสามารถดำเนินการจองได้

การจองเพื่อเข้ารับวัคซีนเข็มแรกที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่จะเปิดรับจองผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ส่วนวันที่กำหนดให้มารับวัคซีนเข็มที่ 2 จะมีการแจ้งที่สถานที่ฉีดวัคซีน หลังจากเสร็จสิ้นการเข้ารับวัคซีนเข็มแรกแล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564)

ผู้ที่จะดำเนินการจองเพื่อเข้ารับวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่จะต้องทำอย่างไรบ้าง

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มรับจองการฉีดวัคซีนที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา ในวันที่ 24 พฤษภาคม

สถานฉีดวัคซีนเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียง ตลอดจนจังหวัดโอซากาและจังหวัดที่อยู่ติดกับโอซากา 2 จังหวัด วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลว่าผู้ที่จะดำเนินการจองต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้รับวัคซีนที่สถานที่เหล่านี้

การจองเพื่อไปฉีดวัคซีนที่สถานที่ดังกล่าว ผู้ที่จะจองต้องมีบัตรสำหรับการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว บัตรนี้ส่งมาจากทางการท้องถิ่นที่บุคคลผู้นั้นอยู่อาศัย โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ควรไปที่เว็บไซต์รับจองและกรอกวันเดือนปีเกิด รวมถึงหมายเลขบนบัตรฉีดวัคซีนและข้อมูลอื่น ๆ

การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อเดือนเมษายนในบางเทศบาล อย่างไรก็ตาม ทางการท้องถิ่นบางแห่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพสามารถเข้ารับวัคซีนได้ก่อน นับจนถึงปัจจุบัน มีเทศบาลบางแห่งที่ส่งบัตรฉีดวัคซีนไปให้แก่ผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปเท่านั้น

ขณะนี้ผู้คนอายุระหว่าง 65 ถึง 74 ปีที่อาศัยอยู่ในเทศบาลเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการจองเพื่อไปฉีดวัคซีนยังสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีสิทธิก็ตาม

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานสถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่กล่าวว่า พวกเขาขออภัยต่อผู้คนเหล่านี้แต่กลุ่มคนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการจองได้หากไม่มีหมายเลขบัตรฉีดวัคซีน เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการเฝ้าติดตามบันทึกการฉีดวัคซีนผ่านหมายเลขดังกล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตือนว่ามีโอกาสที่ผู้คนอาจจะจองซ้ำสองครั้งที่คลินิกในท้องถิ่นของพวกตนและที่สถานฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่ายังไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงให้ไม่เกิดเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าเกิดการจองซ้ำ พวกเขาเรียกร้องให้ยกเลิกหนึ่งในการจอง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็อาจทำให้วัคซีนอันมีค่าต้องสูญเปล่า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 2

วันนี้เราจะนำเสนอเหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าความล่าช้าเกิดจากวิธีการของรัฐบาลญี่ปุ่นในการกระจายวัคซีนไปให้ทางการท้องถิ่นทั้งหลาย โดยหลักการแล้ว รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะกระจายวัคซีนไปให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม ดูเหมือนว่านี่เป็นแนวทางที่เป็นธรรมซึ่งจะทำให้สาธารณชนเข้าใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่าแนวคิดนี้ได้ก่อให้เกิดความผิดพลาดบางประการเช่นกัน

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ กล่าวว่าวัคซีนที่จัดส่งไปยังเทศบาลแต่ละแห่งมีจำนวนไม่มากนักเนื่องจากหลักการกระจายที่เท่าเทียม เขากล่าวว่าทางการท้องถิ่นต้องดำเนินโครงการฉีดวัคซีนของตน แต่กลับได้รับวัคซีนมาในปริมาณเพียงเล็กน้อย

ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่านี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของทางการท้องถิ่นทั้งหลาย และหากพวกเขาไม่ทราบว่าวัคซีนจะมาถึงเมื่อไหร่และจะได้ในปริมาณเท่าใด ก็จะเป็นเรื่องยากในการเตรียมพร้อม เช่น การจัดหาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ยังกล่าวด้วยว่า ควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค พวกเขาเชื่อว่าแม้ว่าแนวทางนี้จะขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาค แต่โครงการฉีดวัคซีนอาจดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564)

เหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า ตอนที่ 1

หลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินโครงการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บางประเทศฉีดวัคซีนให้ประชากรของตนไปราวครึ่งหนึ่งแล้ว ขณะที่ในญี่ปุ่น มีประชากรที่ได้รับวัคซีนแล้วคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก

วันนี้เราจะนำเสนอเหตุผลที่ทำให้การฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่นล่าช้า

เมืองเกียวโตได้เริ่มฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม มีการขอให้ประชาชนดำเนินการจองเพื่อเข้ารับวัคซีนด้วยการโทรศัพท์หาแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่เป็นประจำ แต่วิธีดังกล่าวทำให้มีผู้โทรศัพท์ไปยังคลินิกต่าง ๆ อย่างท่วมท้น นอกจากนี้ ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ไปยังคลินิกเองเพื่อดำเนินการจอง บางกรณีมีผู้สูงอายุราว 100 คนมาต่อแถวรออยู่ด้านหน้าคลินิกก่อนเปิดทำการ

เมื่อเดือนธันวาคมปี 2563 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจว่าทางการท้องถิ่นควรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ของตน ตามกรอบงานที่อิงจากกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ กำหนดการฉีดวัคซีนและวิธีการจองจึงแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล โดยมีขั้นตอนและวิธีการจองที่หลากหลาย เจ้าหน้าที่กำลังประสบปัญหาเรื่องการหาแนวทางที่ดีที่สุด

เทศบาลทั้งหลายยังประสบความยากลำบากในการจัดหาแพทย์และพยาบาลให้มีจำนวนเพียงพอ บางส่วนกำลังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยกล่าวว่ารัฐบาลปล่อยให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำทุกอย่างเอง

นอกจากนี้ บรรดาเทศบาลยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเวลาที่จะจัดส่งวัคซีนและจำนวนของวัคซีนที่จัดสรรมาให้พวกตน เมื่อไม่มีข้อมูลเหล่านี้ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถเริ่มกระบวนการกำหนดรอบฉีดวัคซีนได้

เจ้าหน้าที่จากเขตหนึ่งในกรุงโตเกียวได้แสดงความเห็นเรื่องปัญหาที่เทศบาลหลายแห่งประสบพบเจอ โดยกล่าวว่าเมื่อพิจารณาเรื่องความสับสนในการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุ ก็ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพวิธีจัดการสถานการณ์ในตอนที่การฉีดวัคซีนขยายไปยังกลุ่มผู้คนทั่วไปจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่าเทศบาลทั้งหลายควรดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดโควตาฉีดวัคซีนจากจำนวนสุดท้ายของบัตรฉีดวัคซีน แทนการเปิดรับจองในลักษณะของใครมาก่อนได้ก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวว่ากระบวนการที่มีรายละเอียดมากเช่นนี้ มีแนวโน้มจะทำให้การฉีดวัคซีนช้า ดังนั้น การสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องยาก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564)

ไวรัสกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย ตอนที่ 2

วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ระบุว่า นับจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม มีการตรวจพบไวรัสกลายพันธุ์จากอินเดียใน 49 ประเทศและดินแดน ซึ่งรวมถึงสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และญี่ปุ่น

WHO ระบุว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์จากอินเดียมีลักษณะกลายพันธุ์หลัก ๆ 3 แบบ ได้แก่ L452R, P681R และ E484Q หรือมีแค่ L452R, P681R แต่ไม่มี E484Q

บรรดานักวิจัยที่สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นและอื่น ๆ ระบุว่า มีรายงานว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์แบบ L452R มีความสามารถในการติดต่อได้มากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ราวร้อยละ 20 โดยสายพันธุ์ดังกล่าวแพร่ระบาดโดยมากในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ

ทว่า นักวิจัยระบุว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้สามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ จริงหรือไม่ โดยเสริมว่าจำเป็นต้องวิจัยต่อไป

เป็นเรื่องธรรมดาของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะมีการกลายพันธุ์ 2 ลักษณะหรือมากกว่านั้น คำถามก็คือการกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการติดเชื้อหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษและได้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงภูมิภาคคันไซของญี่ปุ่นด้วยนั้น มีลักษณะการกลายพันธุ์อย่างน้อย 5 แบบในโปรตีนหนาม โดยหนึ่งในลักษณะของการกลายพันธุ์ดังกล่าวคือ N501Y ที่ว่ากันว่าทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลตามมา

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบในแอฟริกาใต้และบราซิล ก็มีลักษณะการกลายพันธุ์หลายแบบเช่นกัน ทั้งแบบ N501Y ตลอดจน E484K ซึ่งอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกันลดลง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2564)

ไวรัสกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย ตอนที่ 1

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุที่การแถลงข่าวเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมว่า มีข้อมูลที่ชี้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดียนั้นสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น

WHO ได้เปลี่ยนการจัดประเภทของไวรัสชนิดนี้เป็นไวรัส “ที่น่ากังวล” จากเดิมที่เคยใช้ว่า “ไวรัสที่ต้องจับตา” และจะยกระดับการเฝ้าติดตาม วันนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับไวรัสกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย

นับตั้งแต่เดือนเมษายน อินเดียมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นแบบพุ่งพรวด การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ตลอดจนการรวมตัวกันของผู้คนจำนวนมากในงานเทศกาลเกี่ยวกับศาสนารวมถึงการชุมนุมทางการเมือง ตลอดจนขาดการดำเนินมาตรการต้านการติดเชื้ออย่างเพียงพอ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม

WHO ระบุว่าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์จากอินเดียมีลักษณะการกลายพันธุ์หลัก ๆ 3 แบบได้แก่ L452R, P681R และ E484Q หรือมีแค่ L452R, P681R แต่ไม่มี E484Q

การกลายพันธุ์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกันในกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่าโปรตีนหนาม การกลายพันธุ์เช่นว่านี้อาจทำให้ไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น และทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ปัจจุบันกำลังมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับไวรัสกลายพันธุ์นี้

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษระบุเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมว่า ดูเหมือนว่าไวรัสกลายพันธุ์จากอินเดียจะมีความสามารถในการติดต่อในระดับเดียวกันกับสายพันธุ์ที่พบในอังกฤษ แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานที่ระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์จากอินเดียทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงมากขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีนต่าง ๆ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2564)

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นา

เราจะนำเสนอเรื่องความแตกต่างและลักษณะที่เหมือนกันของวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทคและบริษัทโมเดอร์นา ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีนดังกล่าว

กลุ่มศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนของไฟเซอร์ให้แก่ที่ประชุมคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญของทางกระทรวงว่าด้วยเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน เมื่อวันที่ 30 เมษายน

กลุ่มศึกษาระบุว่าในบรรดาผู้คนที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์เข็มแรก ร้อยละ 23.2 มีอาการอ่อนเพลีย ขณะที่ร้อยละ 69.6 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เกิดอาการดังกล่าว ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 21.2 ปวดศีรษะหลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก และร้อยละ 53.7 มีอาการดังกล่าวหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

ร้อยละ 3.3 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก มีไข้วัดอุณหภูมิร่างกายได้ 37.5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น และร้อยละ 38.4 มีอาการดังกล่าวหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

สำหรับวัคซีนของโมเดอร์นานั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ได้เปิดเผยผลการทดลองทางคลินิกที่มีผู้เข้าร่วมอายุระหว่าง 18 ถึง 64 ปี โดยระบุว่าร้อยละ 38.5 ของผู้คนกลุ่มนี้มีอาการอ่อนเพลียหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ขณะที่ร้อยละ 67.6 มีอาการดังกล่าวหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 35.4 ปวดศีรษะหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก และร้อยละ 62.8 มีอาการนี้หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ร้อยละ 0.9 ของผู้คนกลุ่มนี้มีไข้หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ขณะที่ร้อยละ 17.4 มีอาการดังกล่าวหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นาที่มีต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์

เราจะนำเสนอเรื่องความแตกต่างและลักษณะที่เหมือนกันของวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทคและบริษัทโมเดอร์นา ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิผลของวัคซีนดังกล่าวที่มีต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์

วัคซีนทั้งสองนี้มีประสิทธิผลสูงต่อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษ และขณะนี้ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ

เอกสารที่เผยแพร่โดยไฟเซอร์, ไบออนเทค และอื่น ๆ ระบุว่าการทดลองในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค มีประสิทธิผลในการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษและบราซิล ได้พอ ๆ กับการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสสายพันธุ์ก่อนหน้า และว่าวัคซีนดังกล่าวยังสามารถป้องกันไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพลดลงก็ตาม

ไฟเซอร์ระบุว่าวัคซีนของตนพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในอิสราเอลซึ่งเกิดการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์จากอังกฤษ นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลการทดลองทางคลินิกในแอฟริกาใต้ชี้ว่าวัคซีนนี้สามารถป้องกันได้มากพอต่อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้

จากรายงานที่เผยแพร่โดยโมเดอร์นาและอื่น ๆ ระบุว่า การทดลองในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าวัคซีนของโมเดอร์นาใช้งานกับไวรัสกลายพันธุ์จากอังกฤษได้ดีพอ ๆ กับสายพันธุ์ที่มีอยู่ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สำหรับไวรัสชนิดกลายพันธุ์จากแอฟริกาใต้นั้น ปริมาณของสารภูมิต้านทานที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสซึ่งเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนนี้ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 6 ของระดับที่พบจากสายพันธุ์ชนิดก่อนหน้า และอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 สำหรับไวรัสกลายพันธุ์จากบราซิล ทว่าโมเดอร์นาระบุว่าระดับดังกล่าวยังคงเพียงพอต่อการป้องกันไวรัสชนิดกลายพันธุ์เหล่านี้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นา

เราจะนำเสนอเรื่องความแตกต่างและลักษณะที่เหมือนกันของวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และบริษัทโมเดอร์นา ซึ่งทั้งคู่เป็นบริษัทยาของสหรัฐ ครั้งนี้เกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนดังกล่าว

วัคซีนของทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นาได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีประสิทธิผลสูงในการทดลองทางคลินิก โดยนอกจากการทดลองทางคลินิกแล้ว ประสิทธิผลของวัคซีนดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นในการนำวัคซีนมาใช้งานจริงกับกลุ่มผู้คนทั่วไป

ข้อมูลจากเอกสารที่จัดทำโดยอิงจากผลการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่า วัคซีนของไฟเซอร์ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ร้อยละ 95

จากงานวิจัยซึ่งศึกษาเรื่องผลที่ได้จากโครงการฉีดวัคซีนในอิสราเอล ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ดำเนินการฉีดวัคซีนได้รวดเร็วที่สุดในโลกนั้นระบุว่า วัคซีนของไฟเซอร์ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการต่าง ๆ ได้ร้อยละ 94 นอกจากนี้ ก็ยังช่วยลดการเกิดอาการรุนแรงได้ร้อยละ 92 และช่วยลดโอกาสติดเชื้อซึ่งรวมถึงการติดเชื้อที่ไม่ปรากฏอาการได้ร้อยละ 92

ขณะที่วัคซีนของโมเดอร์นาช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการต่าง ๆ ได้ร้อยละ 94.1 โดยอิงจากวิทยานิพนธ์ซึ่งรวมถึงผลที่ได้จากการทดลองทางคลินิก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2564)

ความแตกต่างและสิ่งที่เหมือนกันของวัคซีนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นา ตอนที่ 2

เราจะนำเสนอเรื่องความแตกต่างและลักษณะที่เหมือนกันของวัคซีนต่าง ๆ ซึ่งครั้งนี้จะเกี่ยวกับการเก็บรักษาวัคซีนจากไฟเซอร์ บริษัทยาของสหรัฐ และวัคซีนของโมเดอร์นา จากสหรัฐเช่นกัน

วัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาใช้สารซึ่งมีส่วนประกอบเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมที่เรียกว่า mRNA ทั้งนี้ mRNA ถูกห่อหุ้มอยู่ในชั้นบาง ๆ ของไขมันลิพิดในวัคซีนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม mRNA นี้ไม่เสถียรและอาจถูกทำลายได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องเก็บรักษาวัคซีนเหล่านี้อย่างระมัดระวัง

เดิมไฟเซอร์ระบุว่าวัคซีนของตนต้องเก็บในตู้แช่แข็งที่อุณหภูมิระหว่างติดลบ 90 ถึงติดลบ 60 องศาเซลเซียส แต่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายข้อกำหนดดังกล่าวโดยอิงจากข้อมูลที่ไฟเซอร์ยื่นให้พิจารณา ทางกระทรวงระบุว่าวัคซีนนี้สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิระหว่างติดลบ 25 ถึงติดลบ 15 องศาเซลเซียสได้นานสูงสุด 14 วัน เมื่อนำมาละลายก่อนการฉีด จะสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส และต้องนำไปใช้ภายใน 5 วัน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐระบุว่า วัคซีนของโมเดอร์นาควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็งที่อุณหภูมิระหว่างติดลบ 50 ถึงติดลบ 15 องศาเซลเซียส ส่วนสถาบันทางการแพทย์ทั้งหลาย สามารถเก็บวัคซีนนี้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง 8 องศาเซลเซียสได้นาน 30 วัน

ก่อนจะนำมาฉีดควรละลายก่อน ยกตัวอย่างเช่นการละลายที่อุณหภูมิห้อง ขวดที่ยังไม่ได้เปิดใช้อาจเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้องตั้งแต่ 8 ถึง 25 องศาเซลเซียสได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมงก่อนฉีด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2564)

ความแตกต่างและสิ่งที่เหมือนกันของวัคซีนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นา ตอนที่ 1

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามในสัญญาเพื่อซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์และโมเดอร์นา ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐ รวมถึงแอสตราเซเนกา บริษัทยาของอังกฤษ

ในบรรดาวัคซีนเหล่านี้ มีวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์กับไบออนเทค และวัคซีนของโมเดอร์นา ที่เป็นวัคซีนแบบเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง วัคซีนเหล่านี้เรียกว่า “วัคซีนเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ” หรือเรียกแบบย่อว่า “วัคซีน mRNA”

วันนี้ เราจะมุ่งเน้นไปยังความแตกต่างของวัคซีนดังกล่าวและลักษณะที่เหมือนกันโดยอิงจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ และข้อมูลจากบริษัทยาซึ่งเป็นเจ้าของวัคซีนเหล่านั้น

วัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาเป็นวัคซีนที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทั้งคู่ การฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเทคนิคที่จะส่งตัวยาเข้าไปยังกล้ามเนื้อซึ่งอยู่ใต้ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง จะมีการแทงเข็มฉีดยาทำมุม 90 องศาไปที่ต้นแขนใกล้กับหัวไหล่

ที่ญี่ปุ่นนั้น การฉีดเข้าใต้ผิวหนังซึ่งหมายถึงระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่ใช้กับการฉีดวัคซีนต่าง ๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ กล่าวกันว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะทำให้ร่างกายรับวัคซีนได้เร็วกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

วัคซีนของไฟเซอร์ต้องฉีดให้ครบ 2 เข็ม โดยวัคซีนเข็มที่ 2 มักจะได้รับหลังจากฉีดเข็มแรกไปแล้ว 3 สัปดาห์

วัคซีนของโมเดอร์นาก็ต้องฉีดให้ครบ 2 เข็มเช่นกัน โดยมักจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรกไปแล้ว 4 สัปดาห์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2564)

การดูแลสุขภาพกายและใจเมื่อต้องอยู่กับบ้านในช่วงภาวะฉุกเฉิน

มีการประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับกรุงโตเกียวและอีกหลายจังหวัดของญี่ปุ่น เพื่อรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยรัฐบาลได้ขอให้ผู้คนในพื้นที่เหล่านี้หลีกเลี่ยงจากการออกไปข้างนอกหากไม่มีธุระสำคัญจำเป็น แต่การอยู่กับบ้านทั้งวันไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ เราได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายน นายโอมิ ชิเงรุ หัวหน้าคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้เรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในจังหวัดที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกยกเว้นว่าเป็นเหตุที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อลดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม เขาได้แนะนำการทำกิจกรรมบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำที่ข้างนอกได้ เพื่อให้สุขภาพกายและใจคงความแข็งแรง กิจกรรมดังกล่าวรวมถึงกีฬาที่ไม่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น การวิ่งออกกำลังกายและเทนนิส ส่วนการเดินเล่นและจับจ่ายสินค้าก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน แต่เพื่อความมั่นใจ จึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่และช่วงเวลาที่มีผู้คนหนาแน่น

ศาสตราจารย์นากาชิมะ คาซูโตชิ จากมหาวิทยาลัยไดโต บุงกะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่ากิจกรรมกลางแจ้งที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นสิ่งที่ดีต่อการทำให้ร่างกายและจิตใจของเราสดชื่นมีชีวิตชีวา เขากล่าวว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องล้มเลิกการออกไปข้างนอกเลย เขาเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ออกมาเดินเล่นหรือวิ่งออกกำลังกายในละแวกที่อยู่อาศัยของพวกตน นอกจากนี้ ก็ยังแนะนำให้เล่นกีฬา เช่น เทนนิส แต่ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะต้องไม่มีผู้คนจำนวนมากเกี่ยวข้องหรือมีฝูงชนมารวมตัวกัน

ศาสตราจารย์นากาชิมะยังกล่าวด้วยว่า เมื่อผู้คนหลีกเลี่ยงการพบปะกันเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ พวกเขาก็มักจะติดต่อพูดคุยกันน้อยลงมาก ศาสตราจารย์นากาชิมะเตือนว่าสิ่งนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และเรียกร้องให้ผู้คนติดต่อกับครอบครัวของตนที่อยู่ไกลกันให้บ่อยมากขึ้นกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่นการพูดคุยทางโทรศัพท์ แม้จะไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษที่จะบอกเล่าก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2564)

เหตุผลที่ทำให้ผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นมีมากกว่า 10,000 คน เมื่อวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 ราวร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 เราได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเหตุผลที่จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

คุณทาเกดะ ชินฮิโระ ประธานของ ECMOnet ซึ่งศึกษาเรื่องการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ระบุว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย

มีผู้คนจำนวนมากขึ้นอย่างมากที่ติดเชื้อไวรัสนี้ในระลอกที่ 3 ของการแพร่ระบาดเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ และจำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน เมื่อพิจารณาถึงช่วงระยะห่างที่ผู้ป่วยติดเชื้อจะมีอาการหนักและเสียชีวิตนั้น ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน จะปรากฏให้เห็นหลังจากนี้ในอีกระยะหนึ่ง

คุณทาเกดะซึ่งตัวเขาเองเป็นแพทย์ด้วยนั้นกล่าวว่า คุณภาพการรักษาของญี่ปุ่นโดยใช้เครื่องช่วยหายใจและเครื่อง ECMO ที่ช่วยพยุงการหายใจและการทำงานของหัวใจนั้นอยู่ในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การรักษาดังกล่าวต้องมีเงื่อนไขว่าผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

เขากล่าวว่าข้อมูลจากหลายประเทศแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อัตราการช่วยชีวิตไว้ได้นั้นลดต่ำลง เมื่อสถานการณ์ทางการแพทย์เกินขีดความสามารถที่จะรับได้ไหว การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ดูเหมือนว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนอายุค่อนข้างน้อยในช่วงวัย 40 และ 50 ปีมีอาการป่วยหนักกันมากขึ้น

มีความกังวลมากขึ้นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาคคันไซ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ซึ่งสถานการณ์ทางการแพทย์ที่นั่นอยู่ในภาวะตึงเครียด จึงเป็นความสำคัญสูงสุดที่ต้องลดจำนวนผู้ติดเชื้อ เพื่อรักษามาตรฐานการรักษาทางการแพทย์ของญี่ปุ่น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2564)

ผู้คนในญี่ปุ่นกลุ่มอายุใดที่ติดเชื้อและติดเชื้อเมื่อใด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นมีมากกว่า 10,000 คน เมื่อวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 ราวร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 คำถามในวันนี้คือผู้คนในกลุ่มอายุใดที่ติดเชื้อและติดเชื้อเมื่อใด

ผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงวัย 80 ปีจากจังหวัดคานางาวะเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปี 2563 โดยถือเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รายแรกในญี่ปุ่น

จากนั้นยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 100 คนเมื่อวันที่ 8 เมษายนปีเดียวกัน และมากกว่า 500 คนในวันที่ 2 พฤษภาคม โดยในวันที่ 28 กรกฎาคม ยอดดังกล่าวมีมากกว่า 1,000 คน นับจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายนปี 2563 ยอดสะสมของผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 2,000 คน

นับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายสิบคนต่อวัน ยอดผู้เสียชีวิตรายวันมีมากกว่า 100 คนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 จากนั้นในวันที่ 23 มกราคม ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 คน

นับตั้งแต่มีการยืนยันผู้เสียชีวิตรายแรกจนผ่านมาเกือบ 1 ปี ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นมาเกิน 5,000 คน แต่ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้นที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่นั้น

เกือบร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิต หรือคิดเป็นจำนวน 7,825 คน เสียชีวิตระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2564 ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในระลอกที่ 3 ของการแพร่ระบาด

สถาบันวิจัยประชากรและประกันสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นได้รวบรวมข้อมูลกลุ่มอายุของผู้เสียชีวิต โดยอ้างอิงจากตัวเลขที่ทางการท้องถิ่นทั้งหลายได้เผยแพร่นับจนถึงวันที่ 19 เมษายน

ไม่มีผู้เสียชีวิตในกลุ่มผู้มีอายุ 19 ปีหรือต่ำกว่านั้น ผู้คนในช่วงวัย 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 0.04 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่ผู้คนในช่วงวัย 30 ปีคิดเป็นร้อยละ 0.17 ผู้คนในช่วงวัย 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 0.72 ผู้คนในช่วงวัย 50 ปี คิดเป็นร้อยละ 2.30 และผู้คนในช่วงวัย 60 ปี ร้อยละ 7.33

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้คนในช่วงวัย 70 ปี คิดเป็นร้อยละ 23.29 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ผู้คนในช่วงวัย 80 ปี คิดเป็นร้อยละ 43.10 และผู้ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 23.07 ซึ่งหมายความว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นคือผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2564)

ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ได้นำมาใช้เมื่อครั้งประกาศภาวะฉุกเฉิน 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในกรุงโตเกียว

ภาวะฉุกเฉินประกาศใช้ครั้งแรกในกรุงโตเกียวตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคมปี 2563 มีการขอให้สถานที่หลายแห่งที่มีผู้คนจำนวนมาก ปิดทำการในช่วงดังกล่าว สถานที่เหล่านี้รวมถึงร้านคาราโอเกะ, สถานที่แสดงดนตรีสด, สถานที่เล่นกีฬา, สวนสนุก และโรงภาพยนตร์

มีการขอให้สถานที่ด้านการค้าขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้าและห้างร้านต่าง ๆ ปิดทำการยกเว้นแผนกที่จำหน่ายสินค้าสำคัญจำเป็น ส่วนโรงเรียนก็ขอให้ปิดทำการเช่นกัน ขณะที่ผู้จัดงานก็ได้รับคำขอให้ยกเลิกหรือเลื่อนงานออกไป

มีการขอให้ร้านอาหารและร้านกินดื่มให้ความร่วมมือด้วยการลดเวลาทำการโดยให้ปิดเวลา 20.00 น. และหยุดเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวลา 19.00 น.

ภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมปี 2564 ไม่ได้รวมเรื่องคำขอให้ปิดทำการ แต่ได้ขอให้สถานที่เช่นร้านอาหาร, บาร์ และคาราโอเกะ ปิดทำการเวลา 20.00 น. และหยุดเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวลา 19.00 น.

งานกิจกรรมต่าง ๆ สามารถจัดได้แต่ได้ขอให้ผู้จัดงานจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานลงให้เหลือครึ่งหนึ่งของความจุสถานที่ หรือไม่ให้เกิน 5,000 คน โดยผู้จัดงานต้องยึดจำนวนที่ต่ำกว่าเสมอ ส่วนสวนสนุกนั้น มีการขอให้ปิดทำการเวลา 20.00 น.

นอกจากคำขอไปยังภาคธุรกิจทั้งหลายแล้ว ทางการกรุงโตเกียวยังเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ผู้อยู่อาศัยในกรุงโตเกียวอยู่กับบ้านในช่วงการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรก

ในการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 นั้น มีการขอให้ผู้คนงดเว้นจากการออกไปข้างนอกหากไม่มีธุระสำคัญจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเวลา 20.00 น. ทั้งการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกและครั้งที่ 2 โดยพื้นฐานแล้วนั้น มีการเรียกร้องให้ผู้คนอยู่กับบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยกเว้นมีเหตุสำคัญจริง ๆ เช่น ออกไปโรงพยาบาลหรือไปซื้ออาหาร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2564)

การทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในญี่ปุ่น ตอนที่ 2

นอกจากบริษัทในญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังมีบริษัทยาของต่างชาติที่พัฒนาวัคซีนอีกหลายแห่งที่กำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกอยู่ในญี่ปุ่น

มีบริษัทยาของสหรัฐและยุโรป 3 แห่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดซื้อวัคซีน บริษัทไฟเซอร์ของสหรัฐได้ให้ข้อมูลผลการทดลองทางคลินิกที่ตนได้ดำเนินการในต่างประเทศ ตลอดจนการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในญี่ปุ่นซึ่งเป็นการดำเนินการขนาดเล็ก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 “วัคซีน mRNA” ของไฟเซอร์ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ และขณะนี้กำลังใช้งานวัคซีนนี้ในญี่ปุ่น

แอสตราเซเนกา บริษัทยาชั้นนำของอังกฤษได้ยื่น “วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ” ของตนให้ญี่ปุ่นรับรองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 ซึ่งหากผ่านการตรวจสอบข้อมูลและอนุมัติแล้ว ก็จะเริ่มใช้วัคซีนดังกล่าวในญี่ปุ่น

ทาเกดะ ฟาร์มาซูติคัลของญี่ปุ่นได้ทำการทดลองทางคลินิกของ “วัคซีน mRNA” จากบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐ ซึ่งเป็นการทดลองภายในญี่ปุ่น โดยมีการยื่นขออนุมัติอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม

นอกจากนี้ ทาเกดะ ฟาร์มาซูติคัลก็กำลังดำเนินการทดลอง “วัคซีนจากการตัดต่อโปรตีน” ของบริษัทโนวาแวกซ์ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากสหรัฐ โดยเป็นการทดลองภายในญี่ปุ่น

ขณะที่ “วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ” ของบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันจากสหรัฐ ก็กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกในญี่ปุ่นเช่นกัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 เมษายน 2564)

การทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในญี่ปุ่น ตอนที่ 1

“อันเจส” บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพในจังหวัดโอซากากำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกกับผู้คนราว 500 คน โดยใช้วัคซีน DNA ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดที่ใช้ยีน จะมีการใช้ DNA สังเคราะห์ฉีดเข้าไปเพื่อช่วยสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีในร่างกายเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

“ชิโอโนงิ” บริษัทยาในโอซากาก็อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกของสิ่งที่เรียกว่าวัคซีนจากการตัดต่อโปรตีนกับผู้คน 214 คน

เมื่อปลายเดือนมีนาคมปี 2564 “ไดอิจิ ซันเกียว” ซึ่งเป็นบริษัทยาได้เริ่มการทดลองทางคลินิกของวัคซีนชนิด mRNA ของตนกับผู้คน 152 คน นอกจากนี้ “เคเอ็ม ไบโอโลจิกส์” ผู้ผลิตวัคซีนในจังหวัดคูมาโมโตะก็เริ่มการทดลองทางคลินิกของวัคซีนชนิดเชื้อตายกับผู้คน 210 คน

ทางด้าน “ไอดี ฟาร์มา” บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ก็กำลังพัฒนาวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะและตั้งเป้าทำการทดลองทางคลินิก

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในญี่ปุ่นมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ดังนั้น โอกาสที่ผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกจะติดเชื้อในเวลาต่อมาจึงค่อนข้างต่ำ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันประสิทธิผลของวัคซีนเหล่านี้

องค์การเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ หรือ PMDA ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมในญี่ปุ่นระบุว่า หนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ผลิตวัคซีนก็คือการดำเนินการทดลองขนาดใหญ่ในต่างประเทศ หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองขั้นต้นกับกลุ่มคนจำนวนน้อยในญี่ปุ่นแล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2564)

มีวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ประเภทใดบ้าง และมีจำนวนเท่าใดที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกระบุว่า นับจนถึงวันที่ 9 เมษายนปี 2564 มีการทดลองทางคลินิกของวัคซีนโรคโควิด-19 ที่กำลังดำเนินการอยู่ทั่วโลก 87 รายการ และอีก 186 รายการที่พัฒนาอยู่ในขั้นก่อนการทดลองทางคลินิก

จากการทดลองทางคลินิกที่กำลังดำเนินการอยู่ 87 รายการนั้น มี 28 รายการที่เป็นวัคซีนจากการตัดต่อโปรตีน วัคซีนประเภทนี้ นักวิจัยจะสร้างชิ้นส่วนของโปรตีนปลอมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาผ่านการตัดต่อยีน และฉีดให้แก่ผู้คนเพื่อกระตุ้นการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี

มีการทดลองทางคลินิก 19 รายการที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ ซึ่งผลิตโดยการนำชิ้นส่วนของยีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าไปในไวรัสอีกชนิดหนึ่งที่ไม่เป็นอันตรายโดยใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ขณะที่การทดลองทางคลินิกอีก 12 รายการนั้น เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายซึ่งใช้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการขจัดพิษและปรับสภาพแล้ว มาฉีดให้แก่ผู้คน

ส่วนการทดลองทางคลินิกรายการอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับวัคซีนที่ใช้การสังเคราะห์ยีนเทียมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยมีการทดลองทางคลินิก 12 รายการที่เกี่ยวกับวัคซีนชนิด RNA และ 10 รายการที่ใช้วัคซีนชนิด DNA

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2564)

จุดสำคัญที่ต้องใส่ใจเมื่อเข้ารับวัคซีน

คุณคุตสึนะ ซาโตชิ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่นซึ่งเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคติดเชื้อ ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เขากล่าวว่าผลข้างเคียงบางประการ เช่น อาการอ่อนเพลียอย่างหนัก อาจเกิดขึ้นหลังจากการเข้ารับวัคซีน

เขาแนะนำว่าเราควรเผื่อวันว่างที่เป็นวันหลังจากฉีดวัคซีนเอาไว้ ถ้าต้องการความปลอดภัยสบายใจ ส่วนวันที่เข้ารับวัคซีนนั้น คุณคุตสึนะกล่าวว่าสามารถอาบน้ำได้ แต่ควรงดเว้นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง

คาดว่าวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงบ่อยกว่าวัคซีนประเภทอื่น ๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหรือไม่ให้ป่วยหนัก นอกจากนี้ ผลการศึกษาบางกรณียังระบุด้วยว่า วัคซีนดังกล่าวอาจมีประสิทธิผลในการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสนี้ได้ด้วย

คุณคุตสึนะเน้นย้ำว่าการเข้ารับวัคซีนนั้นเป็นประโยชน์ โดยกล่าวว่าคาดว่าวัคซีนนี้จะป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวติดเชื้อไวรัสนี้จากสมาชิกในครอบครัว เขาระบุว่าประโยชน์จากวัคซีนมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงอย่างเห็นได้ชัด และเรียกร้องให้พิจารณาเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีนซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนรอบตัวเราด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2564)

จุดสำคัญที่ต้องใส่ใจเมื่อเข้ารับวัคซีนในญี่ปุ่น ตอนที่ 2

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่าผู้ที่จะไปเข้ารับการฉีดวัคซีนควรนำบัตรที่ออกโดยสำนักงานเทศบาลไปด้วย นอกจากนี้ก็ควรนำเอกสารที่สามารถระบุตัวตน เช่น ใบขับขี่หรือบัตรประกันสุขภาพไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ก็ยังขอให้ผู้คนแต่งกายเพื่อให้ง่ายต่อการเปิดช่วงหัวไหล่ ซึ่งเป็นจุดที่จะฉีดวัคซีน

หลังฉีดวัคซีนแล้ว จะมีการขอให้ผู้คนอยู่ที่จุดฉีดวัคซีนนานกว่า 15 นาที ส่วนผู้ที่เคยมีประวัติอาการแพ้อย่างรุนแรง รวมถึงผู้มีอาการช็อกหรือเป็นลมเพราะปฏิกิริยาแพ้รุนแรงเฉียบพลัน จะมีการขอให้อยู่ที่จุดฉีดวัคซีนนานกว่า 30 นาที กลุ่มคนเหล่านี้ควรติดต่อแพทย์ทันที หากเกิดอาการใดก็ตามที่ผิดปกติ

ทางกระทรวงยังขอให้ผู้คนดำเนินมาตรการป้องกันพื้นฐานต่อไปหลังการฉีดวัคซีน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือให้สะอาด และการหลีกเลี่ยง 3 สิ่ง ได้แก่ สถานที่ปิด สถานที่ที่มีผู้คนแออัด และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2564)

จุดสำคัญที่ต้องใส่ใจเมื่อเข้ารับวัคซีนในญี่ปุ่น ตอนที่ 1

การฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ให้แก่ผู้สูงอายุได้เริ่มขึ้นแล้วในญี่ปุ่น แต่มีผู้คนที่ควรต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ตลอดจนผู้คนที่ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ นอกจากนี้ ก็มีขั้นตอนประมาณหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามทั้งก่อนและหลังการเข้ารับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่ากลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ที่ควรระมัดระวังเมื่อเข้ารับวัคซีนได้แก่ กลุ่มผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ, ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ผู้ที่เข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ, เลือด, ไต หรือตับ หรืออาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน, ผู้ที่เคยเกิดอาการชักกระตุก หรือผู้ที่เคยเกิดอาการแพ้ยาหรืออาหาร ก็ควรระมัดระวังเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีนเช่นกัน

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังระบุว่ากลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ไม่ควรเข้ารับวัคซีน อันได้แก่ ผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้นซึ่งมีไข้อย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาด้วยโรคเฉียบพลัน หรือผู้ที่เคยมีอาการแพ้ต่อสารที่เรียกว่าโพลีเอธิลีนไกลคอล ไม่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2564)

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ

การฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 สำหรับผู้สูงอายุได้เริ่มขึ้นแล้วในญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ที่ 12 เมษายนปี 2564

ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้โดยคณะนักวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะเกิดอาการไข้และผลข้างเคียงอื่น ๆ น้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้คนในกลุ่มช่วงวัยอื่น

คณะนักวิจัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้สำรวจติดตามเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ราว 19,000 คนที่เคยได้รับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ผู้คนในช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 25.2 เกิดอาการอ่อนเพลีย ขณะที่กลุ่มผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 12.4 เกิดอาการเช่นว่านี้ ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ นั้น ผู้คนในช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 23.3 มีอาการปวดศีรษะ ส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 11.9 มีอาการนี้ กลุ่มคนหนุ่มสาวช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 5.7 มีไข้ ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 0.2 เท่านั้นที่มีอาการนี้

ในบรรดาผู้คน 16,000 คน ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ผู้คนในช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 76.8 มีอาการอ่อนเพลีย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 38 เกิดอาการดังกล่าว ผู้คนในช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 51 มีไข้ ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 9.4 เกิดอาการดังกล่าว สำหรับอาการปวดศรีษะนั้น ผู้คนในช่วงวัย 20 ปีร้อยละ 62.7 มีอาการข้างเคียงนี้ ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 20.5 เกิดอาการดังกล่าว

ผลสำรวจนี้ยังพบด้วยว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่มักจะเกิดอาการข้างเคียงบ่อยกว่าผู้ชาย

ศาสตราจารย์อิโต ซูมิโนบุ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุนเทนโด ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิจัยนี้กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าทำไมจึงเกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่าในกลุ่มผู้สูงอายุ เขาคาดว่าระดับของภูมิคุ้มกันน่าจะมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ เขากล่าวว่าผู้คนที่ได้รับวัคซีนจะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นประมาณหนึ่งไม่ว่าจะอายุเท่าใด เขาได้แนะนำให้ผู้คนไม่ตื่นตระหนกและดำเนินมาตรการที่จำเป็น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายน 2564)

ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าวัคซีนจะออกฤทธิ์หลังการฉีด ตอนที่ 3

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะระบุว่า วัคซีนประเภท mRNA เช่น วัคซีนที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทคนั้น จะไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีน โดยต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งจนกว่าภูมิคุ้มกันจะทำงานภายในร่างกายเพื่อตอบโต้โปรตีนนี้

ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่าคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-14 วัน นับจากการฉีดวัคซีนเข็มแรก เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มทำงาน แต่กว่าจะถึงตอนนั้น จะยังไม่มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงไม่เกิดการป้องกันการติดเชื้อ

วัคซีนจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์ สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสนั้น จะก่อตัวขึ้นมาประมาณ 1 สัปดาห์นับจากการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งต่อการติดเชื้อ และไม่ให้เกิดอาการป่วยรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์นากายามะระบุว่าการเข้ารับวัคซีน 2 เข็ม ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้เต็มร้อย เขาเตือนไม่ให้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ และเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินขั้นตอนป้องกันการติดเชื้อต่อไป แม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2564)

ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าวัคซีนจะออกฤทธิ์หลังการฉีด ตอนที่ 2

วัคซีนต่าง ๆ จะมีประสิทธิผลในการสร้างปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่แค่กับวัคซีนโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ทั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งเพื่อให้วัคซีนออกฤทธิ์หลังจากที่ฉีดไป

ไฟเซอร์ บริษัทยาของสหรัฐกับไบออนเทคจากเยอรมนีซึ่งเป็นหุ้นส่วน ได้เปิดเผยผลการทดลองทางคลินิกวัคซีนโควิด-19 ของตน ที่ดำเนินการทดลองเมื่อปี 2563

ไฟเซอร์และไบออนเทคได้เตรียมผู้คน 2 กลุ่มสำหรับการทดลองดังกล่าว กลุ่มหนึ่งได้รับวัคซีนหลอก ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งได้รับวัคซีนจริง การทดลองนี้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้ว่าเกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างไร

ทางบริษัทพบว่าหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 2 กลุ่มนี้ มีจำนวนเท่ากันสักระยะหนึ่ง แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 12 วันหลังได้รับวัคซีน จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนปลอม ขณะที่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นไม่มากนักและหลังจากนั้นก็คงที่

ผลการทดลองนี้ระบุว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลร้อยละ 52.4 ในช่วงระหว่างการฉีดเข็มแรกไปจนถึงเข็มที่ 2 ประสิทธิผลของวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 94.8 หลังจากได้รับเข็มที่ 2 แล้ว 7 วัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2564)

ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าวัคซีนจะออกฤทธิ์หลังการฉีด ตอนที่ 1

คณะนักวิจัยของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้รับรายงานจากสถาบันการแพทย์แห่งหนึ่งที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้หญิงในช่วงวัย 20 ปีติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังจากได้รับวัคซีนของไฟเซอร์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564

มีรายงานดังกล่าวหลังจากเธอได้รับวัคซีนเข็มแรก 6 วัน เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เธอติดเชื้อหลังการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ เธอเข้ารับการรักษาและออกจากโรงพยาบาลแล้วหลังจากอาการดีขึ้น

คณะนักวิจัยกล่าวว่าหลังการฉีดวัคซีน สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีจะยังไม่เพิ่มขึ้นทันที และว่าคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 14 วันถึงจะมีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่งจากวัคซีนเข็มแรก คณะนักวิจัยเรียกร้องให้ผู้คนปฏิบัติขั้นตอนป้องกันการติดเชื้อต่อไป แม้ว่าจะเป็นช่วงหลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

เมื่อเดือนมีนาคม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐได้แนะนำว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแม้ในระดับต่ำก็ตาม และผู้คนเหล่านี้ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2564)

ผู้ที่แพ้อาหารหรือผู้ที่เป็นไข้ละอองฟางหรือภูมิแพ้ละอองเกสรสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ส่งแนวทางสำหรับการประเมินก่อนการฉีดวัคซีนไปยังทางการท้องถิ่นต่าง ๆ โดยระบุว่าผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เช่นไข้ละอองฟาง, โรคผิวหนังอักเสบเหตุภูมิแพ้, โรคหืดหลอดลม หรือแพ้อาหาร อาจเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ แต่ได้เตือนให้ระมัดระวังสำหรับผู้คนที่เกิดอาการแพ้เพียงไม่นานหลังจากสัมผัสถูกสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แนวทางดังกล่าวระบุว่าควรเฝ้าระวังบุคคลเหล่านี้ 30 นาทีหลังฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังเรียกร้องให้แพทย์ยืนยันว่าบุคคลผู้นั้นเคยมีประวัติการแพ้ยาและอาหารอย่างรุนแรงมาก่อนหรือไม่ ผู้ที่เคยเกิดการแพ้อย่างรุนแรงต่อส่วนผสมที่อยู่ในวัคซีนไม่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องระวังว่ามีบางคนที่ไม่ทราบว่าตนเองแพ้โพลีเอธิลีนไกลคอล ซึ่งเป็นส่วนผสมในวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ โพลีเอธิลีนไกลคอลใช้ในผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น ยา, ผงซักฟอก และเครื่องสำอาง

มีการเรียกร้องให้แพทย์ตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าผู้เข้ารับวัคซีนจะไม่มีอาการแพ้ต่อสารดังกล่าว

ทางกระทรวงได้แจ้งไปยังทางการท้องถิ่นว่าผู้ที่เคยเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลันหรือแอนาฟิแล็กซิส หลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก ไม่ควรเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนซิโนฟาร์มเป็นอย่างไร

ซิโนฟาร์มซึ่งเป็นบริษัทยาของรัฐบาลจีนกำลังพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตาย โดยเป็นการใช้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ตายแล้วในกระบวนการพัฒนาวัคซีน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของซิโนฟาร์มระบุว่ากำลังมีการฉีดวัคซีนนี้ในจีนและประเทศอื่น ๆ และวัคซีนดังกล่าวอยู่ในขั้นสุดท้ายของการทดลองทางคลินิก ทางบริษัทแสดงข้อมูลอัตราประสิทธิผลของวัคซีนดังกล่าวว่าอยู่ที่ร้อยละ 86 ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และร้อยละ 79.34 ในจีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนสปุตนิก วี ของรัสเซียเป็นอย่างไร

ศูนย์ระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติกามาเลยาได้ประกาศผลการทดลองทางคลินิกของวัคซีนสปุตนิก วี ที่ผลิตในรัสเซีย โดยระบุว่าในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดลอง 19,866 คน มีการยืนยันอาการของโรคโควิด-19 ในผู้คน 16 คนจากจำนวน 14,964 คนที่ได้รับวัคซีนจริง และมีการยืนยันอาการโรคโควิด-19 ในผู้คน 62 คนจาก 4,902 คนที่ได้รับวัคซีนหลอก ทางศูนย์ระบุว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลร้อยละ 91.6

ทางศูนย์กล่าวว่ามีผู้คน 20 คนที่เกิดอาการรุนแรงแต่ทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอก และว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลร้อยละ 100 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหลังจากที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว 21 วัน ทั้งนี้ ในรัสเซียและประเทศอื่น ๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการฉีดวัคซีนสปุตนิก วี

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 เมษายน 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากบริษัทโนวาแวกซ์เป็นอย่างไร

โนวาแวกซ์ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐได้ประกาศผลการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการในอังกฤษ โดยระบุว่าในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดลองกว่า 15,000 คน มีการยืนยันอาการของโรคโควิด-19 ในผู้คน 6 คนซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนจริง และ 56 คนที่ได้รับวัคซีนหลอก ทางบริษัทระบุว่าวัคซีนของตนมีประสิทธิผลร้อยละ 89.3

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน 2564)

มาตรการใหม่เพื่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจังหวัดโอซากา, เฮียวโงะ และมิยางิ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะใช้มาตรการต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แบบใหม่สำหรับจังหวัดโอซากา, เฮียวโงะ และมิยางิ โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 5 เมษายน คำถามคือมาตรการลักษณะใดที่จะนำมาใช้ตามแผนนี้และมาตรการดังกล่าวจะต่างจากตอนที่เคยประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินอย่างไร

มาตรการใหม่นี้อิงจากกฎหมายฉบับแก้ไขว่าด้วยมาตรการพิเศษเพื่อต้านไวรัส ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 กฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้ใช้มาตรการต้านไวรัสแบบเข้มข้นได้ แม้ในช่วงที่ไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ ภาวะฉุกเฉินนั้นมีเป้าหมายครอบคลุมระดับจังหวัด แต่แผนการใหม่จะเปิดทางให้ผู้ว่าการของจังหวัดที่รัฐบาลกำหนด สามารถระบุเป้าหมายเทศบาลแบบเฉพาะเจาะจง

ภายใต้มาตรการใหม่นี้จะเหมือนกับการใช้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ผู้ว่าการจังหวัดสามารถขอให้บรรดาธุรกิจลดเวลาเปิดทำการลงและหากธุรกิจเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตาม ก็สามารถออกคำสั่งเพื่อให้ปฏิบัติตามได้ ทางการท้องถิ่นสามารถเปิดเผยชื่อของธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตาม

เจ้าหน้าที่สามารถไปตรวจสอบยังสถานที่ต่าง ๆ ได้หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ทางการท้องถิ่นไม่สามารถขอให้ธุรกิจต่าง ๆ ปิดทำการชั่วคราวได้ ซึ่งหากอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินนั้น สิ่งนี้สามารถทำได้

ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ธุรกิจที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือปฏิเสธไม่ให้มีการตรวจสอบสถานที่โดยขาดเหตุผลที่เหมาะสม อาจถูกปรับเป็นเงินสูงสุด 200,000 เยน หรือราว 60,000 บาท แต่หากเป็นภาวะฉุกเฉินนั้น ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นเงินสูงสุด 300,000 เยน หรือเกือบ 90,000 บาท

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นอย่างไร

จอห์นสันแอนด์จอห์นสันซึ่งเป็นบริษัทยาชั้นนำของสหรัฐระบุในรายงานผลระยะกลางของการทดลองทางคลินิกที่มีผู้คน 43,783 คนเข้าร่วม ว่ามี 468 คนจากจำนวนดังกล่าวที่เกิดอาการโรคโควิด-19

วัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นฉีดแค่ครั้งเดียว ทางบริษัทระบุว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิผลร้อยละ 66 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการระดับปานกลางถึงร้ายแรง หลังจากฉีดวัคซีน 28 วัน นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลร้อยละ 85 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้ายแรง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกาเป็นอย่างไร

แอสตราเซเนกา บริษัทยาของอังกฤษประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคมว่า จากจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายในสหรัฐ, ชิลี และเปรู 32,449 คน มี 190 คนที่เกิดอาการของโรคโควิด-19 และได้เปรียบเทียบข้อมูลของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนจริงกับผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอก ทางบริษัทระบุว่าวัคซีนของตนมีประสิทธิผลร้อยละ 76 ในการป้องกันการเกิดอาการจากโรคโควิด-19

แอสตราเซเนกาได้ลดอัตราประสิทธิผลของวัคซีนลงมาร้อยละ 3 จุด หลังจากที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐได้เรียกร้องให้ทางบริษัทเปิดเผยข้อมูลล่าสุด

สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐระบุว่าการวิเคราะห์ผลระยะกลางของแอสตราเซเนกาอาจมีการนำข้อมูลเก่ามารวมด้วย ซึ่ง "อาจทำให้การประเมินผลของวัคซีนขาดมุมมองที่ครบถ้วน"

แอสตราเซเนการะบุว่ามีกรณีของผู้ป่วยอาการหนัก 8 คน แต่ทั้ง 8 คนนี้เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอก ด้วยเหตุนี้จึงระบุว่าวัคซีนของตนมีประสิทธิผลร้อยละ 100 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการหนัก

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนจากบริษัทโมเดอร์นาเป็นอย่างไร

ผลการทดลองทางคลินิกที่เปิดเผยโดยโมเดอร์นา บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐแสดงให้เห็นว่า มีผู้คน 30,420 คน ที่เข้าร่วมในขั้นสุดท้ายของการทดลองทางคลินิกสำหรับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของทางบริษัท และว่าผู้เข้าร่วมการทดลอง 15,210 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนจริงนั้น มี 11 คนที่แสดงอาการของโรคโควิด-19 ขณะที่ผู้คน 15,210 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนหลอก มี 185 คนที่แสดงอาการของโรคโควิด-19 ทางบริษัทจึงระบุว่าอัตราประสิทธิผลของวัคซีนนี้อยู่ที่ร้อยละ 94.1

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2564)

ประสิทธิผลของวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันโดยไฟเซอร์ บริษัทยาของสหรัฐกับไบออนเทค บริษัทของเยอรมนีผู้เป็นหุ้นส่วน

รายงานผลการทดลองทางคลินิกของวัคซีนดังกล่าวระบุว่า มีผู้คน 43,448 คน ที่เข้าร่วมในการทดลองขั้นสุดท้าย

ประสิทธิผลของวัคซีนนี้ประเมินโดยการเปรียบเทียบกลุ่มของผู้คนที่ได้รับวัคซีนจริงกับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับวัคซีนหลอก

ในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้คน 18,198 คนจากจำนวน 21,720 คนที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ติดเชื้อโรคโควิด-19 และได้เข้ารับวัคซีน พบว่าหลังการทดลองทางคลินิก มีผู้คน 8 คนที่เกิดอาการจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในบรรดาผู้คน 18,325 คนจากจำนวน 21,728 คนที่ได้รับวัคซีนหลอกนั้น มี 162 คนที่เกิดอาการจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นี่จึงหมายความว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลร้อยละ 95 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโรคโควิด-19

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2564)

วัคซีนของบริษัทต่าง ๆ และประสิทธิผลของวัคซีนเหล่านั้น

ผู้พัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลายรายได้เปิดเผยผลการทดลองทางคลินิก เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัคซีนของตนมีประสิทธิผลอย่างไรบ้าง

มีการประเมินประสิทธิผลของวัคซีนด้วยการเปรียบเทียบกลุ่มของผู้คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนของบริษัทนั้น ๆ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับวัคซีนหลอก

หากสัดส่วนของผู้ที่เกิดอาการจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนหลอก ก็เท่ากับว่าวัคซีนนั้นมีประสิทธิผลในการป้องกันการเกิดโรค

วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างไฟเซอร์ บริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐกับไบออนเทค บริษัทของเยอรมนีผู้เป็นหุ้นส่วน และวัคซีนที่พัฒนาโดยโมเดอร์นา บริษัทผู้ผลิตยาอีกรายหนึ่งของสหรัฐนั้น มีประสิทธิผลกว่าร้อยละ 90 ในการทดลองทางคลินิกที่มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน

วัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาคือวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ลงนามในสัญญาแล้ว

อัตราของประสิทธิผลที่มากกว่าร้อยละ 90 หมายความว่าอย่างไร ลองนึกดูว่าผู้คน 100 คนเกิดอาการต่าง ๆ หลังผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งนับจากที่ได้รับวัคซีนหลอก ขณะที่ผู้คนไม่ถึง 10 คนที่ได้รับวัคซีนจริง เกิดอาการต่าง ๆ หลังจากผ่านช่วงเวลาหนึ่งไปเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขทั้งสองนี้แล้ว ก็สามารถลงความเห็นได้ว่าวัคซีนนี้สามารถยับยั้งไม่ให้เกิดอาการของโรคโควิด-19 ได้ในกลุ่มผู้คนกว่าร้อยละ 90

อย่างไรก็ตาม เราพึงทราบไว้ว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการป้องกัน เช่น สวมหน้ากากอนามัยและหลีกเลี่ยง 3 สิ่ง ได้แก่ สถานที่ปิด, สถานที่ที่มีผู้คนแออัด และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด แม้จะกำลังดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2564)

สถานการณ์ปัจจุบันของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์วาดะ โคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยชุมชนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสุขภาพและสวัสดิการ อธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในญี่ปุ่น โดยระบุว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับการติดเชื้อในญี่ปุ่น แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในต่างประเทศนั้น เราควรทราบไว้ว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์ทั้งหลายเป็นเรื่องยาก และว่าไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้จะกลายเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อในญี่ปุ่นด้วย

ศาสตราจารย์วาดะระบุว่าถ้าการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นไวรัสชนิดกลายพันธุ์ ก็อาจทำให้ความเร็วของการระบาดและจำนวนของผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่าการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ในระดับบุคคลนั้น ยังคงไม่ต่างไปจากการดำเนินมาตรการต้านไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่เขาระบุว่าผู้ที่รับผิดชอบด้านมาตรการต้านการติดเชื้อประจำหน่วยงานหลายหน่วยงานอาจถูกสับเปลี่ยนในช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่นี้ ทำให้การดำเนินมาตรการที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอในบางกรณีนั้นเป็นเรื่องยาก

เขากล่าวว่ากรณีเช่นว่านี้พบเห็นได้ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเขาเรียกร้องให้ใช้มาตรการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ในรูปแบบที่ราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะที่สถานพยาบาลดูแลผู้สูงอายุ สถาบันทางการแพทย์ และทางการท้องถิ่น

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์วาดะยังกล่าวด้วยว่าการส่งเสริมเรื่องตรวจติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญ และว่ารัฐบาลควรจัดทำกฎระเบียบที่สามารถตรวจไวรัสชนิดกลายพันธุ์จากตัวอย่างที่ได้จากการตรวจโดยสถาบันเอกชนได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2564)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ

ที่ญี่ปุ่นนั้น มีบุคคลคนหนึ่งซึ่งเดินทางจากฟิลิปปินส์มายังญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ไม่ใช่ชนิดที่พบในอังกฤษ, แอฟริกาใต้ หรือบราซิล ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้มีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า N501Y ตลอดจนการกลายพันธุ์ที่ส่วนหนามที่เรียกว่า E484K ซึ่งช่วยให้ไวรัสนี้หลบเลี่ยงการโจมตีจากสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีได้

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ที่เคยมีรายงานในฟิลิปปินส์เมื่อก่อนหน้านี้ สามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและว่าสามารถทำให้เกิดอันตรายได้มากเท่า ๆ กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดทั่วโลก

นับจนถึงวันที่ 3 มีนาคม ญี่ปุ่นได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์อีกชนิดหนึ่งเกือบ 400 คน ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบ E484K ไวรัสกลายพันธุ์นี้ไม่มีการกลายพันธุ์แบบ N501Y จึงไม่น่าจะแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่นักวิจัยระบุว่าการกลายพันธุ์ที่พบในบางกรณีดูเหมือนว่าเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นกำหนดให้ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้เป็น “ชนิดกลายพันธุ์ที่ต้องจับตา” โดยบรรดานักวิจัยกำลังศึกษาไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้เพิ่มเติมผ่านการวิเคราะห์ยีนและวิธีการอื่น ๆ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2564)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในบราซิล

มีรายงานไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ จากผู้เดินทางมาจากบราซิลคนหนึ่ง

เชื่อกันว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ปรากฏครั้งแรกในเมืองมาเนาส์ ทางตอนเหนือของบราซิล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปี 2563 นับจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ ว่ากันว่าร้อยละ 91 ของกรณีติดเชื้อที่มีรายงานในมาเนาส์นั้นเป็นการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ “แพร่เชื้อได้ง่ายกว่าชนิดกลายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ก่อนหน้านี้” และว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มี 32 ประเทศและดินแดนที่ได้รายงานกรณีติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์นี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าความเสี่ยงของการเกิดอาการรุนแรงจากไวรัสกลายพันธุ์นี้มี “ผลในวงจำกัด” และว่ามีรายงานการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์นี้ซ้ำ ทั้งนี้เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ตลอดจนชนิดกลายพันธุ์ที่มีรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้ มีการกลายพันธุ์ส่วนหนามที่เรียกว่า E484K ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีจากสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีได้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าผลกระทบของไวรัสกลายพันธุ์นี้ที่อาจเกิดขึ้นกับวัคซีนนั้นกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม 2564)

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่มีการยืนยันครั้งแรกในแอฟริกาใต้

คาดว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้นี้ปรากฏครั้งแรกเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมปี 2563 จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของแอฟริกาใต้เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนพบว่ากรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่เป็นไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้แพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสกลายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ก่อนหน้านี้ร้อยละ 50 และว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มีการตรวจพบไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้ใน 58 ประเทศและดินแดน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกระบุว่าไม่มีหลักฐานที่จะชี้ได้ว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการป่วยหนักมากกว่า

ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้มีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า E484K ซึ่งทำให้ไวรัสนี้สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่ผลิตในร่างกายของเรา และอาจทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะติดเชื้อซ้ำ

นอกจากนี้ก็ยังมีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสซึ่งถูกกระตุ้นโดยวัคซีนนั้น มีประสิทธิผลต่ำกว่าในการรับมือไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้ ด้านผู้ผลิตวัคซีนระบุว่าวัคซีนของพวกตนมีประสิทธิผลเพียงพอต่อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ แต่จะศึกษาเรื่องประสิทธิผลดังกล่าวต่อไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2564)

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่มีการยืนยันครั้งแรกในอังกฤษ

ไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้มีรายงานครั้งแรกในอังกฤษเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมปี 2563 แต่การวิเคราะห์ข้อมูลไวรัสต่อมาแสดงให้เห็นว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2563 เป็นอย่างเร็ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหภาพยุโรประบุว่าผลการศึกษาในหลายกรณีพบว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อนหน้านี้ ร้อยละ 36 ถึง 75

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม อังกฤษมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คน แต่จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คนเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม และในเดือนมกราคมนั้น มีบางวันที่มากกว่า 60,000 คน นักวิจัยเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มีการยืนยันไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้ใน 111 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

รัฐบาลอังกฤษคาดว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้อาจมีส่วนที่ทำให้การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า บรรดานักวิจัยกำลังศึกษาเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่านี้ แต่ข่าวดีก็คือคาดว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบสำคัญต่อประสิทธิผลของวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม 2564)

ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใดที่เราควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

มีการยืนยันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในกว่า 100 ประเทศและดินแดนทั่วโลก สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เกิดการกลายพันธุ์ในข้อมูลด้านพันธุกรรมประมาณ 2 ตำแหน่งต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ตามปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อความสามารถในการติดเชื้อและความสามารถในการทำให้เกิดโรคของไวรัสนี้

ทว่า การกลายพันธุ์สามารถทำให้ไวรัสชนิดกลายพันธุ์บางชนิดติดต่อได้ง่ายขึ้นหรือต้านทานการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น องค์การอนามัยโลกและรัฐบาลทั่วโลกระบุไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้ว่าเป็น “ชนิดกลายพันธุ์ที่น่ากังวลมากที่สุด” และยกระดับการเฝ้าติดตาม

มีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ 3 ชนิดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูง ได้แก่ ชนิดที่ปรากฏครั้งแรกในอังกฤษ, ชนิดที่ได้รับการยืนยันครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และชนิดที่กำลังแพร่ระบาดในบราซิล โดยไวรัสชนิดกลายพันธุ์เหล่านี้มีลักษณะการกลายพันธุ์ร่วมกันที่เรียกว่า N501Y

นักวิจัยคาดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตรงส่วนนูนของพื้นผิวของไวรัสช่วยให้มันเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ จึงทำให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2564)

อะไรคือลักษณะที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่

เมื่อประชากรซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหรือเชื้อโรคมีจำนวนมากพอในระดับหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อแต่การติดเชื้อนั้นไม่แพร่ไปยังผู้อื่น ลักษณะเช่นนี้ถึงจะเรียกว่าได้ “ภูมิคุ้มกันหมู่” แต่ทั้งนี้พึงทราบไว้ว่าสัดส่วนของผู้คนที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่นั้นแตกต่างกันไปโดยขึ้นอยู่กับประเภทของโรคติดเชื้อ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่ามีหลายกรณีที่วัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนป่วยหนัก แต่ไม่ได้มีผลเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งหมายความว่าภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้คนจำนวนมากที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่จากการฉีดวัคซีนในกรณีของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม 2564)

เราควรป้องกันตัวเองจากการหาผลประโยชน์ที่ฉ้อโกงและหลอกลวงเรื่องการฉีดวัคซีนได้อย่างไร

สำนักงานกิจการผู้บริโภคในญี่ปุ่นระบุว่ามีผู้คนซึ่งเคยรับสายโทรศัพท์ที่น่าสงสัยหรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจอันเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาขอคำปรึกษาจากทางสำนักงาน มีกรณีหนึ่งที่บุคคลท่านหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการท้องถิ่น โดยได้ขอให้โอนเงิน 100,000 เยนไปยังเลขบัญชีธนาคารที่กำหนดโดยทันทีเพื่อที่จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน มีรายงานว่าผู้ที่โทรศัพท์มานั้นกล่าวว่าจะจ่ายเงินคืนให้ในภายหลัง

อีกกรณีหนึ่งซึ่งอ้างอิงมาจากศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติระบุว่า มีผู้ที่ได้รับข้อความในนามของรัฐมนตรีผู้หนึ่ง ข้อความดังกล่าวเชิญชวนให้คลิกเข้าไปยัง URL เพื่อให้ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

เจ้าหน้าที่ของศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติกล่าวว่าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น ทางการท้องถิ่นจะไม่ขอให้มีการชำระเงิน และจะไม่โทรศัพท์รวมถึงส่งอีเมลเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว

ผลสำรวจของศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าผู้คนร้อยละ 80 ที่เคยเป็นเหยื่อหรือเคยพบปัญหาเกี่ยวกับการหลอกลวงสืบเนื่องจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบุว่า พวกตนคิดว่าจะไม่ตกเป็นเหยื่อเพราะพวกตนระมัดระวังตัวมากพอต่อการหลอกลวงดังกล่าว

ศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติให้บริการคำปรึกษาทางโทรศัพท์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้คนที่เคยรับโทรศัพท์หรืออีเมลที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นการหาผลประโยชน์จากการฉีดวัคซีน โดยบริการคำปรึกษาดังกล่าวดำเนินการเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

หมายเลขโทรศัพท์คือ 0120-797-188 โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2564)

เราสามารถติดเชื้อจากการเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่

การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากวัคซีนประเภทที่ใช้ในญี่ปุ่นซึ่งเป็น “วัคซีนจากยีน” นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

วัคซีนนี้มีส่วนประกอบสายของสารพันธุกรรมที่เรียกว่า mRNA ซึ่งรวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรมจาก “โปรตีนหนาม” ที่อยู่บนผิวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ mRNA จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อผลิตโปรตีนหนาม

ว่ากันว่า mRNA มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากขาดเสถียรภาพและเมื่อฉีดเข้าไปในรูปแบบของวัคซีนแล้ว ก็จะเจือจางไปในเวลาไม่นานและไม่เหลือค้างอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้ วัคซีนดังกล่าวจะไม่เข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ซึ่งมียีนของมนุษย์อยู่ในนั้นด้วย

มีกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากที่การฉีดวัคซีนทำให้เกิดโรคอย่างในกรณีของวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เช่น การฉีดวัคซีนต้านโรคโปลิโอ วัคซีนชนิดนี้ใช้ไวรัสเป็นที่อ่อนฤทธิ์แล้ว

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทั้งหมดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยจากความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีชนิดใดที่เป็นวัคซีนแบบเชื้อเป็น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564)

การฉีดวัคซีนไปยังกล้ามเนื้อซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากใช่หรือไม่

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่ใช้วิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทว่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากเสมอไป ด้วยวิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อนั้น ตัววัคซีนจะถูกส่งไปยังกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง จะมีการแทงเข็มฉีดยาทำมุม 90 องศาไปที่ต้นแขน

ที่ญี่ปุ่นนั้น การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังซึ่งเป็นการฉีดเข้าไปยังชั้นที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อนั้น เป็นที่แพร่หลายมากกว่าสำหรับการฉีดวัคซีนต่าง ๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่คาดว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะทำให้ตัววัคซีนถูกดูดซึมได้เร็วกว่า

ศาสตราจารย์โอกาดะ เคนจิ จากวิทยาลัยพยาบาลฟูกูโอกะและเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมวัคซีนวิทยาแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่าที่ต่างประเทศนั้น การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเป็นวิธีทั่วไปที่ใช้สำหรับการฉีดวัคซีน และว่าไม่ใช่ว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกกรณีจะเจ็บปวดมากกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

ศาสตราจารย์โอกาดะกล่าวว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่อยู่ในวัคซีน และว่าความรู้สึกเจ็บปวดนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เขากล่าวด้วยว่าที่ผ่านมามีรายงานจากประเทศต่าง ๆ ว่าวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดตรงจุดที่ฉีดวัคซีนมากกว่าการฉีดวัคซีนอื่น ๆ และว่าเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขควรอธิบายให้ครบถ้วนเพื่อให้ผู้เข้ารับวัคซีนเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันก็แนะนำให้ผู้เข้ารับวัคซีนพยายามเบี่ยงเบนตนเองจากเข็มฉีดยาและพุ่งความสนใจไปที่อื่นแทน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2564)

ลังเลว่าควรฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ จะทำอย่างไรดี ตอนที่ 2

คุณโอกาเบะ โนบูฮิโกะ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถาบันสาธารณสุขแห่งเมืองคาวาซากิ และยังเป็นสมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า นับจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าวัคซีนดังกล่าวยังไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากังวลอย่างยิ่งยวด เมื่อดูจากข้อมูลที่ได้จากการทดลองทางคลินิกและข้อมูลจากประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการฉีดวัคซีน

เขากล่าวว่าเมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนอื่น ๆ วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากกว่าขณะที่ฉีด และมีอาการบวมตรงบริเวณที่ฉีดนานกว่า อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าจากข้อมูลที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่าอาการเหล่านี้มักหายไปหลังผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง

คุณโอกาเบะกล่าวว่าควรจัดทำระบบที่เปิดทางให้ผู้คนได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือขอรับการดูแลทางการแพทย์เมื่อพวกเขารู้สึกกังวล

เขากล่าวว่าหากมีคนมาถามเขาว่าเขาจะเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ เขาจะตอบว่า ใช่ และว่าเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เราอาจมีอาการเล็กน้อยแต่ก็อาจป่วยหนักได้เช่นเดียวกัน เขากล่าวว่าเมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงที่จะป่วยหนักจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงจากวัคซีนนั้น เขาเชื่อว่าประโยชน์ของวัคซีนที่ช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ มีมากกว่าความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียง

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าบางคนไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้แม้ว่าพวกเขาอยากทำเช่นนั้น เนื่องจากเงื่อนไขด้านสุขภาพ และบางคนปฏิเสธที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าควรเคารพการตัดสินใจส่วนบุคคล

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 มีนาคม 2564)

ลังเลว่าควรฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ จะทำอย่างไรดี ตอนที่ 1

ปัจจุบันมีข้อมูลหลากหลายเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ผู้คนลังเลว่าควรฉีดวัคซีนดังกล่าวหรือไม่

ศาสตราจารย์อิชิอิ เคน จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักวิจัยแนวหน้าด้านวัคซีน โดยมีประสบการณ์การทำงานที่สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐหรือ FDA ในการตรวจสอบการทดลองทางคลินิกของวัคซีนต่าง ๆ เขาได้แสดงความเห็นเรื่องวัคซีนที่มีแผนนำมาใช้ในญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนทั้งหมดได้รับการรองรับจากข้อมูลที่โปร่งใส และว่าดูเหมือนว่าวัคซีนเหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไร เขากล่าวว่าก่อนหน้านี้เขากังวลเรื่องการพัฒนาวัคซีนอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากได้เห็นจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกพอสมควร ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำแล้ว เขาก็เลยได้ข้อสรุปว่าไม่มีปัญหาอะไร

เขากล่าวว่าเขาไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลข้างเคียงระยะยาวจากวัคซีนดังกล่าว และว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ก็ตามในช่วงหลายปีของการฉีดวัคซีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นอกจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจทราบได้ในช่วงหลายปีผ่านไปนั้น ข้อมูลทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว

เขากล่าวว่าประโยชน์ของการฉีดวัคซีนมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสนี้และเกิดอาการร้ายแรงขึ้นมา

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าขณะนี้วัคซีนก็พร้อมใช้งานแล้ว บุคคลทั่วไปตลอดจนสังคมโดยรวมกำลังเผชิญคำถามว่าควรเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ เขาระบุว่าจากมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ เขายังแนะนำว่าสมาชิกของครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเอง และว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อยังคงมีอยู่หากผู้คนเลือกจะไม่ฉีดวัคซีน

เขากล่าวว่าการจะฉีดวัคซีนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับท่านเอง แต่ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงสมาชิกในครอบครัวและผู้คนรอบข้าง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคม 2564)

หลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัย, หลีกเลี่ยงสถานที่ปิด, สถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อต้านไวรัสหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าผู้คนต้องปฏิบัติมาตรการเหล่านี้ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีการยืนยันถึงประสิทธิผลของการฉีดวัคซีนในสังคม

วัคซีนซึ่งได้นำมาฉีดในญี่ปุ่นนั้น ได้รับการยืนยันประสิทธิภาพร้อยละ 95 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่าง ๆ ระหว่างการทดลองทางคลินิก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการทั้งหมดได้

นอกจากนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัคซีนสามารถป้องกันไม่ให้ผู้คนติดเชื้อไวรัสได้หรือไม่ แม้หลังจากการฉีดวัคซีนแล้วก็อาจติดเชื้อได้ แต่การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่าง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าหากไม่ดำเนินมาตรการต้านไวรัส เราก็อาจมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายไวรัสได้

การฉีดวัคซีนได้เริ่มขึ้นแล้วทั่วโลกเพียงเมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ระบุว่า จะต้องใช้ข้อมูลมากกว่านี้เพื่อยืนยันว่าประสิทธิผลของวัคซีนนั้นคงอยู่ได้นานหรือไม่

CDC และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ระบุว่าหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ผู้คนควรสวมหน้ากากอนามัย, ใช้วิธีการฆ่าเชื้อโรค, หลีกเลี่ยงสถานที่ปิดที่มีผู้คนหนาแน่น และดำเนินมาตรการต้านไวรัสอื่น ๆ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2564)

สามารถรับประทานยาบรรเทาปวดหรือยาลดไข้หากมีไข้หรือรู้สึกปวดหลังการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

เป็นที่ทราบกันว่าบางคนมีไข้หรือรู้สึกปวดหลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในหลายกรณีอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายใน 1 หรือ 2 วันหลังฉีดวัคซีน ตามปกติแล้วจะมีอาการแค่ไม่กี่วัน

เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ “ควรรับประทานยาบรรเทาปวดหรือยาลดไข้ที่เหมาะสมและดูอาการ 2-3 วัน”

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีไข้นานเกิน 2 วัน หรือมีอาการรุนแรงหรือเกิดอาการที่ยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน ควรไปพบแพทย์

นากายามะ เท็ตสึโอะ ศาสตราจารย์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพิเศษแห่งมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัคซีน กล่าวว่าอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้และปวด เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันทำงาน และว่าการรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวดจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

เขากล่าวว่าหากมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียสหรือเจ็บปวดรุนแรง ก็ควรรับประทานยาลดไข้หรือยาบางประเภทเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐตอบคำถามที่ว่าควรรับประทานยาลดไข้หรือยาเพื่อต้านความเจ็บปวดก่อนการฉีดวัคซีนหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่แนะนำ” ให้ทำเช่นว่านี้ เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ายาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตัววัคซีนอย่างไร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 มีนาคม 2564)

หญิงตั้งครรภ์ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่

สมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น และสมาคมสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนมกราคมปี 2564 เกี่ยวกับว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่น่าจะส่งผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์อย่างไร

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่ทำให้เสียชีวิตในช่วงการทดลองทางคลินิก แต่นโยบายด้านการฉีดวัคซีนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยสหรัฐระบุว่าไม่ควรกันหญิงตั้งครรภ์ออกจากการฉีดวัคซีน ขณะที่อังกฤษไม่แนะนำหญิงตั้งครรภ์ให้เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ

สมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น และสมาคมสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นสรุปว่า ในประเด็นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของหญิงตั้งครรภ์นั้น ไม่ว่าจะเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน, ผลข้างเคียงทั้งระยะกลางและระยะยาว และเรื่องที่ว่าจะเกิดผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดหรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด

สมาคมดังกล่าวระบุว่าพวกตนไม่ได้กันหญิงตั้งครรภ์ออกจากการฉีดวัคซีน แต่ในกรณีที่ผู้หญิงเหล่านี้จะเข้ารับการฉีดวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ควรให้คำแนะนำอย่างเพียงพอและตรวจทารกในครรภ์ก่อนและหลังการฉีดวัคซีน

ทางสมาคมยังแนะนำให้ผู้หญิงที่ต้องการจะมีลูกเข้ารับการฉีดวัคซีน และหากเป็นไปได้ก็ควรฉีดวัคซีนก่อนจะตั้งครรภ์ โดยขอให้ไปปรึกษาสูติแพทย์และนรีแพทย์ก่อนล่วงหน้า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 มีนาคม 2564)

หากเคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 แล้ว จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

ก่อนหน้านี้ เราเคยรายงานว่าองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนในกรณีเช่นว่านี้ นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ก็กำลังเรียกร้องให้ผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 แล้วเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

เว็บไซต์ของ CDC ระบุถึงวัคซีนประเภท mRNA ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และวัคซีนของบริษัทโมเดอร์นาซึ่งในสหรัฐนั้นกำลังใช้วัคซีนนี้ฉีดให้แก่ผู้คน โดยอธิบายว่าข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าวัคซีนเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 มาก่อน

เว็บไซต์ของ CDC ระบุว่า “ท่านควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 มาก่อนหรือไม่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบว่าหลังหายจากโรคโควิด-19 แล้ว ท่านจะได้รับการคุ้มกันไม่ให้ป่วยไปอีกนานแค่ไหน” และว่าระดับของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ได้มาจากการติดเชื้อนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

CDC ระบุว่า “หากท่านเคยเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยสารภูมิต้านทานโมโนโคลนหรือโมโนโคลนัล แอนติบอดี หรือพลาสมาจากเลือดของผู้ป่วยที่หายแล้วหรือที่เรียกว่าคอนวาเลสเซนต์ พลาสมา ท่านควรรอ 90 วันก่อนเข้ารับวัคซีนโควิด-19” และว่าท่านควรปรึกษาแพทย์ของท่าน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2564)

การฉีดวัคซีนสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิสได้หรือไม่

มีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิส ซึ่งเกิดหลังจากฉีดวัคซีนในสหรัฐและประเทศอื่น ๆ ที่ได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนไปแล้วเมื่อช่วงก่อนหน้านี้

รายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ระบุว่า เกิดกรณีแอนาฟิแล็กซิส 21 กรณีหลังการฉีดเข็มแรกของวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทคเกือบ 1,900,000 ขนาดยา ระหว่างวันที่ 14 ถึง 23 ธันวาคมปี 2563

นอกจากนี้ CDC ยังรายงานว่าตรวจพบกรณีแอนาฟิแล็กซิส 10 กรณีหลังจากการฉีดเข็มแรกของวัคซีนจากบริษัทโมเดอร์นาไปประมาณกว่า 4,000,000 ขนาดยาเศษ ระหว่างวันที่ 21 ธันวาคมปี 2563 ถึง 10 มกราคมปี 2564

CDC ระบุว่ากรณีแอนาฟิแล็กซิสส่วนมากนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีประวัติอาการแพ้มาก่อนและว่าคนกลุ่มนี้ที่สามารถตรวจติดตามข้อมูลได้นั้น หายจากอาการแอนาฟิแล็กซิสทุกคน

CDC กล่าวว่าแอนาฟิแล็กซิสเกิดขึ้นน้อยมากหลังการฉีดวัคซีน แต่กรณีเช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและต้องเข้ารับการรักษาทันที

CDC ระบุว่าสถานที่ฉีดวัคซีนควรมีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อรับประกันว่าใครก็ตามที่สงสัยว่าเกิดปฏิกิริยาแอนาฟิแล็กซิส จะสามารถเข้ารับการรักษาโดยทันที ยกตัวอย่างเช่นการฉีดเอพิเนฟริน เป็นต้น และว่าผู้เข้ารับวัคซีนทุกคนควรได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการดูแลทางการแพทย์โดยทันที หากว่ามีสัญญาณหรืออาการแพ้หลังออกมาจากสถานที่ฉีดวัคซีน

แอนาฟิแล็กซิสเป็นปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรง แต่แพทย์ระบุว่าอาการนี้แทบจะไม่นำไปสู่การเสียชีวิตหากได้รับการรักษาโดยทันที ซึ่งรวมถึงการฉีดเอพิเนฟรินด้วย

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นอธิบายไว้บนเว็บไซต์ของทางกระทรวงว่า สถานที่ฉีดวัคซีนและสถาบันทางการแพทย์มีการติดตั้งอุปกรณ์รักษาทางการแพทย์ที่จำเป็นรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับมือกรณีที่เกิดแอนาฟิแล็กซิสได้โดยทันที หลังจากการฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564)

มีมาตรการช่วยเหลือสำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนหรือไม่

รัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำระบบสำหรับให้ความช่วยเหลือผู้คนที่เกิดอาการข้างเคียง โดยกฎหมายการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นครอบคลุมผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์หรือมอบเงินช่วยเหลือกรณีที่ทุพพลภาพให้แก่ผู้ที่เกิดผลข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564)

เกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนหรือไม่ และมีผู้เสียชีวิตหรือไม่

ผลข้างเคียงสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับวัคซีนใดก็ตาม และก็มีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐระบุว่า ปฏิกิริยาที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดจากวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างไฟเซอร์ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐกับไบออนเทค บริษัทของเยอรมนี และวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐนั้น คืออาการเจ็บและบวม, มีรอยแดง, รู้สึกหนาว, อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ

ตามปกติแล้วปฏิกิริยาเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน 1 หรือ 2 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีนและมักจะหายไปภายในไม่กี่วัน นอกจากนี้ ก็ยังมีรายงานอาการระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรงซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย แต่กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก

จากรายงานเกี่ยวกับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทค ซึ่งอ้างอิงจากแถลงการณ์สำหรับสื่อมวลชนของทางบริษัทและการทดสอบทางคลินิกระบุว่า กลุ่มอาการหนักนั้นรวมถึงอาการอ่อนเพลียร้อยละ 3.8 และอาการปวดศีรษะร้อยละ 2

ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมการทดลองทางคลินิก 40,000 คน มีผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 คนเสียชีวิต แต่ก็มีผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอกเสียชีวิต 4 คน ด้วยเหตุนี้รายงานจึงระบุว่าการเสียชีวิตดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564)

มีผลข้างเคียงอะไรบ้างจากวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทค

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสหรัฐได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายงานเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทค

ผลการศึกษาข้อมูลจากผู้คนราว 997,000 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก มีรายงานว่าร้อยละ 67.7 รู้สึกเจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน ร้อยละ 28.6 รู้สึกอ่อนเพลีย ร้อยละ 25.6 ปวดศีรษะ ร้อยละ 17.2 ปวดกล้ามเนื้อ ร้อยละ 7.4 มีไข้ ร้อยละ 7.1 ปวดตามข้อต่อ ร้อยละ 7.0 รู้สึกหนาว ร้อยละ 7.0 รู้สึกคลื่นไส้ และร้อยละ 6.8 มีอาการบวม นอกจากนี้ก็มีรายงานว่าเกิดการแพ้อย่างรุนแรงด้วย

ผลการศึกษาวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทคจำนวน 9,943,247 ขนาดยา ที่ฉีดให้แก่ผู้คนนับจนถึงวันที่ 18 มกราคมพบว่า มีรายงานปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิส 50 กรณี คิดเป็นอัตรา 1.0057 ต่อการฉีดวัคซีน 200,000 ขนาดยา

ปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนอายุ 26 ถึง 63 ปี โดยค่ากลางของอายุคือ 38.5 ปี ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนผู้หญิงร้อยละ 94 โดยร้อยละ 74 ของการเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงจะอยู่ในช่วง 15 นาทีนับจากการฉีดวัคซีน และร้อยละ 90 อยู่ในช่วง 30 นาที

มีรายงานว่าร้อยละ 80 ของปฏิกิริยาแพ้รุนแรงนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนที่เคยมีประวัติการแพ้มาก่อน เช่น การแพ้ยาหรืออาหาร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564)

ปัญหาสุขภาพในลักษณะใดบ้างที่ควรระวังทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

อาจมีหลายกรณีที่ผู้คนรู้สึกไม่สบายซึ่งก็จะมีการแนะนำไม่ให้เข้ารับวัคซีน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเรียกร้องให้ผู้ที่มีไข้สูง 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือรู้สึกไม่สบาย ให้งดเว้นจากการไปเข้ารับวัคซีน สำหรับผู้คนที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ที่เข้ารับการรักษาทางการแพทย์อยู่ในปัจจุบัน ทางกระทรวงแนะนำให้ขอรับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อตรวจประเมินก่อนการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังเรียกร้องให้ผู้เข้ารับวัคซีนยังคงอยู่ที่สถานที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 15 นาทีหลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอาการแพ้ ทางกระทรวงระบุว่าในกรณีที่เกิดอาการผิดปกติขึ้น ผู้เข้ารับวัคซีนควรติดต่อแพทย์ หลังจากฉีดวัคซีนแล้วสามารถอาบน้ำได้ แต่ให้ระมัดระวังการถูตัวบริเวณที่ฉีดวัคซีน และควรงดเว้นจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงในวันที่ฉีดวัคซีน

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านวัคซีนกล่าวว่าสามารถอาบน้ำหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะได้ (แต่การดื่มหนักเกินไปทำไม่ได้อย่างแน่นอน)

อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังว่าอาจเกิดอาการเวียนศีรษะหรือหายใจถี่เนื่องจากกลัวการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้ารับวัคซีนคนอื่น ๆ เป็นกังวลหากเกิดเรื่องนี้ขึ้นที่สถานที่ฉีดวัคซีนให้แก่ผู้คนจำนวนมาก

คุณโอกาเบะ โนบูฮิโกะ ผู้อำนวยการสถาบันสาธารณสุขแห่งเมืองคาวาซากิ ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะทำงานรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า การจัดเตรียมระบบเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีนมีไว้สำหรับป้องกันตัวเราเองจากไวรัส หรือมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสมีอาการป่วยรุนแรง

มองกันว่าวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นช่วยป้องกันผู้ป่วยจากอาการต่าง ๆ หรือป้องกันไม่ให้มีอาการรุนแรง มากกว่าที่จะช่วยป้องกันพวกเราจากไวรัสนี้

คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว เราคาดหวังให้วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อ, ช่วยไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่าง ๆ หรือไม่ให้เกิดอาการรุนแรง และช่วยให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่

ทั้งนี้ เป็นการยากที่จะระบุว่าวัคซีนประเภทใดประเภทหนึ่งใช้ได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการ นอกจากนี้ ก็ยังต้องวิเคราะห์ข้อมูลของเซลล์โดยละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าไวรัสได้เข้ามาในร่างกายมนุษย์แล้วหรือไม่

องค์การเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ หรือ PMDA ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบยาในญี่ปุ่นระบุว่า เมื่อครั้งที่ทางองค์การประเมินวัคซีนต่าง ๆ สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น การวิจัยทางคลินิกเป็นสิ่งจำเป็นในเชิงหลักการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้เกิดอาการต่าง ๆ

การทดลองทางคลินิกในสหรัฐและยุโรปได้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงได้อย่างไรด้วย องค์การ PMDA จึงรวมเรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการรุนแรงไว้ในเกณฑ์ที่ใช้ประเมินวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วย

การทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ก็เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังว่าจะได้จากการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประมาณว่าการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลกได้นั้น ประชากรโลกกว่าร้อยละ 70 จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน WHO ระบุว่าดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นภายในสิ้นปี 2564

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีน mRNA คืออะไร

มีการใช้ “วัคซีนจากยีน” ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารพันธุกรรมจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเชิงพาณิชย์กันแล้ว เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ญี่ปุ่นได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยใช้วัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทไฟเซอร์ของสหรัฐกับไบออนเทคของเยอรมนี วัคซีนนี้และวัคซีนอีกชนิดหนึ่งซึ่งพัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐนั้น ล้วนเป็นวัคซีน mRNA ที่ใช้ส่วนประกอบของสารพันธุกรรมของไวรัส

วัคซีนนี้จะออกฤทธิ์โดยการฉีด mRNA ซึ่งมีข้อมูลทางพันธุกรรมจาก “โปรตีนตรงส่วนหนาม” ที่อยู่บนผิวของไวรัสนี้เข้าไปในร่างกายมนุษย์ mRNA จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อผลิตโปรตีนส่วนหนาม

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำงานโดยการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีจำนวนมากเพื่อต่อสู้กับโปรตีนหนามเหล่านี้ ทั้งนี้ สารภูมิต้านทานดังกล่าวจะทำหน้าที่โจมตีโดยทันทีที่มีไวรัสจริงเข้ามาสู่ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม mRNA ยังขาดเสถียรภาพและเมื่อฉีดเข้าไปในรูปแบบของวัคซีนแล้ว ก็จะเจือจางไปในเวลาไม่นานและไม่เหลือค้างอยู่ในร่างกาย

ว่ากันว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากวัคซีนนี้จะไม่เข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ซึ่งมียีนของมนุษย์อยู่ในนั้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564)

โรคประจำตัวใดบ้างที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ก่อน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ร่างรายชื่อของโรคประจำตัวต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและโรคไตเรื้อรัง, ความผิดปกติของทางเดินหายใจ, อาการป่วยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเช่น มะเร็ง และการหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลหรือไปพบแพทย์เป็นประจำเนื่องด้วยอาการเรื้อรังเหล่านี้ จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ป่วยต้องยื่นใบรับรองเกี่ยวกับโรคประจำตัวแต่อย่างใด โดยผู้ป่วยแค่กรอกข้อมูลลงไปในแบบสอบถาม

ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI อยู่ที่ 30 หรือมากกว่านั้น จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเช่นกัน โดยกลุ่มผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นที่จัดอยู่ในประเภทที่เป็นโรคอ้วนหรือมีโรคประจำตัวนั้น มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 8,200,000 คน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564)

ใครจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่าจะมีการให้วัคซีนเรียงตามลำดับของความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน จากนั้นจะตามด้วยกลุ่มผู้คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อด้วยกลุ่มผู้คนที่ทำงานที่สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุนั้น ทางกระทรวงมีแผนที่จะให้พวกเขาได้ฉีดวัคซีนพร้อมกันกับกลุ่มผู้สูงอายุ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแพทย์ไปฉีดวัคซีนที่สถานที่ดังกล่าวก็จะให้ดำเนินการไปในคราวเดียวกัน โดยทางกระทรวงระบุว่านี่เป็นการป้องกันการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่สถานที่แห่งนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ

เงื่อนไขที่ว่านี้รวมถึงการจัดแพทย์มาคอยตรวจติดตามสุขภาพของผู้สูงอายุที่สถานดูแลผู้สูงอายุเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีคนที่คอยสังเกตอาการของผู้สูงอายุหลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสถานที่แห่งนี้ก็จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

การฉีดวัคซีนนี้จะดำเนินการให้เฉพาะผู้ที่ต้องการจะได้รับวัคซีนเท่านั้น สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุบางส่วนอาจเป็นการยากที่จะยืนยันว่าต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ทางกระทรวงจะขอให้ครอบครัวของพวกเขาและแพทย์ช่วยเหลือในกระบวนการยืนยันดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564)

การฉีดวัคซีนตามสถานที่ต่าง ๆ ดำเนินการอย่างไร

การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้คนจำนวนมากนั้น ผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องนำบัตรที่เทศบาลส่งไปให้ตามบ้านมายังจุดรับรอง และยืนยันตัวตนด้วยการแสดงใบขับขี่, บัตรประกันสุขภาพ หรืออื่น ๆ

จากนั้นผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องกรอกแบบสอบถามเรื่องสุขภาพ, ประวัติทางการแพทย์ และให้แพทย์ตรวจร่างกายเพื่อตัดสินว่าพวกเขาสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

เมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้วไม่พบปัญหาอะไร ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ คาดว่าการฉีดวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 นาทีต่อคน

หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ก็จะได้รับใบรับรองที่มีข้อมูลระบุวันที่ฉีดวัคซีนและรายละเอียดของวัคซีนที่ได้รับ ใบรับรองนี้มีความจำเป็นสำหรับการเข้ารับวัคซีนครั้งที่ 2

สิ่งสำคัญก็คือผู้เข้ารับวัคซีนพึงทราบไว้ว่าหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว จะไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ได้ขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนอยู่ที่สถานที่รับวัคซีนในบริเวณที่จัดไว้เป็นการเฉพาะประมาณ 15 นาทีขึ้นไป เพื่อสังเกตอาการ

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกในการฉีดวัคซีนในต่างประเทศนั้น บางส่วนของผู้เข้ารับวัคซีนซึ่งเป็นชนิดที่จะนำมาใช้ในญี่ปุ่น มีรายงานอาการปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียหลังจากเข้ารับวัคซีน นอกจากนี้ ที่สหรัฐและประเทศอื่นทั่วโลกได้มีรายงานกรณีอาการแพ้ชนิดรุนแรงเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนนี้ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งจุดช่วยเหลือที่สถานที่ให้วัคซีนเพื่อดูแลผู้เข้ารับวัคซีนที่รู้สึกไม่สบายหลังฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564)

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในญี่ปุ่นดำเนินการที่ไหนและอย่างไร

เทศบาลทั้งหลายจะดำเนินการฉีดวัคซีนตามแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ผู้ที่เข้ารับวัคซีนจะสามารถไปยังเทศบาลที่พวกตนได้ลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ไกลบ้านเนื่องจากไปทำงานหรือกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้คนเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้รับวัคซีนที่เทศบาลแห่งอื่นได้

หน่วยงานเทศบาลจะจัดส่งบัตรที่ต้องใช้เพื่อเข้ารับวัคซีนผ่านทางไปรษณีย์ไปตามที่อยู่บ้าน หากท่านนำบัตรนี้ไปยังสถานที่ฉีดวัคซีน ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องนัดหมายล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์และวิธีการอื่น สถานที่ฉีดวัคซีนนั้นจะเป็นสถาบันทางการแพทย์, ศูนย์ชุมชน และโรงยิม เป็นต้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564)

ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนโควิด-19 มีระยะเวลานานเท่าใด

ที่ผ่านมามีการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 หลายประเภททั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ แต่เรายังไม่ทราบว่าวัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิผลนานแค่ไหน เพราะการทดลองทางคลินิกและการฉีดวัคซีนในประเทศต่าง ๆ เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า วัคซีนเหล่านี้น่าจะได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงกล่าวว่า ไวรัสกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นปกติ และการกลายพันธุ์เล็กน้อยไม่น่าจะทำให้ประสิทธิผลของวัคซีนหมดไป

มีผลจากการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และวัคซีนอื่น ๆ ที่หาได้ในปัจจุบัน ได้สร้างสารภูมิต้านทานซึ่งสามารถต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ได้ด้วย เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกตนจะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนเหล่านี้ซึ่งรวมถึงประสิทธิผลที่มีต่อไวรัสชนิดกลายพันธุ์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564)

ทำไมการฉีดวัคซีนจึงจำเป็น

การฉีดวัคซีนมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ผู้คนมีภูมิคุ้มกันหรือเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น คาดว่าวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนเกิดอาการต่าง ๆ หรือป้องกันไม่ให้อาการร้ายแรง นอกจากนี้ คาดว่าวัคซีนจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคภัยในชุมชนทั้งหลาย

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผลของการทดลองทางคลินิกในต่างประเทศได้แสดงให้เห็นว่า วัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีประสิทธิผลในการป้องกันไม่ให้อาการร้ายแรงและยังป้องกันอาการต่าง ๆ เช่น เป็นไข้

หากผู้คนจำนวนมากเข้ารับวัคซีนก็จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ได้ และจะช่วยบรรเทาภาระของระบบทางการแพทย์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีนสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

ชาวต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่นสามารถเข้ารับวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เขตเทศบาลเมืองซึ่งพวกเขาลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย

โครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นมีกำหนดเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ การฉีดวัคซีนจะเริ่มฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ ตามด้วยกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังและอื่น ๆ โดยคาดว่าการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุจะเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน

ส่วนสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนนั้น ตามหลักการแล้วจะจัดตั้งในเขตเทศบาลเมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนไปลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะส่งบัตรและเอกสารสำหรับการเข้ารับวัคซีนไปยังบ้านเรือนของผู้คน โดยการฉีดวัคซีนดังกล่าวไม่เก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564)

จะสมัครโครงการเงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานได้อย่างไรและจะไปยื่นเรื่องที่ใด

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับการมอบเงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยหัวข้อคือจะสมัครโครงการนี้ได้อย่างไรและจะไปยื่นเรื่องที่ใด

โครงการนี้มีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่ถูกนายจ้างสั่งให้หยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ดังกล่าว และนายจ้างไม่จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนด ผู้ฝึกอบรมทางเทคนิคชาวต่างชาติที่บริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิสมัครโครงการนี้เช่นกัน

พวกเขาจะได้รับเงินร้อยละ 80 ของค่าจ้างที่เคยได้รับก่อนหยุดงานไปในช่วงที่พวกเขาไม่สามารถทำงานได้นับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2563 โดยเงินดังกล่าวเป็นจำนวนไม่เกิน 11,000 เยนต่อวัน โครงการนี้จะครอบคลุมช่วงเวลาที่นับจนถึงสิ้นเดือนของอีกเดือนหนึ่ง นับจากเดือนที่มีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉิน

ณ วันที่ 21 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับการยื่นสมัครเกือบ 810,000 ชุด และได้ตัดสินใจจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วทั้งสิ้นกว่า 63,600 ล้านเยน ทั้งพนักงานและบริษัทสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือได้ผ่านทางจดหมายหรือทางออนไลน์

เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นมีข้อมูลการสมัครเป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ โปรตุเกส สเปน และจีน ขณะที่เว็บไซต์ขององค์กรผู้ฝึกงานด้านเทคนิคสำหรับชาวต่างชาติ หรือ OTIT ได้จัดทำข้อมูลเป็นภาษาจีน เวียดนาม ตากาล็อก อินโดนีเซีย อังกฤษ กัมพูชา พม่า และภาษาไทย

กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นมีบริการทางโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ให้บริการเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น หมายเลขโทรศัพท์คือ 0120-221-276 ให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 น. ถึง 20.00 น. ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และเวลา 8.30 น. ถึง 17.15 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการ

เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น
https://www.mhlw.go.jp/stf/kyugyoshienkin.html#otoiawasesaki
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN
เว็บไซต์ขององค์กรผู้ฝึกงานด้านเทคนิคสำหรับชาวต่างชาติ หรือ OTIT
https://www.otit.go.jp/CoV2_jissyu_seikatsu/
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN
(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 มกราคม 2564)

เงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผู้คนที่ต้องหยุดงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และผู้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้โครงการสนับสนุนดังกล่าวขยายเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนของอีกเดือนหนึ่ง นับจากเดือนที่มีการยกเลิกภาวะฉุกเฉิน

กฎหมายมาตรฐานด้านแรงงานของญี่ปุ่นกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า บริษัททั้งหลายควรจ่ายเงินอย่างน้อยร้อยละ 60 ของค่าจ้าง เมื่อมีการแจ้งให้พนักงานของตนหยุดงานเนื่องด้วยเหตุผลของบริษัทเอง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทจะไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยอ้างว่ากิจการมีปัญหารวมถึงเหตุผลอื่น ๆ ทางกระทรวงเรียกร้องให้บรรดาพนักงานยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

โครงการดังกล่าวมีไว้สำหรับพนักงานที่ทำงานในบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจำต้องหยุดงานไปในช่วงที่นับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2563 พนักงานเหล่านี้จะได้รับเงินร้อยละ 80 ของค่าจ้างที่เคยได้รับก่อนที่จะหยุดงาน ทั้งนี้เงินดังกล่าวเป็นจำนวนไม่เกิน 11,000 เยนต่อวัน

ทั้งพนักงานและบริษัทสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือนี้ได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสนับสนุนให้พนักงานยื่นเรื่องสมัคร แม้ว่านายจ้างจะไม่ให้ความร่วมมือก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2564)

วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์สามารถใช้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปีได้หรือไม่

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีข้อมูล

เธอกล่าวว่าการทดสอบทางคลินิกจนถึงขณะนี้ไม่รวมบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อหาว่าวัคซีนนี้ใช้ได้ผลมากเท่าใดในเด็กอายุ 12-16 ปี ดังนั้นก็จะมีข้อมูลมากขึ้นในอนาคต

เธอกล่าวว่าบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบการให้วัคซีนอาจปรึกษากับสมาชิกครอบครัวของเด็ก และตัดสินใจฉีดวัคซีนในเด็กที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง หรือมีความเสี่ยงเกิดผลร้ายที่รุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ตามเธอเน้นย้ำว่าโดยทั่วไปแล้ว องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 มกราคม 2564)

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีระยะเวลาคุ้มครองนานเท่าใด

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าการทดสอบทางคลินิกเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อครึ่งแรกของปีที่แล้ว และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างช่วงเวลาเริ่มใช้วัคซีน เธอกล่าวว่าการจะทราบว่าระยะเวลาคุ้มครองยาวนานแค่ไหนนั้นต้องศึกษาจากการติดตามผู้คนในการทดลองทางคลินิก ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงยังไม่ทราบคำตอบในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม คุณโอไบรเอนกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกหวังว่าการคุ้มครองจากวัคซีนจะมีผลต่อเนื่องยาวนาน เธอชี้ว่าองค์การอนามัยโลกยังกำลังสังเกตผู้คนที่ติดโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติ ซี่งจะบ่งชี้ได้ในบางส่วนว่าการคุ้มครองจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติมีระยะเวลานานเท่าใด และความรู้นี้อาจนำมาปรับใช้เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ แต่เธอเน้นย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะกล่าวได้ว่าการคุ้มครองจากภูมิคุ้มกันจะมีผลต่อเนื่องนานเท่าใด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2564)

สามารถรับวัคซีนต่างชนิดกันระหว่างการฉีดวัคซีนครั้งแรกกับครั้งที่ 2 ได้หรือไม่

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าในบางประเทศกำลังมีการใช้วัคซีนมากกว่า 1 ชนิด เธอยอมรับว่าองค์การอนามัยโลกไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัคซีนต่างชนิดผสมกัน แต่เธอยกตัวอย่างว่าหากบุคคลใดรับวัคซีนครั้งแรกโดยใช้วัคซีนของไฟเซอร์ ก็ควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันในการรับวัคซีนครั้งที่ 2 ด้วย เธอกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกทราบว่าในบางประเทศกำลังมีการใช้วัคซีนต่างชนิดกันระหว่างการฉีดวัคซีนครั้งแรกและครั้งที่ 2 และประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นวิจัยสำคัญ ซึ่งองค์การอนามัยโลกจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการวิจัยในด้านนี้ เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2564)

การขยายเวลากำหนดเส้นตายของการสมัครรับเงินสนับสนุนในโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

ครั้งนี้เรานำเสนอเรื่องโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะมอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมให้ดำเนินกิจการต่อไปและจ่ายค่าเช่าได้ ท่ามกลางการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เมื่อวันที่ 15 มกราคม กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า จะเปิดทางให้บริษัททั้งหลายยื่นคำร้องขอรับเงินสนับสนุนดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้าพวกเขาแจ้งความประสงค์ที่จะสมัครขอรับความช่วยเหลือภายในสิ้นเดือนมกราคม เดิมกำหนดเส้นตายของการยื่นคำร้องนี้คือวันที่ 15 มกราคม

“โครงการเงินสนับสนุนเพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้” ของรัฐบาลญี่ปุ่น จะมอบเงินช่วยเหลือมากสูงสุดถึง 2,000,000 เยนให้แก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่รายได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ “โครงการเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือค่าเช่าให้แก่ธุรกิจ” จะมอบเงินเพื่อช่วยให้บริษัทและร้านต่าง ๆ นำไปจ่ายค่าเช่า

ทางกระทรวงระบุว่านี่ไม่ใช่การต่อเวลาของตัวโครงการเงินอุดหนุน แต่ทางกระทรวงได้ตัดสินใจที่จะขยายเวลาการรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ โดยคำนึงถึงว่าบริษัททั้งหลายอาจจะเผชิญอุปสรรคในการเตรียมเอกสารที่จำเป็น เนื่องจากการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2

ทั้งนี้ ภายในวันที่ 31 มกราคม ทางบริษัทต้องแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับเงินสนับสนุนเข้ามาก่อน โดยสรุปเหตุผลชี้แจงสำหรับการยื่นคำร้องในช่วงเวลาที่ขยายดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มกราคม 2564)

ผู้คนที่หายจากโรคโควิด-19 แล้ว ควรไปรับวัคซีนหรือไม่

ที่การแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม คุณอะเลฮันโดร คราวิโอโต หัวหน้าคณะทำงานประจำคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้

เขากล่าวว่าข้อแนะนำสำคัญข้อหนึ่งขององค์การอนามัยโลก คือเรื่องที่ว่าไม่ควรกีดกันผู้คนที่เคยป่วยเป็นโรคโควิด-19 ซึ่งผ่านการวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือพีซีอาร์ หรือด้วยการตรวจหาสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ไม่ให้รับวัคซีน

คุณคราวิโอโตชี้ว่ายังไม่เป็นที่ทราบว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติสามารถช่วยคุ้มครองไม่ให้ติดเชื้ออีกครั้งได้นานแค่ไหน เขากล่าวว่ารายงานวิจัยฉบับหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 มกราคมชี้ว่าการคุ้มครองดังกล่าวมีระยะเวลาสูงสุด 8 เดือน แต่ข้อมูลเช่นนี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลกีดกันบุคคลเหล่านี้ไม่ให้รับวัคซีนได้

คุณคราวิโอโตกล่าวเสริมว่า ในทางกลับกัน หากว่าผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ต้องการรออีกสักพักเพื่อให้คนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงได้มีโอกาสได้รับวัคซีนก่อน ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล

ด้านคุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นในการแถลงข่าวนี้เช่นกัน

เธอกล่าวว่าการให้วัคซีนในโลกเพิ่งจะเริ่มขึ้น และทุกประเทศต่างพยายามใช้วัคซีนนี้กับบุคคลที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ต่ำที่บุคคลที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะติดเชื้อนี้ซ้ำอีกในช่วงเวลา 6 เดือน แต่เธอกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกไม่ได้เสนอให้กีดกันผู้ที่เคยเป็นโรคโควิด-19 ไม่ให้รับวัคซีนนี้ และไม่ได้เสนอให้เลื่อนเวลาให้วัคซีนแก่บุคคลเหล่านี้ออกไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2564)

ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรไปรับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

ที่การแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม คุณอะเลฮันโดร คราวิโอโต หัวหน้าคณะทำงานประจำคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้

คุณคราวิโอโตกล่าวว่าการที่บุคคลควรรับวัคซีนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีโรคประจำตัวอะไร เขากล่าวว่าเป็นเรื่องชัดเจนว่าหากบุคคลใดมีอาการแพ้วัคซีนอื่นอย่างรุนแรง บุคคลนั้นก็ไม่ควรรับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากว่ามีเพียงอาการแพ้อาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไม่รับวัคซีน นอกจากนี้เขายังเสริมว่าควรรับวัคซีนในสถานที่ที่สามารถให้การพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและโดยทันทีหากเกิดอาการแพ้แบบรุนแรง

ด้านคุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวนี้เช่นกัน

เธอกล่าวว่าผู้คนที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน หรือโรคอ้วน ถือเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงว่าอาจเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เธอกล่าวว่าที่จริงแล้ว กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว คือกลุ่มคนที่อยากให้ไปรับวัคซีน

คุณโอไบรเอนกล่าวว่ายังไม่มีข้อมูลว่าการรับวัคซีนเป็นที่น่ากังวลสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือไม่ อย่างไรก็ตามเธอเน้นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ควรเชื่อว่าวัคซีนนี้จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ หรือต่อทารกในครรภ์ เธอกล่าวว่าสตรีมีครรภ์ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่แนะนำอย่างสูงสุดให้ไปรับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์ ควรปรึกษากับผู้ให้วัคซีนว่าตนมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร และหากว่าความเสี่ยงนี้มีมาก ก็สามารถเดินหน้ารับวัคซีนได้

เธอกล่าวว่าผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ก็ควรไปรับวัคซีนเช่นกัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2564)

การฉีดวัคซีนใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์หรือไม่

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองขององค์การอนามัยโลกที่มีต่อการฉีดวัคซีน คำถามคือการฉีดวัคซีนใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์หรือไม่

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ ดร. เคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก กล่าวในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคมว่า เมื่อตอนที่วัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้รับการพัฒนาและทดสอบนั้น มีการประเมินผลของวัคซีนดังกล่าวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลากหลายสายพันธุ์

เธอกล่าวว่าไวรัสเปลี่ยนไปตลอดและนี่เป็นเรื่องธรรมดาของไวรัส เธอระบุว่าสิ่งสำคัญก็คือไวรัสนี้เปลี่ยนไปในแนวทางที่ส่งผลกระทบต่อโรคหรือกระทบต่อการรักษาหรือไม่ และต้องดูว่ามีผลกระทบต่อวัคซีนหรือไม่

ดร.เคท โอไบรเอนกล่าวว่าที่ผ่านมาเราได้รับทราบเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ 2 ชนิดที่กังวลกันว่าจะติดต่อกันทั่วโลก และว่าการประเมินว่าวัคซีนที่มีอยู่จะได้ผลหรือไม่นั้น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าสิ่งที่สามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจมากก็คือเราต้องดำเนินการเรื่องการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และว่าลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่พบเห็นในไวรัสชนิดกลายพันธุ์เหล่านี้ ไม่น่าจะทำให้ผลของวัคซีนเปลี่ยนไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2564)

ภาพรวมในระดับโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองขององค์การอนามัยโลกที่มีต่อการฉีดวัคซีน เนื่องจากการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นทั่วโลก คำถามคือภาพรวมในระดับโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ดร. เคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก กล่าวในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคมว่า “สถานการณ์เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่มีวัคซีนจำนวนมากที่แสดงให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้จริง”

เธอกล่าวว่า “วัคซีนเหล่านี้บางส่วนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในหลายประเทศ” และว่า “ขณะนี้กำลังมีการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้สูง” และคาดว่าในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางหรือรายได้ต่ำจะมีการฉีดวัคซีนในเร็ว ๆ นี้ด้วย

ดร.โอไบรเอนกล่าวว่ามีวัคซีนอย่างน้อย 3 ชนิดที่ได้รับการประเมินจากผู้กำกับดูแลซึ่งมีมาตรฐานสูงที่สุดในด้านการพิจารณาข้อมูลของวัคซีน และว่าบรรดาผู้กำกับดูแลเหล่านี้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย ประสิทธิผล และคุณภาพในการผลิต เธอกล่าวว่ามีวัคซีน 3 ชนิดที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทแอสตราเซเนกา, โมเดอร์นา และไฟเซอร์ ซึ่งได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอย่างน้อย 1 แห่งที่มีมาตรฐานสูงสุด

ดร. โอไบรเอนกล่าวว่า นอกจากนี้ก็ยังมีวัคซีนที่ได้เปิดเผยผลการทดสอบประสิทธิภาพให้สาธารณชนรับทราบแล้ว และวัคซีนเหล่านี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลอยู่ เธออธิบายว่ามีวัคซีนจากประเทศจีน เช่น ซิโนฟาร์มและซิโนแวค และวัคซีนของรัสเซียที่พัฒนาโดยสถาบันกามาเลยา

ดร.โอไบรเอนกล่าวว่าเธอคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “มีวัคซีนจำนวนมากที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์ออกมาเรื่อย ๆ และเราจะต้องติดตามความเป็นไปในช่วงหลายสัปดาห์และหลายเดือนต่อจากนี้”

เธอกล่าวว่าผู้กำกับดูแลจะ “ตรวจสอบว่าข้อมูลเหล่านั้นเพียงพอสำหรับการอนุญาตให้ใช้งานวัคซีนดังกล่าวอย่างเป็นทางการกับประชาชนทั่วไปหรือไม่”

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2564)

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าภาวะฉุกเฉินจะบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

โอมิ ชิเงรุ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในการประชุมของคณะกรรมาธิการกิจการคณะรัฐมนตรีประจำวุฒิสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม เขากล่าวว่าถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงตามที่คาดไว้ในช่วงเวลาที่นับจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ การดำเนินมาตรการภายใต้ภาวะฉุกเฉินก็สามารถผ่อนคลายทีละน้อยได้ ทว่า ถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือลดลงช้ามาก ก็จะหมายความว่ามาตรการภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและควรดำเนินมาตรการต่อต้านการติดเชื้อที่เข้มงวดมากขึ้น

เขากล่าวว่าคณะผู้เชี่ยวชาญจะเฝ้าติดตามสถานการณ์การติดเชื้อเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และว่าอาจใช้การประเมินดังกล่าวเพื่อตัดสินใจว่าต้องใช้มาตรการชนิดใดที่เข้มงวดมากขึ้น เขากล่าวว่าการขอให้ธุรกิจทั้งหลายระงับการดำเนินงานชั่วคราวอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ และว่าขณะที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อ คณะที่ปรึกษาก็จะจำลองสถานการณ์ที่ว่าภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ และจะหารือมาตรการเพิ่มเติมที่อาจจำเป็นต้องใช้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2564)

เราควรทำอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีนตามกำหนดและการไปตรวจสุขภาพในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เตือนที่เว็บไซต์ของกระทรวงและช่องทางอื่น ๆ ว่า ถ้าผู้คนงดเว้นไม่ยอมไปสถาบันทางการแพทย์มากเกินเหตุ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้แก่ทารกหรือเด็กเล็กตามอายุที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังเรียกร้องให้พ่อแม่พาลูกไปตรวจสุขภาพตามกำหนด เนื่องจากเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเติบโตและพัฒนาการของลูก และยังแนะนำว่าผู้คนควรไปตรวจหามะเร็งตามกำหนดเหมาะสม เนื่องจากมะเร็งอาจไม่แสดงอาการในระยะแรกเริ่ม

ทางกระทรวงระบุว่าสถาบันทางการแพทย์และสถานที่ตรวจสุขภาพดำเนินมาตรการต่อต้านการติดเชื้ออย่างเต็มที่ ทั้งการฆ่าเชื้อโรคและการระบายอากาศ ดังนั้น จึงแนะนำให้ผู้คนเข้ารับความช่วยเหลือด้านการแพทย์ตามความเหมาะสมในการขอคำปรึกษากับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ แม้ว่าการระบาดใหญ่ยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม แทนที่จะงดเว้นจากการใช้บริการนี้ตามการตัดสินใจของตนเอง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2564)

มีรายงานข่าวว่าจำนวนของผู้คนที่ออกไปข้างนอกไม่ได้ลดลงมากเท่ากับตอนที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรก สาเหตุของเรื่องนี้คืออะไร

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคมคือวันอาทิตย์แรกนับตั้งแต่ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 ข้อมูลมหัตหรือ Big data แสดงให้เห็นว่าจำนวนของผู้คนที่ไปยังย่านการค้าหลัก ๆ ของกรุงโตเกียวในตอนกลางคืนนั้นลดลงเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม แต่ถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

ศาสตราจารย์วาดะ โคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยชุมชนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสุขภาพและสวัสดิการ กล่าวว่าโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คนต้องลดลงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ แต่ดูเหมือนว่าประชาชนตีความเนื้อหาจากการประกาศภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันว่าเป็นการขอให้ผู้คนงดเว้นจากการออกไปข้างนอกหลัง 20.00 น.

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายเวลาภาวะฉุกเฉินออกไป หากการเดินทางของผู้คนหรือโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันยังคงไม่ลดลงไป และว่าการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนควรลดลงมากเท่าไหร่

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและทางการท้องถิ่นควรเฝ้าติดตามสถานการณ์นี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์และจากนั้นก็ประเมินสถานการณ์ดังกล่าว ถ้าไม่อาจควบคุมการติดเชื้อได้ ก็ควรอธิบายว่าจะโน้มน้าวให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อลดการมีปฏิสัมพันธ์ เขาเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากได้ปฏิบัติขั้นตอนทั้งหลายเพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้ว แต่การที่จะทำให้ประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งล่าสุดดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ทุก ๆ คนต้องนึกถึงช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้วและทบทวนการกระทำของตน

การที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้มีสาเหตุจากอะไร

ศาสตราจารย์โอชิตานิ ฮิโตชิจากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 8 มกราคมว่า การที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผิดปกติมากและว่าคณะผู้เชี่ยวชาญต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่าอะไรที่ทำให้จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 7 และวันที่ 8 มกราคม จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกรุงโตเกียวมีมากกว่า 2,000 คน

ศาสตราจารย์โอชิตานิกล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเมื่อไม่นานมานี้ เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกรุงโตเกียวที่จู่ ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติไปจากหลักการด้านระบาดวิทยา เขากล่าวว่าการที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันในกรุงโตเกียวที่เคยมีไม่ถึง 1,000 คนเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม ได้พุ่งพรวดมาอยู่ที่กว่า 2,000 คนในช่วงประมาณ 10 วันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก

กรณีของผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18 ถึง 39 ปีกำลังเพิ่มมากขึ้นไม่เพียงแค่กรุงโตเกียวเท่านั้นแต่ยังรวมถึงในจังหวัดโอซากาด้วย

ศาสตราจารย์โอชิตานิกล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนจำนวนมากออกมาข้างนอกในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีและวันปีใหม่ และว่าผลการตรวจหาเชื้อซึ่งได้ดำเนินการไปในช่วงวันหยุดยาวนั้น พอพ้นช่วงวันหยุดไปจึงมีรายงานออกมาเป็นจำนวนมาก เขายังได้กล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งโดยระบุว่า กลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเต็มใจที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ได้มาเข้ารับการตรวจหาเชื้อหลังจากมีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งเสียชีวิตในช่วงสิ้นปี รวมถึงเรื่องที่ผู้ติดเชื้อซึ่งรักษาตัวอยู่ที่บ้านเสียชีวิตหลายคน

ศาสตราจารย์โอชิตานิสรุปว่าคณะผู้เชี่ยวชาญต้องตรวจสอบเบื้องหลังกรณีที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นและวิเคราะห์สาเหตุดังกล่าว

มาตรการในการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งใหม่นี้ ที่เน้นการเรียกร้องให้ร้านอาหารและบาร์ร่นเวลาปิดร้านให้เร็วขึ้น จะมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

หนึ่งในจุดที่เป็นข้อถกเถียงคือจะทำเช่นไรเพื่อให้ข้อเรียกร้องของบรรดาผู้ว่าการจังหวัดที่มีต่อร้านอาหารหรือบาร์มีผลในทางปฏิบัติได้จริง

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะเปิดทางให้สามารถเปิดเผยรายชื่อธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกร้อง รวมทั้งเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินต่อบรรดาธุรกิจที่ปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีแผนแก้ไขกฎหมายว่าด้วยมาตรการพิเศษ ซึ่งรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อธุรกิจต่าง ๆ ที่ทำตามคำเรียกร้อง ตลอดจนการกำหนดบทลงโทษสำหรับธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ทำตามคำเรียกร้อง เจ้าหน้าที่หวังจะให้การทบทวนแก้ไขกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาได้โดยเร็วในการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญที่จะเรียกประชุมในเดือนมกราคม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 มกราคม 2564)

การลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตามร้านอาหารและบาร์

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นได้รวบรวมข้อเสนอกรณีฉุกเฉินเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยงของการติดเชื้อตามร้านอาหารและบาร์

คณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจัดทำข้อเสนอโดยอิงจากรายงานที่เผยแพร่โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและอื่น ๆ ในวารสารวิทยาศาสตร์ชื่อ Nature เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2563

คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์ โดยได้ประเมินข้อมูลโทรศัพท์มือถือที่รวบรวมมาจากผู้คนราว 98 ล้านคนในเมืองใหญ่แห่งต่าง ๆ ของสหรัฐ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมปี 2563 โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าไวรัสนี้มีแนวโน้มอย่างมากในการแพร่ระบาดตามสถานที่แห่งใด

คณะนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบว่าร้านใดที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดไปชั่วคราว โดยพบว่าสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือร้านอาหารที่เปิดให้บริการเต็มที่ ตามมาด้วยสถานที่ออกกำลังกาย ร้านกาแฟ และโรงแรม

พวกเขาระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่อื่น ๆ แล้วนั้น ร้านอาหารมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากเป็นสถานที่รองรับลูกค้าจำนวนมากซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ในร้านเป็นเวลานาน

พวกเขายังได้แนะนำในรายงาน เกี่ยวกับวิธีที่ร้านอาหารสามารถปรับปรุงภาวะแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง โดยระบุว่าร้านอาหารและร้านอื่น ๆ สามารถลดกรณีการติดเชื้อลงได้ร้อยละ 80 ด้วยการจำกัดจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ของความสามารถที่รองรับได้ และว่าการจำกัดจำนวนของผู้คนในร้านได้ผลมากกว่า

คณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า เมื่ออิงจากรายงานดังกล่าวตลอดจนการประเมินเรื่องการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นแล้วนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าบาร์และร้านอาหารคือพื้นที่สำคัญที่รัฐบาลควรมุ่งเน้นเรื่องการดำเนินมาตรการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ภาวะฉุกเฉินจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนและการสอบอย่างไรบ้าง

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับกรุงโตเกียวและจังหวัดอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่นักเรียนนักศึกษาเปิดเรียนหลังจากวันหยุดยาวฤดูหนาว และเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

นายฮางิอูดะ โคอิจิ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ได้แถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม ก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการต่าง ๆ

นายฮางิอูดะกล่าวว่าทางกระทรวงไม่ได้พิจารณาที่จะขอให้มีการปิดโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายอย่างครอบคลุมทั้งหมด เพราะว่าอัตราการติดเชื้อและกรณีผู้ป่วยอาการรุนแรงในกลุ่มเด็กนักเรียนนั้นยังคงต่ำอยู่นับจนถึงปัจจุบัน รวมถึงยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดจากโรงเรียนไปสู่ชุมชนแห่งต่าง ๆ เขากล่าวว่าควรหลีกเลี่ยงการปิดโรงเรียนโดยพิจารณาจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการศึกษา ตลอดจนสุขภาพกายและใจของเด็กนักเรียน

สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น นายฮางิอูดะได้ขอให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่างการสอนตามปกติกับแบบออนไลน์

ทว่าเขาได้ขอให้ยกระดับมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกิจกรรมชมรมของโรงเรียน โดยขอให้บรรดาโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมปลาย พิจารณาการจำกัดกิจกรรมชมรมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาด

นายฮางิอูดะกล่าวว่าการสอบรวมทั่วประเทศสำหรับเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 มกราคมตามกำหนดการที่วางไว้ โดยจะดำเนินมาตรการอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีผู้คนกว่า 530,000 คนทั่วญี่ปุ่นที่คาดว่าจะเข้าร่วมการสอบครั้งนี้

นายฮางิอูดะยังได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการศึกษาในท้องถิ่นเดินหน้าจัดการสอบสำหรับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายตามแผนที่วางไว้ด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2564)

การประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกได้ผลเพียงใด

เมื่อวันที่ 7 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียงได้แก่ จังหวัดไซตามะ จังหวัดชิบะ และจังหวัดคานางาวะ โดยถือเป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยประกาศไปเมื่อปี 2563

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 สำหรับกรุงโตเกียวและอีก 6 จังหวัด โดยอิงจากกฎหมายพิเศษเพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากนั้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน มีการขยายพื้นที่ของภาวะฉุกเฉินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในช่วงระหว่างนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขอให้ประชาชนลดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 70 และร้อยละ 80 ในกรณีที่สามารถทำได้ โดยยึดจากคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่น

ผู้ว่าการของจังหวัดที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินสามารถขอให้ประชาชนงดเว้นจากการออกไปข้างนอก ยกเว้นกรณีที่จำเป็นเด็ดขาด และขอให้ประชาชนร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ก็ยังสามารถขอให้จำกัดการใช้สถานที่ต่าง ๆ ที่มีผู้คนไปรวมตัวกันจำนวนมากด้วย

สำหรับพื้นที่ที่เกิดการติดเชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ได้มีการขอให้ผู้คนทำงานจากทางไกลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีการเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้งดเว้นจากการออกจากบ้าน ยกเว้นกรณีที่ไปซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือไปพบแพทย์

มาตรการนี้ได้ทำให้บาร์ ร้านอาหาร โรงละคร โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด ต้องปิดทำการชั่วคราว ตลอดจนมีการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดงานจำนวนมาก โรงเรียนทั่วญี่ปุ่นปิดภาคเรียนตั้งแต่เดือนมีนาคม และโรงเรียนส่วนมากได้ปิดเรียนต่อเนื่องหลังมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน

ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้จำนวนของผู้ที่มาเยือนใจกลางกรุงโตเกียวในวันธรรมดาลดลงอย่างมากกว่าร้อยละ 60 และสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นั้นลดลงไปราวร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีเดียวกัน

จำนวนของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงสุดไปอยู่ที่ประมาณ 700 คนเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนและจากนั้นก็เริ่มลดลงไป พื้นที่ที่อยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินก็ค่อย ๆ ลดลง และในที่สุดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ได้มีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในฮอกไกโด กรุงโตเกียว และจังหวัดข้างเคียงกรุงโตเกียว 3 จังหวัด โดยในวันนั้นมีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศจำนวน 21 คน

การประกาศภาวะฉุกเฉินมีผลอย่างไรในญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 7 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมกรุงโตเกียว จังหวัดคานางาวะ จังหวัดไซตามะ และจังหวัดชิบะ โดยเป็นความพยายามที่จะควบคุมกรณีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์

การประกาศภาวะฉุกเฉินคือมาตรการที่อิงจากกฎหมายพิเศษเพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ในกรณีที่ไวรัสนี้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วประเทศและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของประชาชนหรือเศรษฐกิจ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาและพื้นที่ที่จะใช้มาตรการฉุกเฉินได้

ผู้ว่าการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน สามารถเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยให้ประชาชนงดออกไปข้างนอก แต่จะยกเว้นสถานการณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ผู้ว่าการจังหวัดจะสามารถขอร้องหรือสั่งการให้ปิดโรงเรียนหรือจำกัดการใช้งานสถานที่อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าซึ่งมีผู้คนไปรวมตัวกันจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ว่าการจังหวัดก็ยังมีอำนาจที่จะใช้ที่ดินและอาคารต่าง ๆ เป็นสถานที่ทางการแพทย์ชั่วคราวได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของ หากมีความจำเป็นต้องใช้งานจริง ๆ

เมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน ผู้ว่าการจังหวัดสามารถขอให้บริษัทขนส่งจัดส่งผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และสามารถขอร้องหรือบังคับให้ขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้หากจำเป็น

ควรเลื่อนกำหนดให้เด็กเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจโรคหรือรับการผ่าตัดหรือไม่

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรเลื่อนกำหนดการให้เด็กเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจโรคหรือรับการผ่าตัดรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรให้ความสำคัญกับการตรวจและรักษาโรคของเด็กมากกว่า และระมัดระวังเกี่ยวกับอาการของเด็กก่อนที่จะให้เข้าโรงพยาบาล

โรงพยาบาลในญี่ปุ่นให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับผู้ป่วยอื่นแยกกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะต้องยืนยันกับโรงพยาบาลที่จะให้เด็กเข้าพัก แต่โดยเบื้องต้นแล้วสามารถมั่นใจได้ว่าเด็กจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล

คาดว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะยังคงมีต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาโรคและการตรวจโรคของเด็กมากกว่า และหากมีการกำหนดวันที่จะให้เด็กเข้าโรงพยาบาลแล้ว ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเด็กในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเข้าโรงพยาบาล และควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ

ทั้งนี้อาจมีการตั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้เด็กเข้าโรงพยาบาลหากว่าเด็กรู้สึกไม่สบาย หรือเคยใกล้ชิดกับผู้คนที่มีอาการของโรคหวัด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2563)

ควรให้เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรให้เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่ รวมทั้งว่าผู้ปกครองสามารถไปเยี่ยม หรืออยู่กับเด็กที่โรงพยาบาลหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ในญี่ปุ่นนั้น เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหากมองจากแนวคิดด้านการแพทย์ ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่กฎหมายบังคับให้เด็กเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ หากเด็กติดเชื้อไวรัสจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้าน ทั้งผู้ปกครองและเด็กก็อาจต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลพร้อมกัน แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ติดเชื้อ เด็กก็อาจต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยวัตถุประสงค์ด้านการกักกันโรค

ส่วนคำถามที่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถไปเฝ้าดูแลเด็กที่โรงพยาบาลได้หรือไม่นั้น ผลของการพิจารณาจะแตกต่างกันไปตามแต่กรณี โดยจะอิงจากตัวแปรต่าง ๆ เช่นอายุเด็ก หรือสถานการณ์ที่โรงพยาบาล

ในญี่ปุ่น หากมีการแนะนำให้เด็กอยู่ที่บ้าน หรืออยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้ระหว่างรักษาตัวจากโรคโควิด-19 ผู้ปกครองต้องปรึกษากับศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่น และรับการสอบถามสภาพร่างกายผ่านทางโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะพ้นช่วงเวลาที่ให้พักรักษาตัวที่บ้านแล้วก็ตาม

การระบุว่าผู้ติดเชื้อมีอาการหนักหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ อาการที่ไม่หนักอาจรวมถึงกรณีที่ผู้ป่วยมีกำลังกาย สามารถดื่มของเหลวได้เอง หรือไม่มีปัญหาการหายใจลำบาก

หากเด็กรู้สึกไม่สบายและจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็เป็นไปได้มากที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจติดเชื้อด้วยเช่นกัน หรืออาจถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด ในกรณีเหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองอาจไม่สามารถไปโรงพยาบาลหรือเยี่ยมไข้เด็กได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองปรึกษาแพทย์ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อรับมือ เนื่องจากวิธีการรับมืออาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงเหตุผลเฉพาะตัวของผู้ปกครอง เช่นว่าผู้ปกครองได้หายจากโรคโควิด-19 แล้ว ตลอดจนสถานการณ์ที่โรงพยาบาล และสถานการณ์การติดเชื้อในท้องถิ่น เป็นต้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2563)

ควรเลื่อนเวลาให้เด็กรับการตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีนตามกำหนดหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบว่า การตรวจสุขภาพตามกำหนดในญี่ปุ่นมีจุดประสงค์เพื่อตรวจหาอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในช่วงอายุนั้น เพื่อทำให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการรักษาที่จำเป็นให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กได้มีภูมิคุ้มกันก่อนที่จะติดโรค การใช้มาตรการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหากหลีกเลี่ยงไม่พาเด็กไปโรงพยาบาล ก็อาจทำให้เด็กเสี่ยงที่จะติดโรคอื่นที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่น่าจะแพร่ระบาดต่อไปอีกหลายเดือน ดังนั้นหากการระบาดทำให้ผู้ปกครองไม่ยอมพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพและรับวัคซีน ก็ถือเป็นปัญหาร้ายแรงมาก

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า เขตเทศบาลบางแห่งได้ปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสุขภาพเด็กเล็ก เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบางกรณีที่เด็กสามารถรับวัคซีนได้แม้ว่าจะเลยช่วงเวลาที่กำหนดไว้เดิม เพื่อที่ให้เด็กที่พ้นเวลาแล้วมีโอกาสได้รับวัคซีนในภายหลัง ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองติดต่อสอบถามข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ของตน

ทั้งเด็กและผู้ปกครองควรใช้มาตรการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อไปรับการตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีน โดยก่อนออกจากบ้าน ควรยืนยันว่าพวกตนไม่มีไข้หรืออาการอื่น เช่นอาการไอ นอกจากนี้ผู้ใหญ่ที่เดินทางไปพร้อมกับเด็กยังจำเป็นต้องล้างมือและใช้หน้ากากป้องกัน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการให้ปู่ย่าตายายหรือพี่น้องของเด็กติดตามไปด้วย

นักวิจัยกล่าวว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถพบได้ในอุจจาระเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมในสถานที่ตรวจสุขภาพหรือให้วัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2563)

ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบเรื่องแนวทางป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีแนวทางในการให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วยแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบข้อมูลในเรื่องนี้ก่อน และหากว่าเด็กสามารถไปเยี่ยมผู้ป่วยได้ ก็ควรให้เด็กวัดอุณหภูมิร่างกายที่บ้าน และยืนยันว่าเด็กไม่มีอาการต่าง ๆ เช่นอาการไอ น้ำมูกไหล ท้องเสีย หรืออาเจียน

นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการปฏิบัติตามมาตรการเบื้องต้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่นการล้างมือ และสวมหน้ากากป้องกันเวลาเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยด้วย

ในกรณีใดที่ควรให้เด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วหรือไม่หากสงสัยว่าเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ณ วันที่ 1 สิงหาคม จำนวนเด็กในญี่ปุ่นที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังมีมากขึ้น และว่าในกรณีส่วนมาก เด็ก ๆ ติดเชื้อจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้าน หรือติดเชื้อจากการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มนอกบ้าน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า ในญี่ปุ่น ผู้ที่อยู่ในระยะประชิดกับบุคคลที่มีผลตรวจเป็นบวกในภายหลัง หรือผู้ที่อยู่ใกล้บุคคลเช่นนี้เป็นเวลานาน มีความเป็นไปได้สูงที่จะติดเชื้อเช่นกัน คนเหล่านี้เรียกกันว่า ผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่นจะพิจารณากรณีของแต่ละราย เพื่อที่จะระบุว่าบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองติดต่อศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่นก่อน หากว่าเด็กมีอาการบางอย่าง หรืออาจมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยว่าไม่ควรนำเด็กที่สงสัยว่าติดเชื้อไปพบแพทย์ที่สถาบันการแพทย์ทั่วไป หรือที่คลินิกฉุกเฉินในวันหยุดหรือในยามกลางคืน เนื่องจากในญี่ปุ่น สถานที่ต่าง ๆ ข้างต้นอาจไม่สามารถให้บริการตรวจยืนยันการติดเชื้อได้

สถานที่ที่ให้บริการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือพีซีอาร์ แตกต่างกันไปตามพื้นที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงควรติดตามข้อมูลจากศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่น

นอกจากนี้โรงพยาบาลบางแห่งยังกำหนดช่วงเวลาและช่องทางเข้าออกแยกต่างหากสำหรับผู้คนที่มีอาการน่าสงสัยว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยอื่นติดเชื้อไวรัสนี้ด้วย ผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปโรงพยาบาลจึงควรตรวจสอบยืนยันกับทางโรงพยาบาลก่อนที่จะเดินทาง

ในกรณีที่เด็กมีไข้ต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งโดยไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัด หรือมีอาการหายใจลำบาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม หรือมีอาการเซื่องซึม ก็เป็นไปได้มากที่เด็กอาจป่วยเป็นโรค โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโรคโควิด-19 ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2563)

มีเด็กที่แสดงอาการรุนแรงหรือไม่หลังจากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น จะให้คำตอบในเรื่องนี้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรณีที่ผู้ป่วยเด็กมีอาการรุนแรงนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่าในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเด็กอาจมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจเช่นกัน ทั้งนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปีมักมีอาการหนัก และจำเป็นต้องดูแลสังเกตอย่างใกล้ชิด

ในยุโรปและสหรัฐ มีรายงานผู้ป่วยเด็กอายุราว 10 ปีที่มีอาการป่วยที่หัวใจ หลังจากมีไข้หลายวัน ปวดท้อง ท้องเสีย และผื่นขึ้นตามตัว ทว่าจนถึงขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวในญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ราย

เด็ก ๆ จะแสดงอาการอย่างไรเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบเรื่องอาการที่เด็ก ๆ อาจแสดงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญได้พบว่าเด็ก ๆ เสี่ยงติดเชื้อไวรัสไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าข้อมูลเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมปี 2563 จะชี้ว่าจำนวนเด็กที่ติดเชื้อมีน้อยกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ใหญ่ก็ตาม

การติดเชื้อในเด็กที่ญี่ปุ่นส่วนมากเกิดขึ้นที่บ้าน เด็กที่ติดเชื้อจะมีไข้และไอแห้ง ๆ แต่มีเด็กจำนวนค่อนข้างน้อยที่แสดงอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่นอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

ผู้ป่วยที่เป็นเด็กมีไข้ต่อเนื่องเป็นเวลานานไม่ต่างจากผู้ใหญ่ และยังมีรายงานว่าผู้ป่วยเด็กบางคนแสดงอาการปอดอักเสบด้วย นอกจากนี้บางคนยังมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย และอาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร

มีผู้ป่วยเด็กเพียงไม่มากที่สูญเสียสัมผัสรับรู้กลิ่นและรส ซึ่งเป็นอาการที่มักพบบ่อยในผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติเหล่านี้ในเด็ก ทั้งนี้มีรายงานเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ในผู้ป่วยวัยรุ่นที่สามารถพูดถึงอาการป่วยของตนเองได้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเด็กที่ติดเชื้อบางคนอาจไม่แสดงอาการ แต่ได้แนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเฝ้าดูเด็กอย่างระมัดระวังถี่ถ้วน เพราะว่าเด็ก ๆ อาจไม่สามารถอธิบายอาการของตนได้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 3

ดังที่เราได้รายงานไป 2 ตอนแล้วว่า การใส่หน้ากากอนามัยไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกเพราะมองไม่เห็นหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้ด้วย

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าการใช้ภาษากายเป็นเครื่องมือสื่อสารอาจเป็นหนทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการเอาชนะปัญหานี้ไปให้ได้ อาจารย์แนะให้แสดงออกทางกายมากกว่าปกติตอนที่ดีใจหรือเศร้า เพื่อชดเชยให้แก่สภาพที่ไม่สามารถมองเห็นการแสดงออกทางสีหน้าได้

การเจริญเติบโตของเด็ก ๆ นั้นไม่คอยท่า คนในครอบครัวควรแสดงความรู้สึกออกมาอย่างกระตือรือร้น และทำให้มั่นใจว่าจะเชื่อมโยงระยะห่างทางใจกับเด็กได้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 2

โรงเรียนประถมในญี่ปุ่นกำลังประสบผลในทางลบจากการที่เด็กนักเรียนใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีเด็ก ป. 1 สองคนทะเลาะกันระหว่างช่วงพัก เด็กคนหนึ่งขอโทษเด็กอีกคนหนึ่งหลังจากที่มือบังเอิญไปตีถูกเด็กอีกคนเข้า แต่เสียงขอโทษนั้นได้ยินไปไม่ถึงอีกฝ่ายเพราะถูกหน้ากากอนามัยปิดปากเป็นเสียงอู้อี้อยู่ จากนั้นเด็กก็เริ่มทะเลาะกัน ครูหลายคนบอกว่า ในระยะนี้เห็นปัญหาที่เกี่ยวกับการสื่อสารเกิดมากขึ้นระหว่างเด็ก ๆ

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าเด็กอายุระหว่าง 4-10 ปี กำลังพัฒนาขีดความสามารถของสมองในการรับรู้ใจเขาใจเรา อาจารย์บอกว่าเด็ก ๆ บ่มเพาะความสามารถในการนึกคิดว่าคนอื่นคิดอะไร และตัวเองควรทำตัวอย่างไรผ่านการสื่อสารระหว่างกัน

อาจารย์กล่าวว่า โดยปกติเด็ก ๆ จะมีประสบการณ์มากมายที่โรงเรียนในการนึกถึงใจเขาใจเรา และอาจารย์อยากจะหารือกับครูในโรงเรียนว่าครูจะทำอย่างไรเพื่อหาทางให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์เหล่านั้นในห้องเรียนขณะที่ตกอยู่ในสภาพการณ์อย่างเช่นขณะนี้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 1

ตอนนี้หน้ากากอนามัยกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยในการดำเนินชีวิตแบบใหม่ แต่เราอาจพบว่าการอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายนั้นทำได้ยาก และเป็นที่ทราบกันว่าการปิดหน้าอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ

ครูที่สถานรับดูแลเด็กใส่หน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงาน ครูกล่าวว่าการสร้างความสัมพันธ์ให้เด็กไว้วางใจนั้นทำได้ยากเพราะเด็กไม่เห็นปากของครู เช่น ตอนเอ่ยชมเด็กว่า “ทำได้ดีนะ” หรือ “เก่งมาก” ก็จะสื่อความตั้งใจนั้นไปไม่ถึงเด็ก

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าผู้ใหญ่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับทารกตั้งแต่เกิด ไปจนกระทั่งอายุได้ประมาณ 1 ขวบ

ในช่วงอายุนั้น ทารกจะมองหน้าและความเคลื่อนไหวของผู้คนหลากหลาย และเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้า ดังนั้น ตา จมูก และปากของอีกฝ่ายจึงเป็นส่วนสำคัญ

ทารกจะสามารถรับรู้ได้ว่านี่คือใบหน้าเมื่อองค์ประกอบ 3 ส่วนนี้บนใบหน้าปรากฏชัด เมื่อเวลาผ่านไป ทารกก็เรียนรู้ที่จะแยกแยะสีหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน เช่น อารมณ์ดี หรือโกรธ

ศาสตราจารย์เมียววะกล่าวว่า มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่สามารถสื่อสารได้ด้วยการใช้สายตา อาจารย์บอกว่าเด็กใช้ข้อมูลที่หลากหลายในการแสดงออกของบุคคลและค่อย ๆ อ่านการแสดงออกและอารมณ์ของคนอื่นได้ อาจารย์บอกด้วยว่า เป็นไปได้สูงมากว่าประสบการณ์เช่นนั้นอาจจะสูญหายไปหมดเลย เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

แม้ว่าเรายังใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่ศาสตราจารย์เมียววะก็แนะนำให้คนในครอบครัวเผยใบหน้าให้เด็กได้เห็นถี่ยิ่งขึ้นที่บ้าน

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

คุณเทราชิมะได้บอกกับเราว่ากุญแจสำคัญคือการแบ่งบ้านออกเป็นหลายส่วนตามระดับความอันตราย เขาได้เสนอให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ “พื้นที่ระมัดระวัง” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุดซึ่งพื้นที่นี้รวมถึงประตูทางเข้าบ้าน ซึ่งผู้คนต้องเดินผ่านเมื่อเข้ามาในบ้าน ส่วนที่ 2 คือ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน และส่วนที่ 3 คือ “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งได้แก่ห้องนอนและห้องส่วนตัว

ครั้งนี้เราจะมุ้งเน้นยัง “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งมักจะเป็นที่ที่ใช้เวลาเพื่อการผ่อนคลาย คุณเทราชิมะกล่าวว่าเราต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสุดความสามารถเพื่อเลี่ยงการนำไวรัสดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้

สิ่งหนึ่งที่มักจะมองข้ามกันไปก็คือสมาร์ตโฟนของเรา เมื่อเราหยิบจับสมาร์ตโฟนตอนอยู่นอกบ้าน เราอาจสัมผัสโดนไวรัสตอนที่แตะหน้าจอสมาร์ตโฟน และจากนั้นก็นำไวรัสกลับมาที่ห้องนอน ด้วยเหตุนี้ การหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ระบบหน้าจอสัมผัสจึงเป็นสิ่งสำคัญ

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ในบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน พื้นที่เหล่านี้รวมถึงห้องน้ำและห้องนั่งเล่น

คุณเทราชิมะแนะนำว่าไม่ควรใช้สิ่งของต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ส่วนสิ่งของที่แต่ละคนมักจะหยิบจับ เช่น สวิตช์ไฟและรีโมตโทรทัศน์ ควรฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ

เขาได้เน้นย้ำด้วยว่าเราสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิธีนั่งและเสิร์ฟอาหาร เขากล่าวว่าเราควรเลี่ยงการนั่งแบบหันหน้าเข้าหากันที่โต๊ะรับประทานอาหาร หากเป็นไปได้ก็ควรนั่งเป็นแนวทแยงมุมเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใกล้กันมากเกินไป

คุณเทราชิมะยังเตือนให้ระวังเกี่ยวกับการรับประทานอาหารจากจานรวมที่ไว้สำหรับรับประทานอาหารร่วมกัน เขากล่าวว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำเพราะการใช้สิ่งของต่าง ๆ เช่น ตะเกียบของจานรวมดังกล่าว จะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ เขาแนะนำว่าเราควรแบ่งอาหารให้เป็นสัดส่วนสำหรับรับประทานแยกกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้รับประทานจากจานของตนเอง

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

คุณเทราชิมะบอกกับเราว่ากุญแจสำคัญคือการแบ่งพื้นที่ในบ้านให้เป็นหลายส่วนโดยพิจารณาจากระดับความอันตราย

เขาได้เสนอให้แบ่งพื้นที่ในบ้านออกเป็น 3 ส่วนอันประกอบไปด้วย “พื้นที่ระมัดระวัง” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุดซึ่งพื้นที่นี้รวมถึงประตูทางเข้าบ้าน ซึ่งผู้คนต้องเดินผ่านเมื่อเข้ามาในบ้าน ส่วนที่ 2 คือ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน และส่วนที่ 3 คือ “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งได้แก่ห้องนอนและห้องส่วนตัว

เมื่อมีคนในครอบครัวกลับมาที่บ้าน ควรหยุดที่ทางเข้าซึ่งเป็น “พื้นที่ระมัดระวัง” และแขวนเสื้อคลุมไว้ที่ผนังรวมถึงทิ้งหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วลงในถังขยะ

คุณเทราชิมะกล่าวว่าไม่ควรนำเสื้อคลุมและหน้ากากอนามัยใช้แล้วมาไว้ข้างในบ้านเพราะอาจติดเชื้อไวรัสมา แต่ให้นำสิ่งเหล่านี้ไว้ที่ทางเข้าบ้านแทน

จะสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ในบ้านเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอ 5 ข้อที่ควรระวังเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ ซึ่งข้อควรระวังดังกล่าวรวมถึงการให้ผู้ติดเชื้อพักอยู่ในห้องที่แยกต่างหาก แต่บางครั้งการจัดสรรห้องทั้งห้องให้ผู้ติดเชื้อ 1 คนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็ก

เราได้สอบถามคุณนิชิซูกะ อิตารุ หัวหน้าของศูนย์สาธารณสุขในเขตซูมิดะของกรุงโตเกียว คุณนิชิซูกะกล่าวว่าสมาชิกในครอบครัวคนอื่นควรพยายามอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อประมาณ 1 เมตร และลดการพูดคุยแบบซึ่งหน้าในระยะใกล้ชิด เพื่อจะได้เลี่ยงการพ่นละอองฝอยเข้าใส่กัน เขายังแนะนำให้ระบายอากาศภายในห้องบ่อย ๆ และใช้เครื่องทำความชื้นเมื่อจำเป็นเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมในบ้านที่ช่วยขัดขวางการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คุณนิชิซูกะกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่องดีที่ควรมีการหารือกันล่วงหน้าภายในครอบครัวว่าควรจัดการอย่างไรในกรณีที่มีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ โดยเรื่องที่จะหารือนั้น เช่น ใครจะดูแลลูก ๆ ในกรณีที่พ่อแม่ติดเชื้อ และใครจะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวเมื่อผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลอยู่แล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมา

จะสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ในบ้านเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นเกิน 500 คนเป็นครั้งแรก นางโคอิเกะ ยูริโกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินมาตรการอย่างถี่ถ้วนที่บ้าน เธอกล่าวว่านับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 แหล่งติดเชื้อหลัก ๆ คือในบ้าน และเมื่อไวรัสเข้ามาในบ้านได้แล้ว ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

หัวหน้าศูนย์สาธารณสุขในกรุงโตเกียวระบุว่า ในหลายกรณี ผู้ใหญ่ที่ออกไปนอกบ้านบ่อย ๆ มักจะนำไวรัสกลับมาที่บ้านและนำมาติดเด็ก ๆ หรือผู้สูงอายุ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อได้แนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำหากสมาชิกในครอบครัวปรากฏอาการต่าง ๆ ขึ้นมา

ข้อที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหากเป็นไปได้ผู้ป่วยควรพักอยู่ในห้องแยกต่างหาก ข้อที่ 2 ผู้ป่วยตลอดจนผู้ดูแลควรสวมหน้ากากอนามัย ข้อที่ 3 พวกเขาแนะนำให้ทุกคนล้างมือบ่อย ๆ ข้อที่ 4 ควรรับประทานอาหารในจานที่แยกต่างหากจากกัน และข้อที่ 5 พวกเขาระบุว่าการฆ่าเชื้อตามสถานที่ที่มีการสัมผัสอยู่เป็นประจำรวมถึงการระบายอากาศภายในห้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

เราจำเป็นต้องระบายอากาศในห้องทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือไม่

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นแนะนำว่า เราควรเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทชั่วโมงละ 2 ครั้ง แต่การทำเช่นนั้นในวันที่อากาศหนาวเย็น มีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าทำนัก ศาสตราจารย์ฮายาชิ โมโตยะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดให้คำแนะนำเกี่ยวกับการระบายอากาศในห้องไปพร้อมกับการคงความอบอุ่นเอาไว้

ศาสตราจารย์ฮายาชิกล่าวว่า “ให้เปิดหน้าต่างแบบแง้มไว้เล็กน้อยในขณะที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานอยู่ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการถ่ายเทอากาศในห้องโดยไม่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลง นอกจากนี้ อาคารบางแห่งยังติดตั้งระบบระบายอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยทำให้เกิดการถ่ายเทอากาศทั้งหมดภายในอาคารโดยไม่ต้องเปิดหน้าต่าง”

“แต่ต้องระวังไว้ว่าความชื้นในห้องจะลดลงหากเปิดหน้าต่างเอาไว้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคงระดับความชื้นไว้ที่ระดับหนึ่ง เนื่องจากไวรัสต่าง ๆ จะลอยกระจายได้ง่ายขึ้นในความชื้นต่ำ เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าความชื้นส่งผลต่อกิจกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร แต่โดยรวมแล้ว ความชื้นต่ำทำให้การทำงานของเยื่อบุในคอลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ใช้เครื่องทำความชื้นเพื่อคงระดับความชื้นที่เหมาะสมเอาไว้”

เราจะระบายอากาศภายในห้องโดยไม่ทำให้รู้สึกหนาวได้อย่างไร

เราได้ถามคำถามนี้ไปยังศาสตราจารย์ฮายาชิ โมโตยะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ซึ่งเป็นผู้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีระบายอากาศที่องค์กรแห่งหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น โดยเขาระบุว่า

“ถ้าปล่อยให้อากาศเย็นจากด้านนอกเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยโดยตรง เช่น ห้องเรียนที่โรงเรียนหรือห้องนอนในบ้านพัก ก็อาจทำให้รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาได้ แต่มีวิธีง่าย ๆ 2 ขั้นตอนในการระบายอากาศที่จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกหนาวมากนัก ขั้นแรกคือการปล่อยให้อากาศเย็นสดชื่นจากด้านนอกเข้ามาในห้องที่ไม่ได้ใช้ หรือโถงทางเดิน ซึ่งความร้อนจากอาคารทั้งหลังจะช่วยทำให้อากาศเย็นนี้อุ่นขึ้น จากนั้นให้เปิดหน้าต่างและประตูที่เชื่อมกับห้องที่เราใช้งานอยู่ การทำเช่นนี้จะช่วยให้อากาศที่อุ่นขึ้นแล้วไหลเวียนไปสู่ห้องเหล่านี้ และช่วยให้อากาศถ่ายเทได้โดยที่ไม่รู้สึกหนาว”

ที่ญี่ปุ่นมีมาตรการอะไรบ้างเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจาย ขณะที่ผู้คนจำนวนมากไปยังวัดและศาลเจ้าในช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการสำหรับใช้ขณะที่ผู้คนเดินทางไปยังวัดและศาลเจ้าในช่วงปีใหม่ ภายในการประชุม สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เสนอมาตรการที่รวบรวมขึ้นโดยอิงจากคำแนะนำของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ

มาตรการนี้เรียกร้องให้ผู้คนที่เดินทางไปยังวัดและศาลเจ้าใช้มาตรการพื้นฐานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่นการสวมหน้ากากป้องกันและการฆ่าเชื้อที่มือ

มาตรการนี้กล่าวด้วยว่าควรมีการดำเนินการเพื่อให้ผู้คนได้ทราบว่าวัดและศาลเจ้าแห่งต่าง ๆ มีผู้คนมารวมตัวกันหนาแน่นมากเท่าใด รวมทั้งเพื่อเรียกร้องให้ผู้คนเลื่อนเวลาเดินทาง และยังระบุว่าควรให้มีเจ้าหน้าที่อยู่ตามศาลเจ้าและวัดเพื่อดูแลให้บรรดาผู้มาเยือนเว้นระยะห่างระหว่างกัน นอกจากนี้ยังระบุว่าควรเรียกร้องให้ผู้มาเยือนงดเว้นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในบริเวณวัดหรือศาลเจ้า และให้งดเว้นการพูดคุยเสียงดัง

มาตรการนี้ยังเรียกร้องให้ดำเนินการเพื่อไม่ให้ผู้คนมารวมตัวกันแออัดในที่ต่าง ๆ รวมทั้งไม่ให้ผู้คนอยู่ใกล้ชิดกัน และไม่ให้มีพื้นที่ที่การระบายอากาศไม่ดีในบริเวณใกล้กับวัดหรือศาลเจ้า แนวทางนี้รวมถึงการเรียกร้องให้ผู้มาเยือนกระจายตัวไปใช้สถานีรถไฟหลายแห่ง แทนที่จะกระจุกอยู่เฉพาะที่สถานีรถไฟเพียงแห่งเดียว

ภายในการแถลงข่าว นายแพทย์โอมิ ชิเงรุ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา กล่าวว่าการไปสักการะศาลเจ้าหรือวัดอย่างเงียบ ๆ ที่บริเวณภายนอกอาคารนั้น ไม่ได้ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ แต่เขากล่าวว่าผู้คนควรรับรู้ว่าการพบปะรวมตัวกันในหมู่ญาติและเพื่อนฝูงเพื่อพูดคุย ร่วมรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงก่อนหรือหลังการเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เขายังขอความร่วมมือให้ผู้คนเดินทางไปยังวัดหรือศาลเจ้าในช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคมเป็นต้นไปหากสามารถทำได้ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความแออัดในช่วง 3 วันแรกของปีใหม่

อะไรคือสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภทที่มักพูดถึงในรายงานข่าวที่ญี่ปุ่น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภท ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม สถานการณ์เหล่านี้ได้แก่

1 การพบปะสังสรรค์ที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2 การรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน
3 การพูดคุยกันโดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน
4 การที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ
และ 5 การพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน

เมื่อคราวที่แล้ว เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ 3 ประเภทแรก และในวันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ 2 ประเภทหลัง

สถานการณ์อย่างที่ 4 คือการที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ จนถึงขณะนี้มีหลายกรณีที่สงสัยกันว่าเป็นการติดเชื้อตามหอพัก ซึ่งเกิดขึ้นในห้องพัก หรือในพื้นที่ที่ใช้รวมกันเช่นห้องน้ำ เรื่องนี้ชี้ว่าการที่ผู้คนอยู่ในพื้นที่แคบร่วมกันเป็นเวลานานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

สถานการณ์อย่างที่ 5 ซึ่งเป็นอย่างสุดท้าย คือการพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่สงสัยว่าเป็นการติดเชื้อในพื้นที่พักผ่อน พื้นที่สูบบุหรี่ หรือห้องเปลี่ยนชุด โดยเมื่อผู้คนพักผ่อนระหว่างเวลาทำงาน ก็มักจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ระมัดระวังเหมือนเดิม นอกจากนี้สภาพแวดล้อมก็ยังเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย สิ่งเหล่านี้มองกันว่าทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ผู้คนระมัดระวังเวลาพบปะสังสรรค์ หากการพบปะสังสรรค์มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คณะที่ปรึกษาก็ได้เรียกร้องให้พยายามจำกัดจำนวนผู้คนให้น้อย ตลอดจนให้เป็นการพบปะกับผู้คนที่มักเจอหน้ากันเป็นปกติ และให้ใช้เวลาสั้น ๆ นอกจากนี้ยังร้องขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงดึก และให้ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการจัดที่นั่งในการพบปะสังสรรค์ คณะที่ปรึกษาก็ได้เรียกร้องให้ผู้คนหลีกเลี่ยงไม่นั่งหันหน้าเข้าหากันตรง ๆ และไม่นั่งติด ๆ กัน แต่ให้นั่งเยื้องจากกันเป็นแนวเฉียง และยังแนะนำให้ผู้คนสวมหน้ากากป้องกันเวลาพูดคุย และให้ตระหนักว่าการสวมเฟซชิลด์หรือเมาธ์ชิลด์มีความสามารถป้องกันการติดเชื้อไม่ดีเท่ากับการสวมหน้ากากป้องกัน

นายแพทย์โอมิ ชิเงรุ ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่าข้อมูลจนถึงขณะนี้ชี้ว่าการที่ผู้คนเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของตน ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

อะไรคือสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภทที่มักพูดถึงในรายงานข่าวที่ญี่ปุ่น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภท ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม สถานการณ์เหล่านี้ได้แก่

1 การพบปะสังสรรค์ที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2 การรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน
3 การพูดคุยกันโดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน
4 การที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ
และ 5 การพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน

อย่างแรกสุดนั้นคือการที่ผู้คนพบปะสังสรรค์กันโดยมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานการณ์เช่นนี้ พอผู้คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มักจะรู้สึกคึกคักและพูดคุยกันเสียงดัง และยังเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากอยู่ด้วยกันในพื้นที่ปิดและแคบเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ร่วมในการพบปะสังสรรค์เช่นนี้มักจะใช้ภาชนะเครื่องดื่มและตะเกียบร่วมกันอีกด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น

สถานการณ์อย่างที่ 2 คือการรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน โดยทั่วไปแล้วการไปรับประทานอาหารหรือดื่มสุราในบาร์หรือไนต์คลับ หรือการตระเวนดื่มตามร้านต่าง ๆ ช่วงกลางคืน มักจะทำให้เกิดความเสี่ยงติดเชื้อสูงกว่าการพบปะรับประทานอาหารเป็นเวลาสั้น ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าเมื่อมีผู้คนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปรับประทานอาหารร่วมกัน ก็มักจะพูดคุยกันเสียงดังและทำให้มีละอองฝอยมากขึ้น

นอกจากนี้สถานการณ์อย่างที่ 3 ซึ่งก็คือการพูดคุยกันในระยะใกล้โดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน ก็เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเช่นกัน เนื่องจากเป็นการปล่อยละอองฝอยมุ่งไปยังคนอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการพูดคุยกันภายในรถยนต์หรือรถโดยสารระหว่างเดินทางด้วย

ทำไมออสเตรเลียจึงไม่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และไข้หวัดใหญ่พร้อมกันในฤดูหนาวที่ผ่านมา

ฤดูหนาวในออสเตรเลียซึ่งอยู่ซีกโลกใต้นั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม นับจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม รัฐบาลออสเตรเลียได้จัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 18 ล้านขนาดยา มากกว่าของปีที่แล้ว 5 ล้านขนาดยา เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้บริการด้านสาธารณสุขเกินขีดความสามารถในการรับมือ จากการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

รัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งเป็นที่ตั้งของซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ได้เฝ้าระวังขั้นสูงสุดต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่สถานพยาบาลดูแลแห่งต่าง ๆ จึงกำหนดให้พนักงานและผู้ที่มาเยี่ยม เช่น สมาชิกครอบครัว เข้ารับวัคซีนนี้

ความพยายามเช่นว่านี้ทำให้ออสเตรเลียไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงวันที่ 20 กันยายน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 5.1 ของจำนวนในช่วงเดียวกันของปี 2562

นายแพทย์เจเรมี แม็คคานัลตี จากฝ่ายสาธารณสุขของรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า อัตราการฉีดวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่นั้นสูงมากในฤดูหนาวครั้งนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดพร้อมกัน และเขาเชื่อว่าสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญมาก

นายแพทย์แม็คคานัลตีชี้ว่ามาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม การจำกัดการจัดงานขนาดใหญ่ รวมถึงความตระหนักรู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับการล้างมือและฆ่าเชื้อโรค มีผลอย่างยิ่งในการควบคุมการระบาดของไข้หวัดใหญ่

สถาบันด้านการแพทย์ของญี่ปุ่นจะรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างไร

โรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลมีอาการเหมือนกัน เช่น มีไข้และไอ ดังนั้นจึงมีความกังวลว่าคลินิกในพื้นที่ต่าง ๆ จะประสบความยากลำบากในการรับมือกับผู้ป่วยหากมีการแพร่ระบาดพร้อมกันเช่นนี้ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่นได้จัดทำแนวทางเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคเหล่านี้

แนวทางดังกล่าวแนะนำว่าในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตามหลักการแล้วผู้ป่วยควรตรวจหาทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อไม่ให้พลาดกรณีของโรคโควิด-19

แนวทางนี้ได้เสนอคำแนะนำโดยอิงจากระดับ 4 ระดับเพื่อประเมินสถานการณ์การติดเชื้อในพื้นที่นั้น ๆ โดยระบุว่าระดับที่ 1 เมื่อไม่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจังหวัด โดยพื้นฐานแล้วการตรวจหาเชื้อไวรัสนี้ไม่จำเป็น ยกเว้นผู้คนที่เคยไปเยือนพื้นที่ที่มีกรณีติดเชื้อในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และว่าในระดับที่ 4 เมื่อมีรายงานกรณีติดเชื้อที่ไม่สามารถตามรอยเส้นทางการติดเชื้อได้ในพื้นที่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผู้ป่วยทุกคนที่มีไข้ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ส่วนกรณีของเด็ก ๆ แนวทางนี้ได้แนะนำอย่างหนักแน่นว่าให้เด็ก ๆ เข้ารับวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อและแพร่กระจายไวรัสออกไป แนวทางดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การที่เด็ก ๆ ต้องตรวจหาทั้งไข้หวัดใหญ่และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในคราวเดียวกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

สมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่นระบุว่าต้องการให้แพทย์ทั่วญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้เพื่อรับมือกับช่วงฤดูหนาวได้ และว่าจะปรับแนวทางให้ทันสมัยเมื่อได้รับข้อมูลใหม่มา

ความเสี่ยงที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ต้องเผชิญจากการติดเชื้อคืออะไร

การศึกษาที่จัดทำขึ้นจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนโดยสมาคมสูตินรีแพทย์และนรีแพทย์แห่งญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าอัตราของผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งมีอาการรุนแรงนั้นจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์

ทางสมาคมได้ติดตามผู้หญิง 58 คนที่มีอาการ เช่น มีไข้ อย่างใกล้ชิด ผลซีทีสแกนแสดงให้เห็นว่าบางคนมีอาการปอดอักเสบ ในจำนวนผู้หญิง 39 คนที่มีอายุครรภ์ไม่ถึง 29 สัปดาห์ มี 4 คนที่มีอาการปอดอักเสบ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของทั้งหมด

เมื่อเทียบกับผู้หญิง 19 คนที่มีอายุครรภ์ 29 สัปดาห์ขึ้นไป พบว่ามี 10 คนในจำนวนนี้ที่มีอาการปอดอักเสบ หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของทั้งหมด

นอกจากนี้ ผู้หญิง 3 คนที่มีอายุครรภ์ไม่ถึง 29 สัปดาห์ต้องรับการบำบัดด้วยออกซิเจน หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของทั้งหมด ขณะที่ผู้หญิงซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ที่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยออกซิเจนนั้นมี 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37 ของทั้งหมด

ศาสตราจารย์เซกิซาวะ อากิฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยโชวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการสำรวจครั้งนี้ระบุว่า มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่มากนักที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินมาตรการป้องกัน เขากล่าวว่าผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษที่จะมีอาการรุนแรง แต่เขากล่าวเสริมว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดควรระมัดระวัง เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรง

จากข้อมูลเว็บไซต์ของสมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นระบุว่า สภาพอาการหลังติดเชื้อไม่ได้แตกต่างกันระหว่างหญิงตั้งครรภ์กับไม่ได้ตั้งครรภ์ในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีของหญิงตั้งครรภ์ที่แสดงอาการรุนแรงในกลุ่มผู้ที่มีอาการปอดอักเสบ

ศาสตราจารย์ฮายากาวะ ซาโตชิ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนิฮง ผู้สรุปจุดที่ควรระวังระบุว่า ปอดของหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดมีแนวโน้มจะถูกเบียดเนื่องจากตัวอ่อนเติบโตขึ้น และหากพวกเธอมีอาการปอดอักเสบ อาการก็อาจรุนแรงขึ้น

ศาสตราจารย์ฮายากาวะระบุว่ากรณีของหญิงตั้งครรภ์ที่อาการรุนแรงมีไม่มากนักในญี่ปุ่น และว่าไม่ควรกลัวมากเกินไป เขากล่าวเสริมว่าแต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรใส่ใจในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้

อาการต่อเนื่องหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

มีรายงานกรณีของผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก หลังจากผู้ป่วยปลอดเชื้อและได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ว่ากันว่าหลายคนมีอาการไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย หรือหายใจติดขัด ตลอดจนประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกายลดลงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

NHK ได้สำรวจสถาบันทางการแพทย์ที่กำหนดไว้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อ รวมถึงโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงโตเกียว เกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลังเข้ารับการรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้ว มีสถาบัน 18 แห่งจากทั้งหมด 46 แห่งตอบรับการสำรวจนี้ ซึ่งโรงพยาบาลที่ไม่รับรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ไม่ได้รวมอยู่ในจำนวนนี้

พวกเขาระบุว่า นับจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม มีผู้คน 1,370 คนที่ปลอดเชื้อและได้ออกจากโรงพยาบาลไป หรือย้ายไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นหลังจากอาการดีขึ้น มีผู้คนอย่างน้อย 98 คนที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของผู้ที่ออกจากโรงพยาบาลไป

มีผู้คน 47 คนที่การทำงานของระบบทางเดินหายใจมีประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องของอาการปอดอักเสบและอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากไวรัสนี้ มี 6 คนที่ต้องใช้อุปกรณ์เพื่อสูดออกซิเจนที่บ้าน

ผู้คน 46 คนสูญเสียความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายย่ำแย่ลง เนื่องจากอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน มี 27 คนที่ความสามารถในการรู้คิดย่ำแย่ลง เนื่องจากอายุมากและปัจจัยอื่น ๆ

มีรายงานด้วยว่าบางคนมีการรับกลิ่นผิดปกติไปจากเดิม และเกิดความผิดปกติของการทำงานของสมอง

ผู้คนจำนวนมากที่มีอาการต่อเนื่องหลังการติดเชื้อนั้นเคยได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่อง ECMO ที่ช่วยพยุงการหายใจและการทำงานของหัวใจ

งานวิจัยในญี่ปุ่นเกี่ยวกับอาการต่อเนื่องหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้ว

มีรายงานจำนวนหนึ่งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีอาการไข้และอ่อนเพลียนานหลายเดือน ตลอดจนหายใจติดขัด รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลงซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลังจากที่พวกเขาปลอดเชื้อและออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว

สมาคมทางเดินหายใจแห่งญี่ปุ่นได้เริ่มศึกษาและดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนกันยายน โดยเน้นไปที่การทำงานของปอดที่ย่ำแย่ลงของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ งานวิจัยนี้ได้สอบถามบรรดาแพทย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมซึ่งทำงานอยู่ตามสถานที่ด้านการแพทย์ต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น เพื่อให้รายงานเกี่ยวกับกรณีที่ว่านี้

โยโกยามะ อากิฮิโตะ ประธานของสมาคมดังกล่าวระบุว่า มีรายงานจำนวนมากในต่างประเทศเกี่ยวกับผู้ป่วยที่การทำงานของปอดไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์เต็มที่หลังจากที่พวกเขาปลอดเชื้อไวรัสนี้

เขากล่าวว่ามีรายงานกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ในญี่ปุ่นด้วย ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบแน่ชัดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ เช่น อัตราของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งต้องเผชิญกับผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม กำลังมีการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาผู้คนเหล่านี้และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้กับกรณีในอนาคต

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่บางคนยังคงมีอาการต่อเนื่อง แม้ว่าจะหายจากโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม

คณะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้จัดทำการสำรวจติดตามอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งหายจากการติดเชื้อและออกจากโรงพยาบาลแล้ว โดยพบว่าบางคนผมร่วง บางคนระบุว่าหายใจติดขัดและสูญเสียการรับรสชาติรวมถึงกลิ่น แม้ว่าจะผ่านไป 4 เดือนแล้วก็ตาม คณะนักวิจัยระบุว่าจะดำเนินการวิจัยต่อไปโดยจะพยายามทำให้ปัจจัยเสี่ยงของอาการต่อเนื่องเหล่านี้มีความชัดเจนมากขึ้น

ผมร่วงนั้นเป็นอาการหนึ่งที่มีรายงานในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคอีโบลาและไข้เลือดออกเช่นกัน นายแพทย์โมริโอกะ ชินอิจิโร หนึ่งในสมาชิกของคณะนักวิจัยนี้กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ด้วยว่าอาการผมร่วงนั้นเกิดจากความเครียดด้านจิตใจจากการรักษาที่กินเวลานาน

มาตรการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

มีการรายงานกรณีการติดเชื้อซ้ำซึ่งพบว่ามีผู้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งที่ 2 ทั่วโลก บรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกกับเราว่าการป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องยาก และแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม เราก็ยังคงสามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้ ครั้งนี้เราจะนำเสนอโดยมุ่งเน้นไปที่มาตรการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ปัจจุบันกำลังมีความพยายามในทุกระดับเพื่อทำให้วัคซีนสามารถใช้การได้ในอนาคตอันใกล้ แต่คณะผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเราไม่ควรลดระดับการป้องกันลง พวกเขาขอให้ยังคงดำเนินมาตรการพื้นฐานต่อไป เช่น การล้างมือให้สะอาดทั่วถึง การปฏิบัติตาม 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ สถานที่ที่มีผู้คนแออัด การสัมผัสใกล้ชิดและการอยู่ในสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัดและเป็นพื้นที่ปิด ตลอดจนการรักษาระยะห่างทางสังคม

กลุ่มผู้สื่อข่าวของ NHK ซึ่งรายงานเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กล่าวว่า ยังคงมีหลายสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับไวรัสนี้ และว่าเราควรติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความคืบหน้าต่าง ๆ ในงานวิจัยอันหลากหลาย แต่พวกเขาได้เน้นย้ำตรงกันว่า การดำเนินมาตรการพื้นฐานอย่างถี่ถ้วนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เราจะรับมืออย่างไรต่อไวรัสนี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

มีรายงานทั่วโลกนับตั้งแต่ฤดูร้อนที่ผ่านมาว่าเกิดกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราจะตอบคำถามในประเด็นเหล่านี้ โดยครั้งนี้จะไปดูกันว่า เราจะรับมืออย่างไรต่อไวรัสเจ้าปัญหานี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

ศาสตราจารย์มัตสึอูระ โยชิฮารุ จากมหาวิทยาลัยโอซากา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมไวรัสวิทยาแห่งญี่ปุ่น ระบุว่าเราควรดำเนินการบนสมมติฐานที่ว่าการติดเชื้อซ้ำนั้นอาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับไวรัสโคโรนาทั่วไปที่ทำให้เกิดไข้หวัด ซึ่งมีการติดเชื้อซ้ำเช่นกัน

ศาสตราจารย์มัตสึอูระชี้ว่าไวรัสที่ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำนั้นมีอยู่น้อยมาก และว่าไวรัสจะไม่สามารถอยู่รอดได้หากมันทำลายแหล่งพักพิง ประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างมนุษย์กับไวรัสแสดงให้เห็นรูปแบบที่ว่า เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำ อาการต่าง ๆ ก็จะรุนแรงน้อยลง ศาสตราจารย์มัตสึอูระกล่าวว่าเราไม่ควรหวาดกลัวไวรัสมากจนเกินไป

วัคซีนอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจับตา

มีรายงานทั่วโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าเกิดกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนที่แล้วเราได้รายงานเกี่ยวกับวัคซีนฉีดพ่นในจมูกที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนา ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับวัคซีนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งน่าจับตา

เราได้สอบถามศาสตราจารย์ซาซากิ ฮิโตชิ จากมหาวิทยาลัยนางาซากิ ผู้ที่กำลังพัฒนาวัคซีนซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่บริเวณเยื่อบุของปอด ทั้งนี้ ไวรัสสามารถทำให้เกิดอาการปอดอักเสบได้เมื่อมาเกาะอยู่ที่เยื่อบุปอด วัคซีนนี้จึงมุ่งที่จะป้องกันการติดเชื้อที่เยื่อบุปอด

วัคซีนดังกล่าวทำมาจากอนุภาคที่เล็กมากของสารพันธุกรรม RNA ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่สังเคราะห์ขึ้นมา วัคซีนนี้จะให้ผ่านการสูดหายใจเข้าไปทางปาก เพื่อที่จะได้ไปถึงเยื่อบุของปอดโดยตรง บรรดานักวิจัยเชื่อว่าวัคซีนนี้จะได้ผลค่อนข้างดี เนื่องจากทำให้เกิดการสร้างสารภูมิต้านทานตรงจุดที่ไวรัสกำลังทำงาน

มีวัคซีนใดบ้างที่ใช้ได้ผล

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราได้รายงานไปแล้วว่าการติดเชื้อซ้ำอาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะมีการพัฒนาและใช้วัคซีนก็ตาม คำถามคือมีวัคซีนใดบ้างที่ใช้ได้ผล

วัคซีนจำนวนมากมีหน้าที่สร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีในกระแสเลือด แต่วัคซีนที่ช่วยให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อได้นั้นกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา

ศาสตราจารย์คาตายามะ คาซูฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ กำลังพัฒนาวัคซีนฉีดพ่นจมูกประเภทใหม่ เขาเชื่อว่าสารภูมิต้านทานสามารถสร้างขึ้นได้ในทางเดินหายใจส่วนบน และไวรัสจะถูกสกัดไว้ที่ด่านแรกบริเวณทางเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการฉีดพ่นวัคซีนในจมูก เขากล่าวว่าเขาตั้งใจที่จะดำเนินการวิจัยต่อไปในอีกหลายปีต่อจากนี้

ศาสตราจารย์คาตายามะระบุว่าหากสารภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลินเอ สามารถผลิตได้ในเยื่อบุของจมูก ก็อาจสามารถระงับการติดเชื้อได้ก่อนที่ไวรัสจะเพิ่มจำนวนเป็นปริมาณมาก ดังนั้น จึงอาจสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสไปถึงปอดได้

การติดเชื้อซ้ำกับประสิทธิผลของวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นสัมพันธ์กันอย่างไร

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนนี้เราจะไปดูกันว่าเราควรทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อซ้ำกับประสิทธิผลของวัคซีนที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างไร

การพิจารณาเรื่องการติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสิ่งนี้ส่งผลต่อการพัฒนาวัคซีน วัคซีนมุ่งเป้าไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อโดยการให้ไวรัสที่อ่อนแอเข้าไปในร่างกายและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีน ถ้าเกิดการติดเชื้อและร่างกายได้สร้างสารภูมิต้านทานแล้ว แต่จากนั้นกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกครั้ง

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะเตือนผู้คนไม่ให้ด่วนสรุปว่าวัคซีนไม่ได้ผล เพียงแค่เพราะว่าเกิดการติดเชื้อซ้ำ ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่าในขณะที่การติดเชื้อซ้ำอาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนและฉีดวัคซีนแล้วนั้น แต่การเข้ารับวัคซีนก็เป็นสิ่งที่ควรค่า

ศาสตราจารย์นากายามะเน้นย้ำว่าการให้วัคซีนไม่ได้มุ่งหวังแค่การป้องกันการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมุ่งให้เกิดผลลัพธ์อื่น ๆ ที่รวมถึงการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการร้ายแรงด้วย

จะสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนนี้เราจะนำเสนอว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่

เราได้สอบถามศาสตราจารย์คาตายามะ คาซูฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ โดยเขาระบุว่าการป้องกันการติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นเรื่องยาก

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งนั่นก็คือจมูกและคอ จากนั้นสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่เรียกว่าอิมมูโนโกลบูลินเอ หรือ IgA จะก่อตัวขึ้นบนเยื่อบุเพื่อสู้กับไวรัสที่กำลังเข้ามาในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คาตายามะกล่าวว่า ระดับของ IgA มีแนวโน้มจะลดลงในช่วงเวลาเพียงไม่นานหลังจากที่บุคคลผู้นั้นติดเชื้อและได้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาแล้วก็ตาม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ศาสตราจารย์คาตายามะกล่าวว่า เรามีโอกาสไม่มากนักที่จะหยุดยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ให้เข้ามาในร่างกายซ้ำอีก

ศาสตราจารย์คาตายามะมีแผนที่จะเริ่มโครงการวิจัยเพื่อศึกษาว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อนั้นผลิต IgA ได้มากเท่าไหร่ในทางเดินหายใจส่วนบน และ IgA นี้อยู่ได้นานแค่ไหน โครงการดังกล่าวจะช่วยตอบคำถามของเราที่ว่า การติดเชื้อซ้ำนั้นเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏในกรณีที่ติดเชื้อซ้ำนั้นไม่รุนแรงใช่หรือไม่

ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ที่ผ่านมามีการรายงานกรณีติดเชื้อซ้ำเช่นว่านี้ทั่วโลกนับตั้งแต่หลายเดือนก่อน หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราจะไปติดตามกันว่าอาการต่าง ๆ ที่ปรากฏในกรณีที่ติดเชื้อซ้ำนั้นไม่รุนแรงใช่หรือไม่

ว่ากันว่าการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ ซ้ำซึ่งไม่ใช่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏจะไม่รุนแรง หรือไม่มีอาการเลย

อย่างเช่นกรณีของไวรัสอาร์เอสวี ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจนั้น จะทำให้มีอาการต่าง ๆ คล้ายไข้หวัด แต่หากเด็กเล็กติดเชื้อนี้ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่า โดยจะนำไปสู่กรณีของโรคปอดอักเสบและอาการป่วยรุนแรง

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ได้ศึกษาสารภูมิต้านทาน หรือแอนติบอดีของเด็ก 91 คนซึ่งติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ทั้งนี้ ร่างกายจะผลิตแอนติบอดีเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัส เพื่อพยายามขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป เชื่อกันว่าเมื่อมีการผลิตแอนติบอดีในจำนวนที่มากพอ ก็จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้

ผลการศึกษาพบว่าเมื่อเด็กวัย 1 ขวบคนหนึ่งติดเชื้อ มีการผลิตแอนติบอดีออกมาแค่จำนวนเล็กน้อย มีการตรวจสอบพบว่าจำนวนแอนติบอดีได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากเกิดการติดเชื้อซ้ำ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมื่อจำนวนของแอนติบอดีในร่างกายเพิ่มมากขึ้นนั้น อาการต่าง ๆ ก็เบาลง ในหลายกรณีพบว่า ผู้ติดเชื้อมีแค่อาการน้ำมูกไหลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของโรคไข้เลือดออกนั้น การติดเชื้อครั้งที่ 2 อาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงมากกว่าเดิม ไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งจะทำให้มีไข้สูงและปวดศีรษะอย่างรุนแรง

หากเป็นการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำนั้น อาการจะเป็นอย่างไร ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่บางคนอาจจะไม่มีอาการ และไม่รู้ตัวว่าได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่าต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการต่าง ๆ ของการติดไวรัสนี้ซ้ำเป็นอย่างไร

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง

ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ที่ผ่านมามีการรายงานกรณีติดเชื้อซ้ำเช่นว่านี้ทั่วโลก หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ไปติดตามข้อมูลที่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นคณะแรกที่รายงานการติดเชื้อซ้ำเมื่อเดือนสิงหาคม โดยระบุว่าพวกตนยืนยันว่าชายวัย 33 ปีคนหนึ่งได้ติดเชื้อครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม และจากนั้นก็หายป่วย แต่ต่อมากว่า 4 เดือนหลังจากนั้นก็ติดไวรัสนี้เป็นครั้งที่ 2

คณะนักวิจัยกล่าวว่าลำดับพันธุกรรมของไวรัสที่ตรวจพบในการติดเชื้อ 2 ครั้งนั้นแตกต่างกันบางส่วน ด้วยเหตุนี้นี่จึงเป็นการติดเชื้อซ้ำที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกของโลก

หลังจากรายงานของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง คณะนักวิจัยอื่น ๆ ในสหรัฐ อินเดีย และสถานที่ต่าง ๆ ก็ได้ประกาศข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน

วารสารวิทยาศาสตร์ “Nature” ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการติดเชื้อซ้ำ และความสนใจในกรณีเช่นว่านี้ก็กำลังเพิ่มมากขึ้น

เราได้สอบถามศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ว่าผู้คนสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำได้จริงหรือไม่

ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่าการติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นกับไวรัสอื่น ๆ ได้หลายชนิด ดังนั้น จึงสามารถคิดได้ว่าผู้คนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำได้เช่นกัน

จะฆ่าเชื้อที่สมาร์ตโฟนได้อย่างไร

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าสามารถเช็ดสมาร์ตโฟนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้

ถ้าไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าสามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีค่าเป็นกลางซึ่งใช้กันในครัวเรือนได้ นำน้ำยาดังกล่าวมาเจือจางโดยใช้น้ำยาประมาณ 5-10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร จุ่มผ้าผืนเล็กลงไปและบิดให้หมาด จากนั้นก็นำไปเช็ดสมาร์ตโฟน

การไปทำฟันสามารถทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่

สมาคมทันตแพทย์แห่งญี่ปุ่นระบุว่าคลินิกทันตกรรมทั้งหลายดำเนินมาตรการป้องกันมากมาย ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่ไม่มีไข้ ไอ หรืออาการอื่น ๆ สามารถเข้ารับการตรวจรักษาได้ตามปกติ

ส่วนผู้ที่มีอาการต่าง ๆ ก็อาจมีการขอให้งดเว้นจากการเข้ารับการตรวจรักษา

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมระบุว่าบางกรณีอาจเป็นกรณีเร่งด่วนหรืออาจเสี่ยงต่อชีวิตหากปล่อยไว้ไม่รักษา ดังนั้น จึงควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก

การเดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถไฟหัวกระสุนชิงกันเซ็นนั้นปลอดภัยหรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่ว่าภายในตู้โดยสารของรถไฟและห้องโดยสารของเครื่องบินนั้นอากาศถ่ายเทไม่ดีเหมือนกับพื้นที่ด้านนอก แต่ผู้โดยสารส่วนมากที่อยู่ในนั้นก็ไม่ได้ตะโกนหรือส่งเสียงดังโวยวาย

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อระหว่างที่โดยสารเครื่องบินหรือรถไฟ ตราบใดที่ผู้โดยสารอยู่เงียบ ๆ และรักษาระยะห่างจากผู้คนโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวเสริมว่าในขณะที่การเดินทางนั้นมีความเสี่ยงไม่มากที่จะติดเชื้อ แต่ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเพิ่มสูง หากมีการสังสรรค์และรวมตัวกันในพื้นที่จำกัดตามที่พักหรือโรงแรม เธอกล่าวว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถนำไปสู่การติดเชื้อแบบกลุ่มได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเช่นนี้

มีโอกาสที่จะติดเชื้อที่สระว่ายน้ำและโรงอาบน้ำสาธารณะหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อจากสระว่ายน้ำหรือโรงอาบน้ำ แม้ว่าน้ำในนั้นจะมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ แต่ก็จะอยู่ในระดับที่เจือจางมาก คุณซากาโมโตะกล่าวว่า การว่ายน้ำในสระว่ายน้ำหรืออาบน้ำที่โรงอาบน้ำนั้นแทบจะไม่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะระบุว่าหากมีการสัมผัสสิ่งของในห้องล็อกเกอร์หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของสถานที่เหล่านี้ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมาสัมผัสไว้ก่อนหน้าและไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นใคร ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ เธอแนะนำว่าไม่ควรจับใบหน้า ปาก จมูก และตา ด้วยมือที่ยังไม่ได้ล้างให้สะอาด

การรับประทานผักสดที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งต่าง ๆ โดยไม่ผ่านการปรุงสุกนั้น ปลอดภัยหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่านับจนถึงขณะนี้ การติดเชื้อจากสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

คณะนักวิจัยมีสมมติฐานที่ว่าผู้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากสัตว์ที่ยังมีชีวิตซึ่งจำหน่ายกันในตลาดแห่งหนึ่งของประเทศจีน อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวว่า แม้จะมีสมมติฐานนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่ซื้อมาจากตลาด

เธอกล่าวว่าเราไม่ต้องกังวลมากนัก หากรับประทานอาหารที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ปฏิบัติอย่างถูกสุขลักษณะ เธอกล่าวว่าเราแค่ล้างผักเหล่านั้นให้สะอาดเหมือนที่ทำกันตามปกติและก็รับประทานได้

เราจำเป็นต้องจำกัดการใช้งานพื้นที่เปิดโล่งหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อเมื่ออยู่ภายนอกอาคารนั้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอด ไม่เหมือนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ปิดภายในอาคาร

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวเสริมว่าแม้จะอยู่ภายนอกอาคาร แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นถ้ามีการพูดคุยกันในระยะใกล้ เธอกล่าวว่าหากไม่ได้ทำเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก

เธอยังได้แนะนำให้รักษาระยะห่างจากผู้อื่นเมื่อมีการมารวมตัวกันหรือรับประทานอาหารร่วมกันที่พื้นที่ด้านนอก อย่างเช่นกรณีของการสังสรรค์ชมดอกซากุระ เธอกล่าวว่าถ้าบุคคลใดก็ตามรู้สึกไม่สบาย ก็ควรงดเว้นจากการเข้าร่วมงานสังสรรค์เช่นว่านี้ เพื่อที่จะได้ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้มากยิ่งขึ้น

ถ้าสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อไวรัสนี้ เราควรทำอย่างไร

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์คากุ มิตซูโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์โทโฮกุ ได้เผยแพร่คู่มือที่ระบุมาตรการเฉพาะเพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ

คู่มือดังกล่าวระบุว่าควรมีแค่บุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูแลสมาชิกครอบครัวที่ติดเชื้อ ผู้ดูแลควรสวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ และควรวัดอุณหภูมิร่างกายตนเองวันละ 2 ครั้ง ตลอดจนคอยสังเกตตนเองด้วยว่ามีอาการใด ๆ หรือไม่

คู่มือระบุด้วยว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย ไม่ควรรับประทานอาหารจากภาชนะใส่อาหารที่ใช้ร่วมกัน และอุปกรณ์ตักอาหารก็ควรใช้แยกกัน ควรแช่จานในน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อย 5 นาทีแล้วจึงค่อยล้าง ส่วนเสื้อผ้าหรือผ้าปูเตียงที่อาจจะมีของเหลวจากร่างกายติดอยู่ ควรแช่ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสอย่างน้อย 10 นาที ก่อนที่จะซัก

คู่มือนี้ยังบอกด้วยว่า การทำให้อากาศภายในห้องถ่ายเทด้วยการเปิดหน้าต่างนาน 5-10 นาที ทุก ๆ 1 หรือ 2 ชั่วโมงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

จะทำอย่างไรเมื่อผู้อยู่อาศัยในอาคารเดียวกันกับคุณตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อาคารชุดในเมืองอาซาฮีกาวะของฮอกไกโด กรรมการสมาคมของอาคารชุดดังกล่าวได้สอบถามคุณมิซูชิมะ โยชิฮิโระ รองประธานสมาพันธ์แห่งสมาคมด้านการบริหารจัดการอาคารชุด เกี่ยวกับวิธีการฆ่าเชื้อที่อาคารแห่งนี้

คุณมิซูชิมะได้ไปเยือนศูนย์สาธารณสุขแห่งหนึ่งของเมืองนี้และสอบถามว่าศูนย์แห่งนี้สามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปฆ่าเชื้อที่อาคารดังกล่าวได้หรือไม่ แต่ทางศูนย์ระบุว่าอาคารชุดดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ที่ครอบครองโดยเอกชน และพวกตนไม่สามารถไปฆ่าเชื้อให้ได้

ด้วยเหตุนี้ ผู้อยู่อาศัยในอาคารดังกล่าวจึงต้องดำเนินการเอง เราได้ถามเจ้าหน้าที่ของศูนย์สาธารณสุขในเมืองอาซาฮีกาวะว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้างในตอนที่ดำเนินการฆ่าเชื้อด้วยตนเอง

ประการแรก ต้องฆ่าเชื้อสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันซึ่งผู้คนมักจะสัมผัสด้วยมือโดยตรง เช่น ปุ่มกดบนแป้นพิมพ์ของอุปกรณ์เปิด-ปิดประตูเข้าอาคาร, ปุ่มกดในลิฟต์, ราวจับ, สิ่งของที่อยู่ภายในห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน รวมถึงลูกบิดประตูและบันไดฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในอากาศเพราะไวรัสนี้จะลอยอยู่ในอากาศได้ไม่นานมากนัก

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ผู้ทำความสะอาดใช้กระดาษทิชชูแผ่นใหญ่สำหรับงานครัวจุ่มลงไปในโซเดียมไฮโปคลอไรท์ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 0.05 และเช็ดที่พื้นผิวทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน

ไม่ควรฉีดพ่นสารดังกล่าวลงไปบนกระดาษทิชชูสำหรับงานครัวเพราะถ้าทำเช่นนั้น ผู้ทำความสะอาดจะสูดเอาละอองที่เป็นอันตรายเข้าไปได้ นอกจากนี้ การฉีดพ่นที่ไม่ทั่วถึงทำให้เหลือพื้นที่บนกระดาษที่ไม่โดนน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้การฆ่าเชื้อไม่สะอาดสมบูรณ์

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เรานำเสนอใช้กับกรณีที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ศูนย์สาธารณสุขในประเทศอื่น ๆ อาจดำเนินการแตกต่างกันออกไปก็ว่าได้

เด็ก ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่

นายแพทย์ทากายามะ โยชิฮิโระ จากแผนกโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลโอกินาวาชูบุ ได้ช่วยรัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำมาตรการต่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เขาเตือนเรื่องการใช้หน้ากากอนามัยของเด็ก ๆ โดยกล่าวว่าเด็ก ๆ อาจจะจับใบหน้าบ่อยขึ้นกว่าเดิมเมื่อสวมหน้ากากอนามัย และนั่นอาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อได้

เขากล่าวว่าเมื่อเป็นเรื่องของเด็ก ๆ แล้วนั้น มาตรการพื้นฐาน เช่น การล้างมือเป็นประจำและการวัดอุณหภูมิก่อนออกจากบ้านและตอนกลับมาถึงบ้าน ควรเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญก่อน

สมาคมกุมารแพทย์แห่งญี่ปุ่นแนะนำว่าเด็ก ๆ ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย โดยระบุว่าการสวมหน้ากากอนามัยอาจทำให้หายใจลำบาก ด้านกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นก็กล่าวว่า ทางกระทรวงไม่ได้ขอให้ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากเด็กบางคนมีปัญหาเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยอย่างเหมาะสม

นายแพทย์ทากายามะเตือนพ่อแม่เกี่ยวกับการบังคับให้ลูก ๆ สวมหน้ากากอนามัยเพราะเด็ก ๆ คนอื่นก็สวม เขาขอให้พ่อแม่ใช้วิธีปฏิบัติพื้นฐานและพิจารณาพัฒนาการของลูก เมื่อต้องตัดสินใจว่าลูกควรสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่

วัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่พัฒนาไปได้แค่ไหนแล้ว

การพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังเดินหน้ารวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา นับตั้งแต่ที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศว่าเกิดการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสนี้

ณ วันที่ 9 กันยายน องค์การอนามัยโลกระบุถึงรายงานที่ว่ากำลังมีการพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลกถึง 180 รายการ และการแข่งขันกันพัฒนาวัคซีนนี้กำลังเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้น

ในจำนวนนี้ 35 รายการได้เริ่มทำการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย และบางส่วนในจำนวนนี้ได้ไปถึงขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาแล้ว

ขณะนี้กำลังมีการจับตามองวัคซีนประเภทใหม่ โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ด้วยการฉีดหน่วยพันธุกรรมหรือยีนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าไปในร่างกายเพื่อให้ร่างกายผลิตโปรตีนของไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะทำหน้าที่เป็นสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน

รัสเซียได้รับรองอย่างเป็นทางการให้ใช้วัคซีนชื่อว่า สปุตนิก 5 เมื่อเดือนสิงหาคม วัคซีนนี้ใช้ไวรัสชนิดหนึ่งที่ยืนยันว่าปลอดภัย เป็นตัวนำหน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้ทางการรัสเซียได้รับรองวัคซีนดังกล่าวแม้ว่าขั้นตอนสุดท้ายในการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์ยังไม่เสร็จสิ้นลง

ขณะที่บริษัทไฟเซอร์ ผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ก็กำลังพัฒนาวัคซีนที่ใช้หน่วยพันธุกรรมซึ่งรู้จักในชื่อ mRNA (เอ็มอาร์เอ็นเอ) ส่วนบริษัทแอสตราเซเนกาของอังกฤษก็กำลังร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในการพัฒนาวัคซีนที่ใช้หน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วัคซีนประเภทที่ใช้หน่วยพันธุกรรมเหล่านี้คาดว่าจะสามารถพัฒนาได้โดยใช้เวลาสั้นกว่าวัคซีนทั่วไป ทว่าการพัฒนาวัคซีนเช่นนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เคยมีการนำวัคซีนเหล่านี้มาใช้งานจริงกับมนุษย์ และจำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด

ศาสตราจารย์อิชิอิ เค็น แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัคซีน กล่าวว่าผลสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ได้ทำให้เกิดความพยายามทั่วโลกในการพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาแห่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้เทคโนโลยีในระดับการค้นคว้าวิจัยในห้องทดลองสามารถนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว

ทว่าศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวเตือนว่าการพัฒนาอย่างเร่งรีบไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรลืมว่าการยืนยันความปลอดภัยของวัคซีนใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่พัฒนาไปได้แค่ไหนแล้ว

ขณะนี้ยังไม่มียาที่เรียกได้ว่าเป็นยาวิเศษสำหรับใช้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยตรง อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าในการค้นหายาที่พัฒนาสำหรับใช้กับโรคอื่น ซึ่งยืนยันว่าใช้ได้ผลในการรักษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน

ในช่วงแรกนั้นมียาหลายชนิดที่ดูเหมือนจะมีความหวัง แต่ไม่สามารถยืนยันประสิทธิภาพได้ หนึ่งในนั้นคือยาสำหรับใช้ระงับอาการของโรคเอดส์ โดยเป็นที่คาดหวังว่ากลไกที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสโรคเอดส์เพิ่มจำนวนอาจใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทางคลินิกในจีนและอังกฤษชี้ว่ายาดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีอาการหนัก

ยาอีกชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีความหวังคือยาไฮดร็อกซีคลอโรควินซึ่งใช้สำหรับโรคไข้มาลาเรีย อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมิถุนายน สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA ได้ถอนการอนุญาตให้ใช้ยานี้เป็นการฉุกเฉินกับผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยกล่าวว่าผลการทดสอบไม่ได้ชี้ว่ายานี้มีผลในการรักษาโรคโควิด-19

ขณะเดียวกัน มียาหลายชนิดที่ยืนยันว่าใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หนึ่งในนั้นคือยาเรมเดซิเวียร์ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับโรคอีโบลา ผลการทดสอบในสหรัฐยืนยันว่ายานี้ใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และเมื่อเดือนพฤษภาคม ยานี้ได้เป็นยาชนิดแรกที่ผ่านการรับรองให้ใช้สำหรับรักษาโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ผลวิจัยในอังกฤษได้ยืนยันว่ายาเดกซาเมธาโซน ซึ่งเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ มีผลในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และได้เริ่มใช้ยานี้ในการรักษาที่ญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น แนะนำให้ใช้ยาสองชนิดข้างต้นภายในแนวทางปฏิบัติสำหรับรักษาโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตยาของญี่ปุ่นที่ได้พัฒนายาอะวีแกน ซึ่งเป็นยาสำหรับใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่ กำลังทำการทดสอบเพื่อมุ่งให้ทางการรับรองยานี้สำหรับใช้รักษาโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ยาแอกเทมรา ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กำลังอยู่ในขั้นทดสอบทางคลินิก

ยาอื่น ๆ ที่หวังกันว่าอาจใช้ได้ผลนั้น เช่นยาอัลเวสโก ยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้กับโรคหอบหืด และยาฟูธัน ซึ่งปกติใช้กับโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยหากมีการยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย ก็มีความหวังว่าจะสามารถนำยาเหล่านี้มาใช้รักษาโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เช่นกัน

ญี่ปุ่นมีแผนจะรับมือไวรัสโคโรนาอย่างไรในฤดูไข้หวัดใหญ่ระบาด

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น กำลังวางระบบใหม่ที่ให้คลินิกต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อเตรียมสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่โรคไข้หวัดใหญ่ระบาด

ในขณะนี้ ผู้คนที่มีไข้หรืออาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตามปกติแล้วจะได้รับการตรวจหลังจากติดต่อยังโต๊ะให้คำปรึกษาที่ศูนย์สาธารณสุขและไปรับการตรวจยังสถาบันการแพทย์ที่กำหนด หรือหลังจากไปยังคลินิกในท้องถิ่นและรับการตรวจที่ศูนย์ตรวจประจำท้องถิ่นซึ่งจัดตั้งโดยสมาคมแพทย์

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าผู้คนที่มีไข้หรืออาการอื่นที่คล้ายกับโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องการตรวจหาเชื้ออาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด

เพราะเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นจึงได้ตัดสินใจเสริมระบบการตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้คลินิกในท้องถิ่นสามารถตรวจหาไวรัสพร้อมกับการตรวจอาการอื่น ๆ ได้

คลินิกที่ทำการตรวจจะเป็นคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับทางการท้องถิ่น โดยการตรวจส่วนมากจะใช้ชุดตรวจสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ซึ่งใช้งานง่ายและได้ผลตรวจเร็วกว่า และหากผลตรวจออกมาเป็นบวก ศูนย์สาธารณสุขก็จะแนะนำโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่กำหนดเป็นที่พักรักษาตัว

ในกรณีที่คลินิกไม่สามารถทำการตรวจได้ หรือปิดทำการช่วงสุดสัปดาห์ ผู้ที่ต้องการรับการตรวจก็สามารถติดต่อยังโต๊ะให้คำปรึกษาที่ศูนย์สาธารณสุข หรือติดต่อยังศูนย์ตรวจประจำท้องถิ่น

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ มีแผนจะให้คลินิกในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในฤดูไข้หวัดใหญ่ โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนคลินิกที่สามารถตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ และจะจัดหาชุดตรวจสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ให้ได้ 200,000 ชุดต่อวัน

จะสามารถป้องกันการติดเชื้อในรถไฟที่มีผู้คนแออัดได้อย่างไร

อย่างที่เราเคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ผู้คนสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ผ่านละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสทางอ้อม

ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง บางคนอาจจะคิดว่าเราจะไม่ติดเชื้อแม้ว่าผู้ติดเชื้อจะยืนอยู่ข้างเราในรถไฟที่มีผู้คนแออัด หากผู้ติดเชื้อคนนั้นไม่พูดคุยหรือสัมผัสเรา

ละอองฝอยจะเกิดขึ้นในขณะที่เราพูดคุย แต่ละอองฝอยสามารถเกิดจากการหายใจได้เช่นกัน การที่ไม่พูดคุยไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะไม่มีละอองฝอย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดปริมาณการเกิดละอองฝอยลงได้ด้วยการไม่พูดคุย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เรางดเว้นจากการพูดคุยหรือสัมผัสกัน รวมถึงสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือหรือฆ่าเชื้อโรคที่มือบ่อย ๆ

เดิมเราติดเชื้อกันได้อย่างไร

นอกจากการติดเชื้อผ่านละอองฝอยที่มาจากระบบทางเดินหายใจแล้ว ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางอ้อม

การแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางอ้อมสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปจับสัมผัสบางอย่างหลังจากผู้ติดเชื้อมาสัมผัสเอาไว้ คนเรามักจะจับใบหน้าของตนเองรวมถึงจมูกและปากในการใช้ชีวิตประจำวัน และหากทำเช่นนั้นโดยใช้มือที่ปนเปื้อนไวรัส ก็อาจติดเชื้อไวรัสนี้ได้ นอกจากนี้ ดวงตายังเป็นส่วนที่ไวต่อการรับเชื้ออย่างยิ่ง ดังนั้น จึงอาจติดเชื้อจากการขยี้ตาได้

เชื่อกันว่าละอองฝอยขนาดเล็กมากก็เป็นตัวที่แพร่กระจายเชื้อไวรัสนี้ด้วย ละอองฝอยขนาดเล็กมากนั้นมีขนาดเล็กกว่าละอองฝอย และลอยอยู่ในอากาศในบริเวณที่อากาศถ่ายเทไม่ดีนัก จึงมีการแนะนำให้ผู้คนปฏิบัติตาม 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ บริเวณพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี, บริเวณที่มีผู้คนแออัด และการสนทนาในระยะใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากละอองฝอยขนาดเล็กมาก ตามปกติแล้ว ว่ากันว่าละอองฝอยจะไม่ลอยไปถึงระยะประมาณ 2 เมตร ดังนั้น การอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตรก็น่าจะปลอดภัย

เรายังไม่ทราบแน่ชัดทั้งหมดเกี่ยวกับว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายได้อย่างไร แต่ ณ ปัจจุบัน ได้มีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ บนสมมติฐานที่ว่าไวรัสนี้สามารถควบคุมได้ ถ้าปฏิบัติอย่างเข้มงวดในการหลีกเลี่ยงละอองฝอยและการสัมผัส และเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทั่วญี่ปุ่น ทางการได้ขอให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ละอองฝอยแพร่กระจาย และอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตรเผื่อกรณีที่ว่ามีละอองฝอยแพร่กระจายอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำให้ผู้คนล้างมือให้สะอาดเพื่อที่จะได้ไม่ติดเชื้อในกรณีที่มือมีไวรัสปนเปื้อนอยู่ และนำมือมาจับปาก จมูก หรือตา โดยไม่ได้ตั้งใจ

วิธีปฏิบัติเวลาไอคืออะไรและสิ่งที่ควรคำนึงถึงตอนล้างมือคืออะไร

ไวรัสโคโรนาก็คล้ายกับไวรัสของไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด ที่จะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ติดเชื้อไอหรือจาม

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ขอให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ และปฏิบัติอย่างถูกวิธีเวลาไอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส โดยวิธีดังกล่าวเหมือนกันกับที่ใช้เพื่อรับมือกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ

เวลาล้างมือนั้นให้ใช้สบู่และล้างกับน้ำที่เปิดไหล ใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อทำความสะอาดบริเวณผิวหนังของมือทั้งหมด ซึ่งรวมถึงง่ามนิ้วและซอกเล็บ หากไม่มีสบู่และน้ำสำหรับล้างมือ ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

หากนำมือที่มีเชื้อโรคติดอยู่มาโดนที่ตา ปาก และจมูก ก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ ทางที่ดีคือไม่ควรนำมือที่ยังไม่ได้ล้างมาจับที่ใบหน้า

เมื่อมีอาการต่าง ๆ เช่น ไอและจาม ควรปฏิบัติตามการไออย่างถูกวิธี เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปยังผู้ที่อยู่รอบตัว แม้ว่าเราจะติดเชื้อก็ตาม

เมื่อไอหรือจาม ให้ปิดปากด้วยทิชชูหรือวงแขนด้านใน เมื่อใช้ทิชชูแล้วให้ทิ้งทันทีและล้างมือให้สะอาด อย่าใช้มือปิดปากตอนไอหรือจามเพราะไวรัสจะติดอยู่บนมือ

ได้ยินมาว่าการเข้ารับการตรวจ PCR ในญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

การตรวจ PCR คือการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโรคต่าง ๆ และระบุว่าบุคคลนั้น ๆ ติดเชื้อ ณ เวลานั้นหรือไม่ การตรวจเช่นนี้ค่อนข้างแม่นยำแต่ผลตรวจต้องใช้เวลา ว่ากันว่าญี่ปุ่นไม่ได้ดำเนินการตรวจ PCR มากเท่ากับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นมีโอกาสไม่มากนักที่จะดำเนินการตรวจ PCR ก่อนที่จะเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เหตุผลหนึ่งก็คือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือโรคซาร์ส และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส ซึ่งต้องใช้การตรวจ PCR นั้น ไม่ได้แพร่ระบาดในญี่ปุ่น และสำหรับไข้หวัดใหญ่ก็ใช้ชุดตรวจแบบธรรมดากันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ การตรวจ PCR จึงแทบจะไม่ได้ใช้เลยในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน การตรวจ PCR กำลังค่อย ๆ แพร่หลายมากขึ้น ทว่ายังไม่ถึงจุดที่จะสามารถแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว และว่ากันว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทาย

จะระบายอากาศอย่างเหมาะสมภายในห้องได้อย่างไร

YKK AP บริษัทผู้ผลิตประตูและหน้าต่างได้แนะนำที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัทเกี่ยวกับวิธีการเปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างเหมาะสมภายในห้องในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทางบริษัทแนะนำให้ “เปิดหน้าต่าง 2 บานแทนที่จะเปิดแค่บานเดียว” และควรเปิดหน้าต่าง “ที่อยู่ตรงข้ามกันในแนวทแยงมุม”

สำหรับห้องพักที่มีหน้าต่างแค่ 1 บาน ทางบริษัทแนะนำให้เปิดประตูภายในห้องเพื่อให้เกิดทางเดินอากาศ และใช้พัดลมเพื่อให้อากาศหมุนเวียน

นอกจากนี้ ก็ยังแนะนำเกี่ยวกับหน้าต่างแบบบานเลื่อนโดยระบุว่าให้เลื่อนหน้าต่างมาไว้ตรงกลาง เพื่อที่ด้านข้างของหน้าต่างทั้งสองด้านจะได้เปิดโล่ง

จะสามารถระบายอากาศภายในห้องได้อย่างไรขณะที่ใช้เครื่องปรับอากาศ

ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ระบุว่าเครื่องปรับอากาศส่วนมากแค่ทำให้อากาศภายในห้องหมุนเวียน แต่ไม่ได้ระบายอากาศ จึงขอให้ผู้คนเปิดหน้าต่างบ้างในบางครั้งและทำให้อากาศสดชื่นขณะที่เปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ

บางคนอาจรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นอาจทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า เจ้าหน้าที่คนหนึ่งอธิบายวิธีที่จะควบคุมการใช้ไฟฟ้าในขณะที่มีการระบายอากาศไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรับอากาศกินไฟฟ้ามากเมื่อกดเปิดใช้งาน ดังนั้นจึงควรเปิดทิ้งไว้ในขณะที่เปิดหน้าต่างระบายอากาศ

ในพื้นที่ที่สภาพภูมิอากาศร้อนกว่านี้ การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออากาศจากภายนอกไหลเข้ามาปะทะกับอุณหภูมิภายในห้อง ดังนั้น การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะระบายอากาศนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่ความเสี่ยงของอาการโรคลมเหตุร้อนจะเพิ่มขึ้นเมื่อสวมหน้ากากอนามัย

เราได้ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อดูว่าอุณหภูมิบนใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อสวมหน้ากากอนามัย การทดลองดังกล่าวพบว่าผู้ที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย อุณหภูมิของผิวบริเวณรอบปากอยู่ที่ประมาณ 36 องศาเซลเซียส โดยวัดอุณหภูมิในช่วงต้นฤดูร้อนที่ย่านชิบูยะของกรุงโตเกียว ซึ่ง NHK ตั้งอยู่

อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิรอบปากเพิ่มขึ้น 3 องศามาอยู่ที่ 39 ถึง 40 องศา เพียงไม่นานหลังจากที่ผู้นั้นสวมหน้ากากอนามัย จากนั้น 5 นาทีต่อมา ผิวโดยรอบปากเริ่มมีเหงื่อออกเนื่องจากความร้อนที่ถูกกักไว้ด้านในหน้ากากอนามัย ผู้ทดลองรู้สึกร้อนขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนก่อนสวมหน้ากากอนามัย และรู้สึกหายใจลำบากเมื่อเวลาผ่านไป

ศาสตราจารย์โยโกโบริ โชจิ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิปปงระบุว่า การสวมหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ผู้สวมใส่เสี่ยงที่จะมีอาการโรคลมเหตุร้อนมากขึ้นเสมอไป แต่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้การหายใจลำบาก รวมถึงสามารถทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 เมื่อรวมปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่น การออกกำลังกายและอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก การสวมหน้ากากอนามัยก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคลมเหตุร้อนได้

ศาสตราจารย์โยโกโบริกล่าวว่าการหยุดยั้งละอองฝอยไม่ให้แพร่กระจายด้วยการสวมหน้ากากอนามัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่อาศัยตามลำพังดำเนินการป้องกันโรคลมเหตุร้อนอย่างเพียงพอก็สำคัญไม่แพ้กัน

ศาสตราจารย์โยโกโบริแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อน ถอดหน้ากากอนามัยออกและพักในที่ที่ฝูงชนไม่แออัดมากนัก เช่น ใต้ร่มเงาของต้นไม้ ขณะที่อยู่ด้านนอก นอกจากนี้ ก็ยังแนะนำให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยเป็นระยะ ๆ เนื่องจากอากาศไม่สามารถหมุนเวียนได้เมื่อหน้ากากอนามัยมีความชื้นจากเหงื่อ

สิ่งที่ควรระมัดระวังขณะที่เด็ก ๆ เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวันที่โรงเรียนคืออะไร

เราได้สอบถามเรื่องนี้กับศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กทุกคนซึ่งรวมถึงคนที่ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวัน จะล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารกลางวัน เขากล่าวว่าต้องให้ความสนใจตอนที่ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ทัพพีหรือที่คีบอาหารด้วย

NHK และศาสตราจารย์คูนิชิมะได้ทดลองร่วมกันเพื่อดูว่าไวรัสอาจแพร่กระจายออกไปอย่างไรในการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์

ผู้ที่รับบทเป็นผู้ติดเชื้อได้ทาสีสะท้อนแสงไว้ที่มือทั้งสองข้างของเขาและไปรับประทานอาหาร ในช่วงเวลา 30 นาที สีดังกล่าวได้แพร่กระจายจากที่คีบอาหาร, ฝาปิดภาชนะ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ทุกคนใช้  ไปติดตามมือของผู้คนทั้งหมด 10 คนที่เข้าร่วมการทดลอง

ความเสี่ยงของการติดเชื้อที่มื้อกลางวันในโรงเรียนนั้นสามารถลดลงได้ ถ้าทุกคนล้างมืออย่างทั่วถึง สวมหน้ากากอนามัย และให้แค่เด็กที่รับผิดชอบในการเสิร์ฟอาหารเท่านั้นที่สามารถใช้ที่คีบอาหารหรือทัพพีได้

ระหว่างรับประทานอาหาร ควรเปิดหน้าต่างภายในห้องเรียน และเด็ก ๆ ก็ไม่ควรอยู่ใกล้กัน โดยหลีกเลี่ยงสถานที่ปิด สถานที่ที่มีผู้คนแออัด และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกันด้วย

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเด็ก ๆ ไม่สามารถสวมหน้ากากอนามัยขณะที่รับประทานอาหารได้ และพวกเขาอาจจะอยู่ใกล้กันมากกว่าตอนที่นั่งเรียนในชั้นเรียน ศาสตราจารย์คูนิชิมะหวังว่าเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนจะระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การทำให้อากาศถ่ายเทและการล้างมือ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2563)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถแพร่กระจายก่อนที่ผู้ติดเชื้อจะปรากฏอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้หรือไอ หรือไม่

คณะนักวิจัยในสิงคโปร์ระบุว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในบางกรณี คณะนักวิจัยซึ่งตามรอยเส้นทางการติดเชื้อในหลายกรณีที่สิงคโปร์ ได้เปิดเผยข้อมูลในรายงานที่นำออกเผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ

หลังจากการวิเคราะห์อย่างละเอียด คณะนักวิจัยพบกรณีต่าง ๆ ในการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม 7 กลุ่ม ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการแพร่กระจายจากคนสู่คนเกิดขึ้นจากผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

ผู้ที่ไม่แสดงอาการจะเริ่มมีไข้ ไอ หรือน้ำมูกไหล หลายวันหลังจากสัมผัสติดต่อกับผู้อื่น ซึ่งต่อมาพบว่าติดเชื้อไวรัสนี้ คณะนักวิจัยเชื่อว่าผู้ที่ไม่แสดงอาการได้แพร่กระจายไวรัสในช่วงที่ไวรัสฟักตัวผ่านทางละอองฝอยและทางอื่น ๆ

การติดเชื้อแบบกลุ่มบางกรณีเกิดขึ้นในชั้นเรียนร้องเพลง คณะนักวิจัยระบุว่าแม้ว่าผู้ติดเชื้อไม่ได้ไอ แต่ไวรัสก็สามารถแพร่กระจายได้ผ่านละอองฝอยขณะที่ร้องเพลงเสียงดังหรือวิธีอื่น ๆ

คณะนักวิจัยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สามารถแพร่กระจายในระยะฟักตัวได้ และว่าแค่การกักตัวผู้คนที่แสดงอาการแล้วนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันและเลี่ยงฝูงชนแออัดก็มีความสำคัญ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2563)

จริงหรือไม่ที่ละอองฝอยจากการไอและจามมักลอยค้างในอากาศใกล้กับพื้น

ศาสตราจารย์เซกิเนะ โยชิกะ จากมหาวิทยาลัยโทไก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพแวดล้อมภายในอาคาร NHK ได้ดำเนินการทดลองเกี่ยวกับละอองฝอยภายใต้การควบคุมของอาจารย์ โดยจำลองสถานที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเทซึ่งคล้ายกับศูนย์อพยพหลบภัยฉุกเฉิน และประเมินผลกระทบจากละอองฝอยจากการไอหรือจามในสภาพแวดล้อมปิดลักษณะนี้ โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสร้างละอองฝอยปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณจากการจามหนึ่งครั้ง พร้อมบันทึกภาพไว้ด้วยกล้องที่มีความคมชัดสูง

ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่าละอองฝอยส่วนใหญ่ตกลงไปรวมกันใกล้พื้นห่างออกไปประมาณ 1.5 เมตร ภาพวิดีโอยังแสดงให้เห็นว่าเวลามีคนเดินบนพื้นบริเวณนั้น ฝุ่นที่ปนเปื้อนละอองฝอยจะกระจายขึ้นมาและลอยอยู่ในอากาศ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่อากาศเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยจากการไอหรือจาม ฝุ่นปนเปื้อนที่อยู่บนพื้นจะลอยขึ้นมาได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตร

ศาสตราจารย์เซกิเนะกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์บางส่วนได้รายงานว่าไวรัสโคโรนาสามารถมีชีวิตรอดได้เป็นเวลานานโดยเฉพาะบนพื้นผิวสัมผัสที่แข็งและมีแรงเสียดทานต่ำ อย่างเช่นพื้นโรงยิม ซึ่งมักใช้เป็นศูนย์อพยพหลบภัยชั่วคราว

อาจารย์กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือ การจัดการปัญหาเกี่ยวกับละอองฝอยที่ว่านี้เวลาที่มีการอพยพหลบภัยที่ต้องใช้สถานที่ลักษณะนี้

เรายังได้พูดคุยกับศาสตราจารย์คันบาระ ซากิโกะ จากมหาวิทยาลัยโคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อในศูนย์อพยพหลบภัยฉุกเฉิน

อาจารย์เตือนว่าการนอนรวมกันหลายคนบนพื้นในศูนย์หลบภัยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้ อาจารย์ชี้ถึงวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือให้นอนบนเตียงชั่วคราวที่ทำจากกระดาษลูกฟูกเพื่อให้มีระยะห่างจากพื้นเล็กน้อย

สิ่งที่ควรใส่ใจเมื่อเข้าไปอยู่ที่ศูนย์หลบภัยมีอะไรบ้าง

ระหว่างอยู่ที่ศูนย์หลบภัย ต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่อง 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ เลี่ยงสถานที่ปิด เลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้คือ ใส่ใจเรื่องการระบายอากาศ รักษาระยะห่างทางกายภาพโดยเว้นระยะห่างจากผู้อื่นประมาณ 2 เมตร และหลีกเลี่ยงการสนทนาใกล้ชิดกัน

นอกจากนี้ยังสามารถนั่งหันหลังให้กันแทนที่จะหันหน้าเข้าหากัน และใช้แผ่นกระดาษลูกฟูกทำเป็นฉากกั้น มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ละอองฝอยจากการไอและจามไม่แพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้

อีกสิ่งที่สามารถทำได้คือ การล้างและฆ่าเชื้อที่มือ ควรล้างมือหรือเช็ดถูมือด้วยของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงหลังสัมผัสจับต้องสิ่งที่ใครต่อใครจับ เช่น ลูกบิดประตูและราวจับ

ระหว่างอยู่ที่ศูนย์หลบภัย ควรหมั่นวัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตสภาพร่างกายของตนเองอยู่เสมอ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบศูนย์ทราบทันทีเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เพื่อที่ว่าท่านและเจ้าหน้าที่จะสามารถพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำได้

การติดเชื้อมักแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในศูนย์หลบภัยในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ หลังเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2554 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่หลายสิบคนที่ศูนย์หลบภัยแห่งหนึ่งในจังหวัดอิวาเตะ และหลังเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดคูมาโมโตะเมื่อปี 2559 ก็พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และโนโรไวรัสทั้งที่ศูนย์หลบภัยและพื้นที่รอบศูนย์หลบภัยในมินามิอาโซะ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563)

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมก่อนไปที่ศูนย์หลบภัยมีอะไรบ้าง

ศูนย์หลบภัยมักแออัดไปด้วยผู้คนมากมายเมื่ออันตรายจากภัยพิบัติกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งก็หมายความว่ามีความเสี่ยงสูงที่การติดเชื้ออาจแพร่กระจายออกไป ดังนั้น เวลาไปที่ศูนย์หลบภัย ต้องไม่ลืมนำหน้ากากอนามัย ของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และเทอร์มอมิเตอร์วัดไข้ติดตัวไปด้วย

ถ้าไม่มีหน้ากากอนามัย สามารถใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าที่มีขนาดใหญ่พอปิดปากและจมูกแทนได้ ถ้าไม่มีของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สามารถใช้ทิชชูเปียกแทนได้

สิ่งสำคัญคือ การเฝ้าสังเกตสภาพร่างกายของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อแพร่กระจายออกไป หมั่นวัดอุณหภูมิร่างกาย อาการตัวร้อนมีไข้ ไอ และรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2563)

มีอะไรบ้างที่ต้องระวังเมื่อจะอพยพหลบภัยยามเกิดภัยพิบัติ

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจแพร่กระจายได้หากคนจำนวนมากไปที่ศูนย์หลบภัยเวลาเกิดภัยพิบัติ

ดังนั้นจากนี้ไป สิ่งสำคัญสำหรับคนในชุมชนคือ การไปหลบภัยไม่ใช่แค่ที่ศูนย์หลบภัยที่กำหนด แต่รวมถึงที่ต่าง ๆ เช่น บ้านญาติ บ้านคนรู้จัก โรงแรม บ้านตัวเอง หรือพักค้างในรถ

หากมีญาติหรือเพื่อนอาศัยอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สามารถพักพิงได้ ก็ควรพิจารณาไปพักกับคนเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ศูนย์หลบภัยแออัดเกินไป

นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาหลบภัยที่บ้านตัวเอง หากอยู่บนชั้นที่สูงของอาคารอะพาร์ตเมนต์หรือมีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ได้ปลูกสร้างในที่ที่เสี่ยงอันตราย เช่น ใกล้แม่น้ำ พื้นดินต่ำ หรือไหล่เขา

การพักค้างในรถก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก หากบริเวณนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่ได้อยู่บนไหล่เขาหรือใกล้อาคารที่พังถล่ม ในกรณีที่พักค้างในรถ ควรหมั่นออกกำลังและใส่ใจเรื่องการระบายอากาศในรถ

แต่ถ้ามีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก็ควรไปที่ศูนย์หลบภัยโดยไม่ต้องลังเล

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2563)

เราสามารถสวมเฟซชิลด์หรือกะบังใสป้องกันใบหน้าแบบที่แพทย์และพยาบาลสวม แทนหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่

เฟซชิลด์คลุมใบหน้าได้ทั้งช่วงบนและช่วงล่าง วัตถุประสงค์หลักในการใช้งานคือ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อตา บุคลากรประจำสถาบันการแพทย์จึงมักสวมทั้งหน้ากากอนามัยและเฟซชิลด์

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ จากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งโตเกียวกล่าวว่า การใช้เฟซชิลด์มีประโยชน์เวลาพูดคุยโดยไม่เว้นระยะห่างเพราะช่วยป้องกันไม่ให้คนที่สวมเฟซชิลด์สัมผัสถูกละอองฝอยที่แพร่กระจายจากอีกฝ่ายได้ ไม่ต่างจากหน้ากากอนามัยผ้า

แต่ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่า การสวมเฟซชิลด์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันผู้สวมจากการติดเชื้อได้ โดยว่าเฟซชิลด์มีประสิทธิภาพตรงที่ช่วยไม่ให้ผู้สวมใช้มือสัมผัสปากหรือจมูก แต่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากหรือจมูกได้

อาจารย์กล่าวว่าเวลาใช้เฟซชิลด์ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสด้านนอกของกะบังเพราะอาจมีไวรัสติดอยู่ และควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์หรือล้างด้วยสบู่หลังใช้งานด้วย

ศาสตราจารย์ซูงาวาระเสริมว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อคือ หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นให้มากที่สุดและหมั่นล้างมือ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2563)

บางคนสวมหน้ากากอนามัยโดยไม่ครอบปิดจมูก ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

วัตถุประสงค์หลักของการสวมหน้ากากอนามัยคือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลาย และเพื่อสกัดกั้นละอองฝอยขนาดใหญ่จากผู้ติดเชื้อ หากไม่ครอบปิดจมูก ละอองฝอยก็จะกระจายออกไปได้เวลาจาม นอกจากนี้เวลาหายใจเข้า ร้อยละ 90 ของอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ดังนั้นการไม่ครอบปิดจมูกจึงเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

เวลาถอดหน้ากากอนามัย จะต้องแน่ใจว่ามีระยะห่างทางกายภาพอย่างเพียงพอ ว่ากันว่าละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายสามารถแพร่กระจายได้ไกลถึงประมาณ 2 เมตร กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นแนะนำให้ถอดหน้ากากอนามัยเวลาอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตรเพื่อป้องกันอาการลมเหตุร้อน

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อประจำโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า เราไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา สวมเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น คุณซากาโมโตะกล่าวว่า การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาทำให้เสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อนได้

การเลือกวัสดุสำหรับหน้ากากอนามัยก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนที่อากาศร้อน หลายคนทำหน้ากากอนามัยใช้เองโดยใช้วัสดุต่าง ๆ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัสดุชนิดต่าง ๆ สำหรับหน้ากากอนามัยทั้งในแง่ความสะดวกในการหายใจ และประสิทธิภาพในการกรองหรือก็คือความสามารถของวัสดุในการกรองละอองฝอย

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไนลอนมีประสิทธิภาพในการกรองสูงแต่ความสะดวกในการหายใจต่ำ ฝ้ายที่ใช้ทำผ้ากอซ หายใจง่ายก็จริงแต่มีประสิทธิภาพในการกรองต่ำ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ควรใช้แบบที่เป็นฝ้ายผสมกับวัสดุอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกรอง

คุณซากาโมโตะ จากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่สวมหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิบัติตามวิธีป้องกันเบื้องต้นด้วย เช่น ฆ่าเชื้อโรคที่มือและ 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ เลี่ยงสถานที่ปิด เลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563)

เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขสวมหน้ากากอนามัยกัน แต่ก็ทราบข่าวว่ามีแพทย์และพยาบาลที่ติดเชื้อ หน้ากากอนามัยมีประสิทธิผลในการป้องกันเชื้อได้จริงหรือ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการสวมหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม หน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางนั้น ไม่ได้ป้องกันไวรัสต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่าความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อของหน้ากากอนามัยดังกล่าว ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด

ในการทำงานด้านสาธารณสุขนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัย และใช้มาตรการป้องกันอื่น ๆ ควบคู่กันไปขึ้นอยู่กับความรู้ความเชี่ยวชาญ ทว่า กล่าวกันว่าการสวมหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ได้ช่วยป้องกันได้มากนัก

หน้ากากอนามัยแบบ N95 เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนมากสวมใส่ในหอผู้ป่วยวิกฤติหรือไอซียู หน้ากากเหล่านี้สามารถกรองเอาไวรัสออกไปได้แต่ผู้สวมใส่จะหายใจลำบาก

การใช้งานหน้ากากอนามัย N95 อย่างเหมาะสมนั้น จำเป็นต้องศึกษาวิธีการที่ถูกต้องก่อนสวมใส่และใช้งาน ทั้งนี้ ไม่ว่าหน้ากากอนามัยที่สวมใส่กันจะเป็นประเภทใดก็ตาม แต่การเอามือที่ยังไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคมาจับที่ใบหน้าจะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ

ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สวมหน้ากากอนามัย ว่ากันว่าหน้ากากอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคคลนั้นจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นได้อย่างมาก

จนถึงขณะนี้ เป็นที่ทราบกันว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยมากจะแพร่กระจายได้ผ่านทางละอองฝอยของระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ยังทราบด้วยว่าผู้ติดเชื้อสามารถแพร่ไวรัสในปริมาณมากได้ตั้งแต่ช่วงประมาณ 2 วันก่อนปรากฏอาการ และสามารถแพร่ได้โดยทันทีหลังจากที่มีอาการแล้ว

ว่ากันว่าการสวมหน้ากากอนามัยช่วยลดการแพร่กระจายของละอองฝอยที่เกิดจากการไอและจามได้อย่างมาก ตลอดจนละอองฝอยซึ่งมีอนุภาคเล็กมากที่แพร่กระจายออกมาขณะพูดคุยกันด้วย

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โอมิ ชิเงรุ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองประธานคณะทำงานอันประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่าตนต้องการให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอาการหรือไม่ก็ตาม สวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายไวรัสนี้ เขากล่าวว่าประเทศต่าง ๆ และองค์การอนามัยโลกได้เห็นพ้องต้องกันแล้ว แม้จะมีความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอนามัยก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2563)

การเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสกับเชื้อแบคทีเรียเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่าเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียต่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำให้เกิดโรคได้

เชื้อแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว และสามารถขยายพันธุ์ได้เอง

ส่วนเชื้อไวรัสมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียมาก โดยเชื้อไวรัสประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรม หรือกรดนิวคลีอิก และชั้นห่อหุ้มป้องกัน แต่ว่าไวรัสไม่มีเซลล์ นอกจากนี้เชื้อไวรัสยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง แต่จะเพิ่มจำนวนได้เฉพาะเวลาที่อยู่ภายในเซลล์ที่มีชีวิตของมนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสนี้เท่านั้น

ด้วยเหตุผลนี้เอง เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้บนผนังหรือพื้นผิวอื่น ๆ แต่เป็นที่ทราบกันว่าเชื้อไวรัสจะยังคงความสามารถในการติดเชื้ออยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งขณะที่ติดอยู่บนพื้นผิวเช่นว่านี้

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเวลาที่ออกไปข้างนอก พวกเรามักสัมผัสกับพื้นผิวเช่นนี้บ่อยครั้ง เช่นลูกบิดประตูหรือราวจับ ดังนั้นเวลาที่เดินทางกลับถึงบ้านหรือมาถึงที่ทำงาน หรือก่อนจะรับประทานอาหาร เราจึงควรล้างมือหรือทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน)

มีโอกาสติดเชื้อไวรัสจากการหยิบจับเงินสดหรือไม่

ศาสตราจารย์มิกาโมะ ฮิโรชิเงะ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไอจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการติดเชื้อ กล่าวว่าขึ้นอยู่กับว่าปริมาณของเชื้อไวรัสมีมากเท่าใด โดยว่าหากคนที่มีเชื้อติดอยู่ที่มือใช้มือสัมผัสธนบัตรหรือเหรียญ ก็ควรตั้งข้อสังเกตไว้ดีกว่าว่าเชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่เงินสดนั้นไปอีกระยะหนึ่ง

ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เราจึงควรล้างมือด้วยสบู่หรือฆ่าเชื้อที่มือด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้ออื่นก่อนจะใช้มือสัมผัสปากหรือจมูก ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ

ศาสตราจารย์มิกาโมะยังแนะนำด้วยว่าควรจะล้างมือหรือฆ่าเชื้อในแบบเดียวกันนี้ด้วยหลังจากสัมผัสสิ่งของใด ๆ ที่ซื้อมา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน)

เชื้อไวรัสติดบนพื้นผิวสิ่งของต่าง ๆ จะเหลืออยู่ได้นานเท่าใด

รายงานฉบับหนึ่งที่จัดทำโดยนักวิจัยของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐ และองค์กรอื่น ๆ กล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลดจำนวนลงมากอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป โดยว่าไม่พบเชื้อไวรัสเหลืออยู่บนพื้นผิวทองแดงหลังเวลาผ่านไป 4 ชั่วโมง และไม่พบไวรัสเหลืออยู่บนกระดาษแข็งหลังเวลาผ่านไป 72 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นผิวที่เป็นพลาสติก ยังคงมีไวรัสหลงเหลืออยู่แม้ว่าจะผ่านไป 72 ชั่วโมงก็ตาม ขณะที่พบว่าไวรัสยังคงเหลืออยู่บนพื้นผิวที่เป็นสแตนเลส หลังเวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน)

จะเกิดอะไรขึ้นกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เวลาที่นำอาหารแช่ในช่องแข็ง

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดเชื้อกล่าวว่า ถึงแม้จะมีหลายสิ่งที่ยังไม่เป็นที่รับรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่มีการศึกษาระดับนานาชาติเกี่ยวกับเชื้อไวรัสซาร์ส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาที่คล้ายกันอยู่แล้ว

การศึกษาหนึ่งระบุว่า เชื้อไวรัสซาร์สถูกกำจัดเมื่อทดสอบในภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง คือราว 56 องศาเซลเซียส แต่ในภาวะที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง 80 องศาเซลเซียส เชื้อไวรัสกลับสามารถคงอยู่ได้ถึงราว 3 สัปดาห์

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้เป็นนัยว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจไม่ทนกับความร้อน แต่สามารถทนกับอุณหภูมิต่ำได้ดี

ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่า หากยกตัวอย่างสมมุติว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนหีบห่อของอาหารแช่แข็ง เชื้อไวรัสนี้ก็อาจทนอยู่ในตู้เย็นหรือในช่องแข็งได้เป็นเวลานาน ดังนั้นก่อนที่จะนำอาหารแช่ในตู้เย็นหรือช่องแข็งก็ควรฆ่าเชื้อบนหีบห่อเสียก่อน ทั้งยังควรล้างมืออย่างพิถีพิถันทั้งก่อนและหลังประกอบอาหารด้วย

ศาสตราจารย์ซูงาวาระชี้ว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมากสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยเมื่ออุ่นให้ร้อนแล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน)

การอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาได้หรือไม่

เตาอบไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ที่อุ่นอาหารด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้โมเลกุลน้ำภายในอาหารหมุนกลับไปมา

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดเชื้อ กล่าวว่าหากอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟให้ร้อนเพียงพอ ก็สามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตามเธอชี้ว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเตาไมโครเวฟทำให้พื้นผิวของหีบห่อบรรจุอาหารร้อนเพียงพอที่จะให้เชื้อไวรัสที่ติดอยู่บนหีบห่อหมดความสามารถในการติดเชื้อได้

ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่าการล้างมือบ่อย ๆ ก่อนและหลังประกอบอาหาร รวมทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มิถุนายน)

ถ้าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดบนผิวหนัง เชื้อไวรัสจะคงอยู่ได้นานเท่าใด และเชื้อไวรัสจะหลงเหลืออยู่ในตัวคนที่ไม่แสดงอาการแล้วหรือไม่

ศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่าเชื้อไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หากไม่เข้าไปในร่างกายและติดเชื้อในเซลล์ของสัตว์ที่มีชีวิต

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นที่ทราบกันว่าโดยมากแล้วจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเนื้อเยื่อในจมูกหรือในปาก และเพิ่มจำนวนที่เซลล์ในลำคอ ปอด และที่อื่น ๆ ดังนั้นหากว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดอยู่บนพื้นผิวของมือหรือเท้าเท่านั้น ก็จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

อย่างไรก็ตาม หากคนที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่บนมือ ใช้มือสัมผัสที่ตา จมูก หรือปาก ก็อาจทำให้ตนเองติดเชื้อได้ ทั้งนี้เชื้อที่ติดอยู่บนผิวหนังสามารถล้างออกได้ด้วยสบู่ ดังนั้นผู้คนจึงควรรักษาความสะอาดด้วยการล้างมืออย่างพิถีพิถัน หรือใช้ของเหลวฆ่าเชื้อ เช่นแอลกอฮอล์ ก่อนที่จะใช้มือสัมผัสใบหน้า

ไวรัสของโรคบางชนิด เช่น โรคอีสุกอีใส จะยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายคนไปตลอดแม้ว่าคนผู้นั้นจะฟื้นตัวจากอาการป่วยแล้วก็ตาม แต่ปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาไม่เป็นเช่นนั้น โดยหากว่าผู้ใดติดเชื้อและแสดงอาการออกมา ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงาน และทำให้เชื้อไวรัสหมดไปจากร่างกาย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน)

รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ หรือก๊าซโอโซนสำหรับฆ่าเชื้อสามารถทำลายเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่

ศาสตราจารย์โอเงะ ฮิโรกิ แห่งมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่การอาบรังสีอัลตราไวโอเลตความเข้มข้นสูงที่มีความยาวคลื่นในระดับหนึ่ง จะช่วยลดความสามารถในการติดเชื้อของไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดได้

คาดกันว่าเครื่องมือปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีสมรรถนะสูงที่นำมาใช้จริงอยู่แล้วหลายชนิดมีประสิทธิผลในการรับมือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เครื่องมือเช่นนี้กำลังใช้อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยฮิโรชิมาเพื่อฆ่าเชื้อห้องพักหลังจากที่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาออกจากโรงพยาบาลไป โดยการปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตทั่วทั้งห้องเพื่อลดความสามารถในการติดเชื้อของไวรัส

อย่างไรก็ตาม มองกันว่าแสงอาทิตย์ไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัสที่สามารถกำจัดได้ด้วยเครื่องปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตข้างต้น เพราะถึงแม้ว่าแสงอาทิตย์จะเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต แต่แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสีที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ กัน และไม่มีพลังมากเท่ากับรังสีที่ปล่อยจากอุปกรณ์ข้างต้น

สำหรับก๊าซโอโซนนั้น นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในญี่ปุ่นระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า พวกตนพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความสามารถในการติดเชื้อลดลงอย่างมากหลังจากที่สัมผัสกับโอโซนความเข้มข้นสูงเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง ศาสตราจารย์โอเงะกล่าวว่าก๊าซโอโซนที่ใช้ในการทดลองนั้นมีความเข้มข้นระหว่าง 1-6 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์

อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ก๊าซโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อและดับกลิ่น ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้สำหรับใช้ทั่วไปนั้น ไม่ได้ให้ก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นสูงดังกล่าว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าโอโซนความเข้มข้นต่ำมีประสิทธิผลในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นกำลังเรียกร้องให้ผู้คนสอบถามยืนยันกับบรรดาผู้ผลิตว่า คำกล่าวอ้างที่ว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก๊าซโอโซน สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาได้ผลนั้น มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน)

จะต้องระวังอะไรบ้างเวลาใส่หน้ากากป้องกันในฤดูร้อน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า จำเป็นต้องระวังอาการลมเหตุร้อนให้มากขึ้นในฤดูร้อนปีนี้ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากสวมใส่หน้ากากป้องกันเพื่อรับมือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทางกระทรวงแนะนำให้ผู้คนถอดหน้ากากออกได้ในพื้นที่ภายนอกอาคารหากว่ามีการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเพียงพอ ซึ่งก็คืออย่างน้อย 2 เมตร นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้งดเว้นการทำงานหรือออกกำลังกายอย่างหักโหมยามที่สวมหน้ากาก ทางกระทรวงได้เรียกร้องให้ผู้คนดื่มน้ำบ่อย ๆ แม้ว่าจะไม่รู้สึกหิวน้ำก็ตาม

ศาสตราจารย์โยโกโบริ โชจิ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิปปง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาการลมเหตุร้อน กล่าวว่าการใส่หน้ากากไม่ได้ทำให้ผู้คนเสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อนเสมอไป แต่การสวมหน้ากากทำให้หายใจลำบากขึ้น

ทั้งนี้มีข้อมูลที่ชี้ว่าเวลาสวมหน้ากากป้องกัน อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 ศาสตราจารย์โยโกโบริชี้ว่า ภาระหนักจากการออกกำลังกาย หรืออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ต่างเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อน

ศาสตราจารย์โยโกโบริกล่าวว่าการป้องกันการติดเชื้อผ่านฝอยละอองขนาดเล็กถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้สูงอายุหรือผู้คนที่อาศัยอยู่คนเดียวก็ควรจะระวังอาการลมเหตุร้อนด้วย โดยเวลาอยู่ข้างนอก ศาสตราจารย์โยโกโบริแนะนำให้ผู้คนถอดหน้ากาก และพักในสถานที่ที่ไม่แออัด เช่นใต้ร่มไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรจะเปลี่ยนหน้า