ถาม-ตอบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คณะผู้เชี่ยวชาญของ NHK ตอบคำถามจากคุณผู้ฟังเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

สถานการณ์ปัจจุบันของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์วาดะ โคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยชุมชนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสุขภาพและสวัสดิการ อธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในญี่ปุ่น โดยระบุว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับการติดเชื้อในญี่ปุ่น แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในต่างประเทศนั้น เราควรทราบไว้ว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์ทั้งหลายเป็นเรื่องยาก และว่าไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้จะกลายเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อในญี่ปุ่นด้วย

ศาสตราจารย์วาดะระบุว่าถ้าการติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นไวรัสชนิดกลายพันธุ์ ก็อาจทำให้ความเร็วของการระบาดและจำนวนของผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่าการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ในระดับบุคคลนั้น ยังคงไม่ต่างไปจากการดำเนินมาตรการต้านไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่เขาระบุว่าผู้ที่รับผิดชอบด้านมาตรการต้านการติดเชื้อประจำหน่วยงานหลายหน่วยงานอาจถูกสับเปลี่ยนในช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่นี้ ทำให้การดำเนินมาตรการที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอในบางกรณีนั้นเป็นเรื่องยาก

เขากล่าวว่ากรณีเช่นว่านี้พบเห็นได้ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเขาเรียกร้องให้ใช้มาตรการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ในรูปแบบที่ราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะที่สถานพยาบาลดูแลผู้สูงอายุ สถาบันทางการแพทย์ และทางการท้องถิ่น

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์วาดะยังกล่าวด้วยว่าการส่งเสริมเรื่องตรวจติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญ และว่ารัฐบาลควรจัดทำกฎระเบียบที่สามารถตรวจไวรัสชนิดกลายพันธุ์จากตัวอย่างที่ได้จากการตรวจโดยสถาบันเอกชนได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2564)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ

ที่ญี่ปุ่นนั้น มีบุคคลคนหนึ่งซึ่งเดินทางจากฟิลิปปินส์มายังญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่ไม่ใช่ชนิดที่พบในอังกฤษ, แอฟริกาใต้ หรือบราซิล ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้มีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า N501Y ตลอดจนการกลายพันธุ์ที่ส่วนหนามที่เรียกว่า E484K ซึ่งช่วยให้ไวรัสนี้หลบเลี่ยงการโจมตีจากสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีได้

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ที่เคยมีรายงานในฟิลิปปินส์เมื่อก่อนหน้านี้ สามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและว่าสามารถทำให้เกิดอันตรายได้มากเท่า ๆ กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดทั่วโลก

นับจนถึงวันที่ 3 มีนาคม ญี่ปุ่นได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์อีกชนิดหนึ่งเกือบ 400 คน ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์แบบ E484K ไวรัสกลายพันธุ์นี้ไม่มีการกลายพันธุ์แบบ N501Y จึงไม่น่าจะแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่นักวิจัยระบุว่าการกลายพันธุ์ที่พบในบางกรณีดูเหมือนว่าเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของญี่ปุ่นกำหนดให้ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้เป็น “ชนิดกลายพันธุ์ที่ต้องจับตา” โดยบรรดานักวิจัยกำลังศึกษาไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้เพิ่มเติมผ่านการวิเคราะห์ยีนและวิธีการอื่น ๆ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2564)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในบราซิล

มีรายงานไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ จากผู้เดินทางมาจากบราซิลคนหนึ่ง

เชื่อกันว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ปรากฏครั้งแรกในเมืองมาเนาส์ ทางตอนเหนือของบราซิล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปี 2563 นับจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ ว่ากันว่าร้อยละ 91 ของกรณีติดเชื้อที่มีรายงานในมาเนาส์นั้นเป็นการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ “แพร่เชื้อได้ง่ายกว่าชนิดกลายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ก่อนหน้านี้” และว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มี 32 ประเทศและดินแดนที่ได้รายงานกรณีติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์นี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าความเสี่ยงของการเกิดอาการรุนแรงจากไวรัสกลายพันธุ์นี้มี “ผลในวงจำกัด” และว่ามีรายงานการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์นี้ซ้ำ ทั้งนี้เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ตลอดจนชนิดกลายพันธุ์ที่มีรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้ มีการกลายพันธุ์ส่วนหนามที่เรียกว่า E484K ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีจากสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีได้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าผลกระทบของไวรัสกลายพันธุ์นี้ที่อาจเกิดขึ้นกับวัคซีนนั้นกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม 2564)

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่มีการยืนยันครั้งแรกในแอฟริกาใต้

คาดว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้นี้ปรากฏครั้งแรกเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมปี 2563 จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของแอฟริกาใต้เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนพบว่ากรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่เป็นไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้แพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสกลายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ก่อนหน้านี้ร้อยละ 50 และว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มีการตรวจพบไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้ใน 58 ประเทศและดินแดน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกระบุว่าไม่มีหลักฐานที่จะชี้ได้ว่าไวรัสกลายพันธุ์นี้ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการป่วยหนักมากกว่า

ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้มีการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า E484K ซึ่งทำให้ไวรัสนี้สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่ผลิตในร่างกายของเรา และอาจทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะติดเชื้อซ้ำ

นอกจากนี้ก็ยังมีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสซึ่งถูกกระตุ้นโดยวัคซีนนั้น มีประสิทธิผลต่ำกว่าในการรับมือไวรัสกลายพันธุ์ชนิดแอฟริกาใต้ ด้านผู้ผลิตวัคซีนระบุว่าวัคซีนของพวกตนมีประสิทธิผลเพียงพอต่อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ แต่จะศึกษาเรื่องประสิทธิผลดังกล่าวต่อไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มีนาคม 2564)

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ที่มีการยืนยันครั้งแรกในอังกฤษ

ไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้มีรายงานครั้งแรกในอังกฤษเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมปี 2563 แต่การวิเคราะห์ข้อมูลไวรัสต่อมาแสดงให้เห็นว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2563 เป็นอย่างเร็ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหภาพยุโรประบุว่าผลการศึกษาในหลายกรณีพบว่าไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายกว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อนหน้านี้ ร้อยละ 36 ถึง 75

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม อังกฤษมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คน แต่จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คนเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม และในเดือนมกราคมนั้น มีบางวันที่มากกว่า 60,000 คน นักวิจัยเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้

องค์การอนามัยโลกระบุว่านับจนถึงวันที่ 9 มีนาคม มีการยืนยันไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้ใน 111 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

รัฐบาลอังกฤษคาดว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้อาจมีส่วนที่ทำให้การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า บรรดานักวิจัยกำลังศึกษาเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่านี้ แต่ข่าวดีก็คือคาดว่าไวรัสชนิดกลายพันธุ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบสำคัญต่อประสิทธิผลของวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม 2564)

ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใดที่เราควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

มีการยืนยันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ในกว่า 100 ประเทศและดินแดนทั่วโลก สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เกิดการกลายพันธุ์ในข้อมูลด้านพันธุกรรมประมาณ 2 ตำแหน่งต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ตามปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อความสามารถในการติดเชื้อและความสามารถในการทำให้เกิดโรคของไวรัสนี้

ทว่า การกลายพันธุ์สามารถทำให้ไวรัสชนิดกลายพันธุ์บางชนิดติดต่อได้ง่ายขึ้นหรือต้านทานการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น องค์การอนามัยโลกและรัฐบาลทั่วโลกระบุไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้ว่าเป็น “ชนิดกลายพันธุ์ที่น่ากังวลมากที่สุด” และยกระดับการเฝ้าติดตาม

มีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ 3 ชนิดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูง ได้แก่ ชนิดที่ปรากฏครั้งแรกในอังกฤษ, ชนิดที่ได้รับการยืนยันครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และชนิดที่กำลังแพร่ระบาดในบราซิล โดยไวรัสชนิดกลายพันธุ์เหล่านี้มีลักษณะการกลายพันธุ์ร่วมกันที่เรียกว่า N501Y

นักวิจัยคาดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตรงส่วนนูนของพื้นผิวของไวรัสช่วยให้มันเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ จึงทำให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นได้ง่ายขึ้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2564)

อะไรคือลักษณะที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่

เมื่อประชากรซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหรือเชื้อโรคมีจำนวนมากพอในระดับหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อแต่การติดเชื้อนั้นไม่แพร่ไปยังผู้อื่น ลักษณะเช่นนี้ถึงจะเรียกว่าได้ “ภูมิคุ้มกันหมู่” แต่ทั้งนี้พึงทราบไว้ว่าสัดส่วนของผู้คนที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่นั้นแตกต่างกันไปโดยขึ้นอยู่กับประเภทของโรคติดเชื้อ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่ามีหลายกรณีที่วัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนป่วยหนัก แต่ไม่ได้มีผลเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งหมายความว่าภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้จะมีผู้คนจำนวนมากที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่จากการฉีดวัคซีนในกรณีของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม 2564)

เราควรป้องกันตัวเองจากการหาผลประโยชน์ที่ฉ้อโกงและหลอกลวงเรื่องการฉีดวัคซีนได้อย่างไร

สำนักงานกิจการผู้บริโภคในญี่ปุ่นระบุว่ามีผู้คนซึ่งเคยรับสายโทรศัพท์ที่น่าสงสัยหรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจอันเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาขอคำปรึกษาจากทางสำนักงาน มีกรณีหนึ่งที่บุคคลท่านหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการท้องถิ่น โดยได้ขอให้โอนเงิน 100,000 เยนไปยังเลขบัญชีธนาคารที่กำหนดโดยทันทีเพื่อที่จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน มีรายงานว่าผู้ที่โทรศัพท์มานั้นกล่าวว่าจะจ่ายเงินคืนให้ในภายหลัง

อีกกรณีหนึ่งซึ่งอ้างอิงมาจากศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติระบุว่า มีผู้ที่ได้รับข้อความในนามของรัฐมนตรีผู้หนึ่ง ข้อความดังกล่าวเชิญชวนให้คลิกเข้าไปยัง URL เพื่อให้ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

เจ้าหน้าที่ของศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติกล่าวว่าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น ทางการท้องถิ่นจะไม่ขอให้มีการชำระเงิน และจะไม่โทรศัพท์รวมถึงส่งอีเมลเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว

ผลสำรวจของศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าผู้คนร้อยละ 80 ที่เคยเป็นเหยื่อหรือเคยพบปัญหาเกี่ยวกับการหลอกลวงสืบเนื่องจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบุว่า พวกตนคิดว่าจะไม่ตกเป็นเหยื่อเพราะพวกตนระมัดระวังตัวมากพอต่อการหลอกลวงดังกล่าว

ศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติให้บริการคำปรึกษาทางโทรศัพท์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้คนที่เคยรับโทรศัพท์หรืออีเมลที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นการหาผลประโยชน์จากการฉีดวัคซีน โดยบริการคำปรึกษาดังกล่าวดำเนินการเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

หมายเลขโทรศัพท์คือ 0120-797-188 โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2564)

เราสามารถติดเชื้อจากการเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่

การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากวัคซีนประเภทที่ใช้ในญี่ปุ่นซึ่งเป็น “วัคซีนจากยีน” นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

วัคซีนนี้มีส่วนประกอบสายของสารพันธุกรรมที่เรียกว่า mRNA ซึ่งรวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรมจาก “โปรตีนหนาม” ที่อยู่บนผิวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ mRNA จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อผลิตโปรตีนหนาม

ว่ากันว่า mRNA มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากขาดเสถียรภาพและเมื่อฉีดเข้าไปในรูปแบบของวัคซีนแล้ว ก็จะเจือจางไปในเวลาไม่นานและไม่เหลือค้างอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้ วัคซีนดังกล่าวจะไม่เข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ซึ่งมียีนของมนุษย์อยู่ในนั้นด้วย

มีกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากที่การฉีดวัคซีนทำให้เกิดโรคอย่างในกรณีของวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เช่น การฉีดวัคซีนต้านโรคโปลิโอ วัคซีนชนิดนี้ใช้ไวรัสเป็นที่อ่อนฤทธิ์แล้ว

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทั้งหมดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยจากความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีชนิดใดที่เป็นวัคซีนแบบเชื้อเป็น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564)

การฉีดวัคซีนไปยังกล้ามเนื้อซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากใช่หรือไม่

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่ใช้วิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทว่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากเสมอไป ด้วยวิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อนั้น ตัววัคซีนจะถูกส่งไปยังกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง จะมีการแทงเข็มฉีดยาทำมุม 90 องศาไปที่ต้นแขน

ที่ญี่ปุ่นนั้น การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังซึ่งเป็นการฉีดเข้าไปยังชั้นที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อนั้น เป็นที่แพร่หลายมากกว่าสำหรับการฉีดวัคซีนต่าง ๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่คาดว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะทำให้ตัววัคซีนถูกดูดซึมได้เร็วกว่า

ศาสตราจารย์โอกาดะ เคนจิ จากวิทยาลัยพยาบาลฟูกูโอกะและเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมวัคซีนวิทยาแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่าที่ต่างประเทศนั้น การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเป็นวิธีทั่วไปที่ใช้สำหรับการฉีดวัคซีน และว่าไม่ใช่ว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกกรณีจะเจ็บปวดมากกว่าการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

ศาสตราจารย์โอกาดะกล่าวว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่อยู่ในวัคซีน และว่าความรู้สึกเจ็บปวดนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เขากล่าวด้วยว่าที่ผ่านมามีรายงานจากประเทศต่าง ๆ ว่าวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดตรงจุดที่ฉีดวัคซีนมากกว่าการฉีดวัคซีนอื่น ๆ และว่าเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขควรอธิบายให้ครบถ้วนเพื่อให้ผู้เข้ารับวัคซีนเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันก็แนะนำให้ผู้เข้ารับวัคซีนพยายามเบี่ยงเบนตนเองจากเข็มฉีดยาและพุ่งความสนใจไปที่อื่นแทน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2564)

ลังเลว่าควรฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ จะทำอย่างไรดี ตอนที่ 2

คุณโอกาเบะ โนบูฮิโกะ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถาบันสาธารณสุขแห่งเมืองคาวาซากิ และยังเป็นสมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า นับจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าวัคซีนดังกล่าวยังไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากังวลอย่างยิ่งยวด เมื่อดูจากข้อมูลที่ได้จากการทดลองทางคลินิกและข้อมูลจากประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการฉีดวัคซีน

เขากล่าวว่าเมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนอื่น ๆ วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากกว่าขณะที่ฉีด และมีอาการบวมตรงบริเวณที่ฉีดนานกว่า อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าจากข้อมูลที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่าอาการเหล่านี้มักหายไปหลังผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง

คุณโอกาเบะกล่าวว่าควรจัดทำระบบที่เปิดทางให้ผู้คนได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือขอรับการดูแลทางการแพทย์เมื่อพวกเขารู้สึกกังวล

เขากล่าวว่าหากมีคนมาถามเขาว่าเขาจะเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ เขาจะตอบว่า ใช่ และว่าเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เราอาจมีอาการเล็กน้อยแต่ก็อาจป่วยหนักได้เช่นเดียวกัน เขากล่าวว่าเมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงที่จะป่วยหนักจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงจากวัคซีนนั้น เขาเชื่อว่าประโยชน์ของวัคซีนที่ช่วยป้องกันอาการต่าง ๆ มีมากกว่าความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียง

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าบางคนไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้แม้ว่าพวกเขาอยากทำเช่นนั้น เนื่องจากเงื่อนไขด้านสุขภาพ และบางคนปฏิเสธที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าควรเคารพการตัดสินใจส่วนบุคคล

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 มีนาคม 2564)

ลังเลว่าควรฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ จะทำอย่างไรดี ตอนที่ 1

ปัจจุบันมีข้อมูลหลากหลายเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ผู้คนลังเลว่าควรฉีดวัคซีนดังกล่าวหรือไม่

ศาสตราจารย์อิชิอิ เคน จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักวิจัยแนวหน้าด้านวัคซีน โดยมีประสบการณ์การทำงานที่สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐหรือ FDA ในการตรวจสอบการทดลองทางคลินิกของวัคซีนต่าง ๆ เขาได้แสดงความเห็นเรื่องวัคซีนที่มีแผนนำมาใช้ในญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนทั้งหมดได้รับการรองรับจากข้อมูลที่โปร่งใส และว่าดูเหมือนว่าวัคซีนเหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไร เขากล่าวว่าก่อนหน้านี้เขากังวลเรื่องการพัฒนาวัคซีนอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากได้เห็นจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกพอสมควร ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำแล้ว เขาก็เลยได้ข้อสรุปว่าไม่มีปัญหาอะไร

เขากล่าวว่าเขาไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลข้างเคียงระยะยาวจากวัคซีนดังกล่าว และว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ก็ตามในช่วงหลายปีของการฉีดวัคซีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นอกจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจทราบได้ในช่วงหลายปีผ่านไปนั้น ข้อมูลทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว

เขากล่าวว่าประโยชน์ของการฉีดวัคซีนมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสนี้และเกิดอาการร้ายแรงขึ้นมา

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าขณะนี้วัคซีนก็พร้อมใช้งานแล้ว บุคคลทั่วไปตลอดจนสังคมโดยรวมกำลังเผชิญคำถามว่าควรเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ เขาระบุว่าจากมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ เขายังแนะนำว่าสมาชิกของครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตัวเอง และว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อยังคงมีอยู่หากผู้คนเลือกจะไม่ฉีดวัคซีน

เขากล่าวว่าการจะฉีดวัคซีนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับท่านเอง แต่ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงสมาชิกในครอบครัวและผู้คนรอบข้าง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคม 2564)

หลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัย, หลีกเลี่ยงสถานที่ปิด, สถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อต้านไวรัสหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าผู้คนต้องปฏิบัติมาตรการเหล่านี้ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีการยืนยันถึงประสิทธิผลของการฉีดวัคซีนในสังคม

วัคซีนซึ่งได้นำมาฉีดในญี่ปุ่นนั้น ได้รับการยืนยันประสิทธิภาพร้อยละ 95 ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่าง ๆ ระหว่างการทดลองทางคลินิก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการทั้งหมดได้

นอกจากนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัคซีนสามารถป้องกันไม่ให้ผู้คนติดเชื้อไวรัสได้หรือไม่ แม้หลังจากการฉีดวัคซีนแล้วก็อาจติดเชื้อได้ แต่การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่าง ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าหากไม่ดำเนินมาตรการต้านไวรัส เราก็อาจมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายไวรัสได้

การฉีดวัคซีนได้เริ่มขึ้นแล้วทั่วโลกเพียงเมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ระบุว่า จะต้องใช้ข้อมูลมากกว่านี้เพื่อยืนยันว่าประสิทธิผลของวัคซีนนั้นคงอยู่ได้นานหรือไม่

CDC และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ระบุว่าหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ผู้คนควรสวมหน้ากากอนามัย, ใช้วิธีการฆ่าเชื้อโรค, หลีกเลี่ยงสถานที่ปิดที่มีผู้คนหนาแน่น และดำเนินมาตรการต้านไวรัสอื่น ๆ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2564)

สามารถรับประทานยาบรรเทาปวดหรือยาลดไข้หากมีไข้หรือรู้สึกปวดหลังการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

เป็นที่ทราบกันว่าบางคนมีไข้หรือรู้สึกปวดหลังจากเข้ารับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในหลายกรณีอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายใน 1 หรือ 2 วันหลังฉีดวัคซีน ตามปกติแล้วจะมีอาการแค่ไม่กี่วัน

เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ “ควรรับประทานยาบรรเทาปวดหรือยาลดไข้ที่เหมาะสมและดูอาการ 2-3 วัน”

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีไข้นานเกิน 2 วัน หรือมีอาการรุนแรงหรือเกิดอาการที่ยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน ควรไปพบแพทย์

นากายามะ เท็ตสึโอะ ศาสตราจารย์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพิเศษแห่งมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัคซีน กล่าวว่าอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้และปวด เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันทำงาน และว่าการรับประทานยาลดไข้หรือยาแก้ปวดจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

เขากล่าวว่าหากมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียสหรือเจ็บปวดรุนแรง ก็ควรรับประทานยาลดไข้หรือยาบางประเภทเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐตอบคำถามที่ว่าควรรับประทานยาลดไข้หรือยาเพื่อต้านความเจ็บปวดก่อนการฉีดวัคซีนหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่แนะนำ” ให้ทำเช่นว่านี้ เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ายาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตัววัคซีนอย่างไร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 มีนาคม 2564)

หญิงตั้งครรภ์ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่

สมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น และสมาคมสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนมกราคมปี 2564 เกี่ยวกับว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่น่าจะส่งผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์อย่างไร

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่ทำให้เสียชีวิตในช่วงการทดลองทางคลินิก แต่นโยบายด้านการฉีดวัคซีนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยสหรัฐระบุว่าไม่ควรกันหญิงตั้งครรภ์ออกจากการฉีดวัคซีน ขณะที่อังกฤษไม่แนะนำหญิงตั้งครรภ์ให้เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ

สมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น และสมาคมสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นสรุปว่า ในประเด็นเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของหญิงตั้งครรภ์นั้น ไม่ว่าจะเรื่องความปลอดภัยของวัคซีน, ผลข้างเคียงทั้งระยะกลางและระยะยาว และเรื่องที่ว่าจะเกิดผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิดหรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด

สมาคมดังกล่าวระบุว่าพวกตนไม่ได้กันหญิงตั้งครรภ์ออกจากการฉีดวัคซีน แต่ในกรณีที่ผู้หญิงเหล่านี้จะเข้ารับการฉีดวัคซีน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ควรให้คำแนะนำอย่างเพียงพอและตรวจทารกในครรภ์ก่อนและหลังการฉีดวัคซีน

ทางสมาคมยังแนะนำให้ผู้หญิงที่ต้องการจะมีลูกเข้ารับการฉีดวัคซีน และหากเป็นไปได้ก็ควรฉีดวัคซีนก่อนจะตั้งครรภ์ โดยขอให้ไปปรึกษาสูติแพทย์และนรีแพทย์ก่อนล่วงหน้า

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 มีนาคม 2564)

หากเคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 แล้ว จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่

ก่อนหน้านี้ เราเคยรายงานว่าองค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนในกรณีเช่นว่านี้ นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ก็กำลังเรียกร้องให้ผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 แล้วเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

เว็บไซต์ของ CDC ระบุถึงวัคซีนประเภท mRNA ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และวัคซีนของบริษัทโมเดอร์นาซึ่งในสหรัฐนั้นกำลังใช้วัคซีนนี้ฉีดให้แก่ผู้คน โดยอธิบายว่าข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าวัคซีนเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อโรคโควิด-19 มาก่อน

เว็บไซต์ของ CDC ระบุว่า “ท่านควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 มาก่อนหรือไม่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบว่าหลังหายจากโรคโควิด-19 แล้ว ท่านจะได้รับการคุ้มกันไม่ให้ป่วยไปอีกนานแค่ไหน” และว่าระดับของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ได้มาจากการติดเชื้อนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

CDC ระบุว่า “หากท่านเคยเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยสารภูมิต้านทานโมโนโคลนหรือโมโนโคลนัล แอนติบอดี หรือพลาสมาจากเลือดของผู้ป่วยที่หายแล้วหรือที่เรียกว่าคอนวาเลสเซนต์ พลาสมา ท่านควรรอ 90 วันก่อนเข้ารับวัคซีนโควิด-19” และว่าท่านควรปรึกษาแพทย์ของท่าน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2564)

การฉีดวัคซีนสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิสได้หรือไม่

มีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิส ซึ่งเกิดหลังจากฉีดวัคซีนในสหรัฐและประเทศอื่น ๆ ที่ได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนไปแล้วเมื่อช่วงก่อนหน้านี้

รายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐหรือ CDC ระบุว่า เกิดกรณีแอนาฟิแล็กซิส 21 กรณีหลังการฉีดเข็มแรกของวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทคเกือบ 1,900,000 ขนาดยา ระหว่างวันที่ 14 ถึง 23 ธันวาคมปี 2563

นอกจากนี้ CDC ยังรายงานว่าตรวจพบกรณีแอนาฟิแล็กซิส 10 กรณีหลังจากการฉีดเข็มแรกของวัคซีนจากบริษัทโมเดอร์นาไปประมาณกว่า 4,000,000 ขนาดยาเศษ ระหว่างวันที่ 21 ธันวาคมปี 2563 ถึง 10 มกราคมปี 2564

CDC ระบุว่ากรณีแอนาฟิแล็กซิสส่วนมากนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีประวัติอาการแพ้มาก่อนและว่าคนกลุ่มนี้ที่สามารถตรวจติดตามข้อมูลได้นั้น หายจากอาการแอนาฟิแล็กซิสทุกคน

CDC กล่าวว่าแอนาฟิแล็กซิสเกิดขึ้นน้อยมากหลังการฉีดวัคซีน แต่กรณีเช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและต้องเข้ารับการรักษาทันที

CDC ระบุว่าสถานที่ฉีดวัคซีนควรมีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อรับประกันว่าใครก็ตามที่สงสัยว่าเกิดปฏิกิริยาแอนาฟิแล็กซิส จะสามารถเข้ารับการรักษาโดยทันที ยกตัวอย่างเช่นการฉีดเอพิเนฟริน เป็นต้น และว่าผู้เข้ารับวัคซีนทุกคนควรได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการดูแลทางการแพทย์โดยทันที หากว่ามีสัญญาณหรืออาการแพ้หลังออกมาจากสถานที่ฉีดวัคซีน

แอนาฟิแล็กซิสเป็นปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรง แต่แพทย์ระบุว่าอาการนี้แทบจะไม่นำไปสู่การเสียชีวิตหากได้รับการรักษาโดยทันที ซึ่งรวมถึงการฉีดเอพิเนฟรินด้วย

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นอธิบายไว้บนเว็บไซต์ของทางกระทรวงว่า สถานที่ฉีดวัคซีนและสถาบันทางการแพทย์มีการติดตั้งอุปกรณ์รักษาทางการแพทย์ที่จำเป็นรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับมือกรณีที่เกิดแอนาฟิแล็กซิสได้โดยทันที หลังจากการฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564)

มีมาตรการช่วยเหลือสำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนหรือไม่

รัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำระบบสำหรับให้ความช่วยเหลือผู้คนที่เกิดอาการข้างเคียง โดยกฎหมายการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นครอบคลุมผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์หรือมอบเงินช่วยเหลือกรณีที่ทุพพลภาพให้แก่ผู้ที่เกิดผลข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564)

เกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนหรือไม่ และมีผู้เสียชีวิตหรือไม่

ผลข้างเคียงสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับวัคซีนใดก็ตาม และก็มีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐระบุว่า ปฏิกิริยาที่มักจะเกิดขึ้นมากที่สุดจากวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างไฟเซอร์ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐกับไบออนเทค บริษัทของเยอรมนี และวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐนั้น คืออาการเจ็บและบวม, มีรอยแดง, รู้สึกหนาว, อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ

ตามปกติแล้วปฏิกิริยาเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน 1 หรือ 2 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีนและมักจะหายไปภายในไม่กี่วัน นอกจากนี้ ก็ยังมีรายงานอาการระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรงซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย แต่กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก

จากรายงานเกี่ยวกับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทค ซึ่งอ้างอิงจากแถลงการณ์สำหรับสื่อมวลชนของทางบริษัทและการทดสอบทางคลินิกระบุว่า กลุ่มอาการหนักนั้นรวมถึงอาการอ่อนเพลียร้อยละ 3.8 และอาการปวดศีรษะร้อยละ 2

ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมการทดลองทางคลินิก 40,000 คน มีผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 คนเสียชีวิต แต่ก็มีผู้ที่ได้รับวัคซีนหลอกเสียชีวิต 4 คน ด้วยเหตุนี้รายงานจึงระบุว่าการเสียชีวิตดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564)

มีผลข้างเคียงอะไรบ้างจากวัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทไฟเซอร์กับไบออนเทค

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสหรัฐได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายงานเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทค

ผลการศึกษาข้อมูลจากผู้คนราว 997,000 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก มีรายงานว่าร้อยละ 67.7 รู้สึกเจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน ร้อยละ 28.6 รู้สึกอ่อนเพลีย ร้อยละ 25.6 ปวดศีรษะ ร้อยละ 17.2 ปวดกล้ามเนื้อ ร้อยละ 7.4 มีไข้ ร้อยละ 7.1 ปวดตามข้อต่อ ร้อยละ 7.0 รู้สึกหนาว ร้อยละ 7.0 รู้สึกคลื่นไส้ และร้อยละ 6.8 มีอาการบวม นอกจากนี้ก็มีรายงานว่าเกิดการแพ้อย่างรุนแรงด้วย

ผลการศึกษาวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทคจำนวน 9,943,247 ขนาดยา ที่ฉีดให้แก่ผู้คนนับจนถึงวันที่ 18 มกราคมพบว่า มีรายงานปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิส 50 กรณี คิดเป็นอัตรา 1.0057 ต่อการฉีดวัคซีน 200,000 ขนาดยา

ปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนอายุ 26 ถึง 63 ปี โดยค่ากลางของอายุคือ 38.5 ปี ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนผู้หญิงร้อยละ 94 โดยร้อยละ 74 ของการเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงจะอยู่ในช่วง 15 นาทีนับจากการฉีดวัคซีน และร้อยละ 90 อยู่ในช่วง 30 นาที

มีรายงานว่าร้อยละ 80 ของปฏิกิริยาแพ้รุนแรงนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนที่เคยมีประวัติการแพ้มาก่อน เช่น การแพ้ยาหรืออาหาร

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564)

ปัญหาสุขภาพในลักษณะใดบ้างที่ควรระวังทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

อาจมีหลายกรณีที่ผู้คนรู้สึกไม่สบายซึ่งก็จะมีการแนะนำไม่ให้เข้ารับวัคซีน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเรียกร้องให้ผู้ที่มีไข้สูง 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือรู้สึกไม่สบาย ให้งดเว้นจากการไปเข้ารับวัคซีน สำหรับผู้คนที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ที่เข้ารับการรักษาทางการแพทย์อยู่ในปัจจุบัน ทางกระทรวงแนะนำให้ขอรับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อตรวจประเมินก่อนการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังเรียกร้องให้ผู้เข้ารับวัคซีนยังคงอยู่ที่สถานที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 15 นาทีหลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอาการแพ้ ทางกระทรวงระบุว่าในกรณีที่เกิดอาการผิดปกติขึ้น ผู้เข้ารับวัคซีนควรติดต่อแพทย์ หลังจากฉีดวัคซีนแล้วสามารถอาบน้ำได้ แต่ให้ระมัดระวังการถูตัวบริเวณที่ฉีดวัคซีน และควรงดเว้นจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงในวันที่ฉีดวัคซีน

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านวัคซีนกล่าวว่าสามารถอาบน้ำหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะได้ (แต่การดื่มหนักเกินไปทำไม่ได้อย่างแน่นอน)

อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังว่าอาจเกิดอาการเวียนศีรษะหรือหายใจถี่เนื่องจากกลัวการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้ารับวัคซีนคนอื่น ๆ เป็นกังวลหากเกิดเรื่องนี้ขึ้นที่สถานที่ฉีดวัคซีนให้แก่ผู้คนจำนวนมาก

คุณโอกาเบะ โนบูฮิโกะ ผู้อำนวยการสถาบันสาธารณสุขแห่งเมืองคาวาซากิ ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะทำงานรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า การจัดเตรียมระบบเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนนั้นเป็นเรื่องจำเป็น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีนมีไว้สำหรับป้องกันตัวเราเองจากไวรัส หรือมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสมีอาการป่วยรุนแรง

มองกันว่าวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นช่วยป้องกันผู้ป่วยจากอาการต่าง ๆ หรือป้องกันไม่ให้มีอาการรุนแรง มากกว่าที่จะช่วยป้องกันพวกเราจากไวรัสนี้

คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว เราคาดหวังให้วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อ, ช่วยไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่าง ๆ หรือไม่ให้เกิดอาการรุนแรง และช่วยให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่

ทั้งนี้ เป็นการยากที่จะระบุว่าวัคซีนประเภทใดประเภทหนึ่งใช้ได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการ นอกจากนี้ ก็ยังต้องวิเคราะห์ข้อมูลของเซลล์โดยละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าไวรัสได้เข้ามาในร่างกายมนุษย์แล้วหรือไม่

องค์การเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ หรือ PMDA ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบยาในญี่ปุ่นระบุว่า เมื่อครั้งที่ทางองค์การประเมินวัคซีนต่าง ๆ สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น การวิจัยทางคลินิกเป็นสิ่งจำเป็นในเชิงหลักการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้เกิดอาการต่าง ๆ

การทดลองทางคลินิกในสหรัฐและยุโรปได้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงได้อย่างไรด้วย องค์การ PMDA จึงรวมเรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการรุนแรงไว้ในเกณฑ์ที่ใช้ประเมินวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วย

การทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ก็เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังว่าจะได้จากการฉีดวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประมาณว่าการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลกได้นั้น ประชากรโลกกว่าร้อยละ 70 จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน WHO ระบุว่าดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นภายในสิ้นปี 2564

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีน mRNA คืออะไร

มีการใช้ “วัคซีนจากยีน” ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารพันธุกรรมจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเชิงพาณิชย์กันแล้ว เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ญี่ปุ่นได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยใช้วัคซีนที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทไฟเซอร์ของสหรัฐกับไบออนเทคของเยอรมนี วัคซีนนี้และวัคซีนอีกชนิดหนึ่งซึ่งพัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐนั้น ล้วนเป็นวัคซีน mRNA ที่ใช้ส่วนประกอบของสารพันธุกรรมของไวรัส

วัคซีนนี้จะออกฤทธิ์โดยการฉีด mRNA ซึ่งมีข้อมูลทางพันธุกรรมจาก “โปรตีนตรงส่วนหนาม” ที่อยู่บนผิวของไวรัสนี้เข้าไปในร่างกายมนุษย์ mRNA จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อผลิตโปรตีนส่วนหนาม

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำงานโดยการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีจำนวนมากเพื่อต่อสู้กับโปรตีนหนามเหล่านี้ ทั้งนี้ สารภูมิต้านทานดังกล่าวจะทำหน้าที่โจมตีโดยทันทีที่มีไวรัสจริงเข้ามาสู่ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม mRNA ยังขาดเสถียรภาพและเมื่อฉีดเข้าไปในรูปแบบของวัคซีนแล้ว ก็จะเจือจางไปในเวลาไม่นานและไม่เหลือค้างอยู่ในร่างกาย

ว่ากันว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากวัคซีนนี้จะไม่เข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ซึ่งมียีนของมนุษย์อยู่ในนั้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564)

โรคประจำตัวใดบ้างที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ก่อน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้ร่างรายชื่อของโรคประจำตัวต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจและโรคไตเรื้อรัง, ความผิดปกติของทางเดินหายใจ, อาการป่วยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเช่น มะเร็ง และการหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลหรือไปพบแพทย์เป็นประจำเนื่องด้วยอาการเรื้อรังเหล่านี้ จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำหนดให้ผู้ป่วยต้องยื่นใบรับรองเกี่ยวกับโรคประจำตัวแต่อย่างใด โดยผู้ป่วยแค่กรอกข้อมูลลงไปในแบบสอบถาม

ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI อยู่ที่ 30 หรือมากกว่านั้น จะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเช่นกัน โดยกลุ่มผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นที่จัดอยู่ในประเภทที่เป็นโรคอ้วนหรือมีโรคประจำตัวนั้น มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 8,200,000 คน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564)

ใครจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่าจะมีการให้วัคซีนเรียงตามลำดับของความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน จากนั้นจะตามด้วยกลุ่มผู้คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อด้วยกลุ่มผู้คนที่ทำงานที่สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุนั้น ทางกระทรวงมีแผนที่จะให้พวกเขาได้ฉีดวัคซีนพร้อมกันกับกลุ่มผู้สูงอายุ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแพทย์ไปฉีดวัคซีนที่สถานที่ดังกล่าวก็จะให้ดำเนินการไปในคราวเดียวกัน โดยทางกระทรวงระบุว่านี่เป็นการป้องกันการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่สถานที่แห่งนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ

เงื่อนไขที่ว่านี้รวมถึงการจัดแพทย์มาคอยตรวจติดตามสุขภาพของผู้สูงอายุที่สถานดูแลผู้สูงอายุเป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีคนที่คอยสังเกตอาการของผู้สูงอายุหลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสถานที่แห่งนี้ก็จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

การฉีดวัคซีนนี้จะดำเนินการให้เฉพาะผู้ที่ต้องการจะได้รับวัคซีนเท่านั้น สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุบางส่วนอาจเป็นการยากที่จะยืนยันว่าต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ทางกระทรวงจะขอให้ครอบครัวของพวกเขาและแพทย์ช่วยเหลือในกระบวนการยืนยันดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564)

การฉีดวัคซีนตามสถานที่ต่าง ๆ ดำเนินการอย่างไร

การฉีดวัคซีนให้แก่ผู้คนจำนวนมากนั้น ผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องนำบัตรที่เทศบาลส่งไปให้ตามบ้านมายังจุดรับรอง และยืนยันตัวตนด้วยการแสดงใบขับขี่, บัตรประกันสุขภาพ หรืออื่น ๆ

จากนั้นผู้เข้ารับวัคซีนจะต้องกรอกแบบสอบถามเรื่องสุขภาพ, ประวัติทางการแพทย์ และให้แพทย์ตรวจร่างกายเพื่อตัดสินว่าพวกเขาสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

เมื่อถึงขั้นตอนนี้แล้วไม่พบปัญหาอะไร ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ คาดว่าการฉีดวัคซีนจะใช้เวลาประมาณ 2 นาทีต่อคน

หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ก็จะได้รับใบรับรองที่มีข้อมูลระบุวันที่ฉีดวัคซีนและรายละเอียดของวัคซีนที่ได้รับ ใบรับรองนี้มีความจำเป็นสำหรับการเข้ารับวัคซีนครั้งที่ 2

สิ่งสำคัญก็คือผู้เข้ารับวัคซีนพึงทราบไว้ว่าหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว จะไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ได้ขอให้ผู้เข้ารับวัคซีนอยู่ที่สถานที่รับวัคซีนในบริเวณที่จัดไว้เป็นการเฉพาะประมาณ 15 นาทีขึ้นไป เพื่อสังเกตอาการ

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกในการฉีดวัคซีนในต่างประเทศนั้น บางส่วนของผู้เข้ารับวัคซีนซึ่งเป็นชนิดที่จะนำมาใช้ในญี่ปุ่น มีรายงานอาการปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียหลังจากเข้ารับวัคซีน นอกจากนี้ ที่สหรัฐและประเทศอื่นทั่วโลกได้มีรายงานกรณีอาการแพ้ชนิดรุนแรงเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนนี้ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งจุดช่วยเหลือที่สถานที่ให้วัคซีนเพื่อดูแลผู้เข้ารับวัคซีนที่รู้สึกไม่สบายหลังฉีดวัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564)

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในญี่ปุ่นดำเนินการที่ไหนและอย่างไร

เทศบาลทั้งหลายจะดำเนินการฉีดวัคซีนตามแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ผู้ที่เข้ารับวัคซีนจะสามารถไปยังเทศบาลที่พวกตนได้ลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ไกลบ้านเนื่องจากไปทำงานหรือกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้คนเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้รับวัคซีนที่เทศบาลแห่งอื่นได้

หน่วยงานเทศบาลจะจัดส่งบัตรที่ต้องใช้เพื่อเข้ารับวัคซีนผ่านทางไปรษณีย์ไปตามที่อยู่บ้าน หากท่านนำบัตรนี้ไปยังสถานที่ฉีดวัคซีน ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องนัดหมายล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์และวิธีการอื่น สถานที่ฉีดวัคซีนนั้นจะเป็นสถาบันทางการแพทย์, ศูนย์ชุมชน และโรงยิม เป็นต้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564)

ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนโควิด-19 มีระยะเวลานานเท่าใด

ที่ผ่านมามีการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 หลายประเภททั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ แต่เรายังไม่ทราบว่าวัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิผลนานแค่ไหน เพราะการทดลองทางคลินิกและการฉีดวัคซีนในประเทศต่าง ๆ เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า วัคซีนเหล่านี้น่าจะได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่ของทางกระทรวงกล่าวว่า ไวรัสกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเป็นปกติ และการกลายพันธุ์เล็กน้อยไม่น่าจะทำให้ประสิทธิผลของวัคซีนหมดไป

มีผลจากการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์และวัคซีนอื่น ๆ ที่หาได้ในปัจจุบัน ได้สร้างสารภูมิต้านทานซึ่งสามารถต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ได้ด้วย เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกตนจะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนเหล่านี้ซึ่งรวมถึงประสิทธิผลที่มีต่อไวรัสชนิดกลายพันธุ์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564)

ทำไมการฉีดวัคซีนจึงจำเป็น

การฉีดวัคซีนมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ผู้คนมีภูมิคุ้มกันหรือเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น คาดว่าวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนเกิดอาการต่าง ๆ หรือป้องกันไม่ให้อาการร้ายแรง นอกจากนี้ คาดว่าวัคซีนจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคภัยในชุมชนทั้งหลาย

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผลของการทดลองทางคลินิกในต่างประเทศได้แสดงให้เห็นว่า วัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีประสิทธิผลในการป้องกันไม่ให้อาการร้ายแรงและยังป้องกันอาการต่าง ๆ เช่น เป็นไข้

หากผู้คนจำนวนมากเข้ารับวัคซีนก็จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ได้ และจะช่วยบรรเทาภาระของระบบทางการแพทย์

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564)

วัคซีนสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

ชาวต่างชาติที่อาศัยในญี่ปุ่นสามารถเข้ารับวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เขตเทศบาลเมืองซึ่งพวกเขาลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย

โครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นมีกำหนดเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ การฉีดวัคซีนจะเริ่มฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ ตามด้วยกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังและอื่น ๆ โดยคาดว่าการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุจะเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน

ส่วนสถานที่สำหรับการฉีดวัคซีนนั้น ตามหลักการแล้วจะจัดตั้งในเขตเทศบาลเมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนไปลงทะเบียนเป็นผู้อยู่อาศัย

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะส่งบัตรและเอกสารสำหรับการเข้ารับวัคซีนไปยังบ้านเรือนของผู้คน โดยการฉีดวัคซีนดังกล่าวไม่เก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564)

จะสมัครโครงการเงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานได้อย่างไรและจะไปยื่นเรื่องที่ใด

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับการมอบเงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยหัวข้อคือจะสมัครโครงการนี้ได้อย่างไรและจะไปยื่นเรื่องที่ใด

โครงการนี้มีไว้สำหรับพนักงานของบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่ถูกนายจ้างสั่งให้หยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ดังกล่าว และนายจ้างไม่จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนด ผู้ฝึกอบรมทางเทคนิคชาวต่างชาติที่บริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิสมัครโครงการนี้เช่นกัน

พวกเขาจะได้รับเงินร้อยละ 80 ของค่าจ้างที่เคยได้รับก่อนหยุดงานไปในช่วงที่พวกเขาไม่สามารถทำงานได้นับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2563 โดยเงินดังกล่าวเป็นจำนวนไม่เกิน 11,000 เยนต่อวัน โครงการนี้จะครอบคลุมช่วงเวลาที่นับจนถึงสิ้นเดือนของอีกเดือนหนึ่ง นับจากเดือนที่มีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉิน

ณ วันที่ 21 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับการยื่นสมัครเกือบ 810,000 ชุด และได้ตัดสินใจจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วทั้งสิ้นกว่า 63,600 ล้านเยน ทั้งพนักงานและบริษัทสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือได้ผ่านทางจดหมายหรือทางออนไลน์

เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นมีข้อมูลการสมัครเป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ โปรตุเกส สเปน และจีน ขณะที่เว็บไซต์ขององค์กรผู้ฝึกงานด้านเทคนิคสำหรับชาวต่างชาติ หรือ OTIT ได้จัดทำข้อมูลเป็นภาษาจีน เวียดนาม ตากาล็อก อินโดนีเซีย อังกฤษ กัมพูชา พม่า และภาษาไทย

กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นมีบริการทางโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ให้บริการเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น หมายเลขโทรศัพท์คือ 0120-221-276 ให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 น. ถึง 20.00 น. ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และเวลา 8.30 น. ถึง 17.15 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการ

เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น
https://www.mhlw.go.jp/stf/kyugyoshienkin.html#otoiawasesaki
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN
เว็บไซต์ขององค์กรผู้ฝึกงานด้านเทคนิคสำหรับชาวต่างชาติ หรือ OTIT
https://www.otit.go.jp/CoV2_jissyu_seikatsu/
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN
(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 มกราคม 2564)

เงินสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบให้แก่พนักงานที่จำต้องหยุดงานเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นระบุว่า ผู้คนที่ต้องหยุดงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และผู้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้โครงการสนับสนุนดังกล่าวขยายเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนของอีกเดือนหนึ่ง นับจากเดือนที่มีการยกเลิกภาวะฉุกเฉิน

กฎหมายมาตรฐานด้านแรงงานของญี่ปุ่นกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า บริษัททั้งหลายควรจ่ายเงินอย่างน้อยร้อยละ 60 ของค่าจ้าง เมื่อมีการแจ้งให้พนักงานของตนหยุดงานเนื่องด้วยเหตุผลของบริษัทเอง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทจะไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยอ้างว่ากิจการมีปัญหารวมถึงเหตุผลอื่น ๆ ทางกระทรวงเรียกร้องให้บรรดาพนักงานยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

โครงการดังกล่าวมีไว้สำหรับพนักงานที่ทำงานในบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจำต้องหยุดงานไปในช่วงที่นับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2563 พนักงานเหล่านี้จะได้รับเงินร้อยละ 80 ของค่าจ้างที่เคยได้รับก่อนที่จะหยุดงาน ทั้งนี้เงินดังกล่าวเป็นจำนวนไม่เกิน 11,000 เยนต่อวัน

ทั้งพนักงานและบริษัทสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือนี้ได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสนับสนุนให้พนักงานยื่นเรื่องสมัคร แม้ว่านายจ้างจะไม่ให้ความร่วมมือก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2564)

วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์สามารถใช้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปีได้หรือไม่

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้ว คณะกรรมการที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี เนื่องจากองค์การอนามัยโลกไม่มีข้อมูล

เธอกล่าวว่าการทดสอบทางคลินิกจนถึงขณะนี้ไม่รวมบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อหาว่าวัคซีนนี้ใช้ได้ผลมากเท่าใดในเด็กอายุ 12-16 ปี ดังนั้นก็จะมีข้อมูลมากขึ้นในอนาคต

เธอกล่าวว่าบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบการให้วัคซีนอาจปรึกษากับสมาชิกครอบครัวของเด็ก และตัดสินใจฉีดวัคซีนในเด็กที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง หรือมีความเสี่ยงเกิดผลร้ายที่รุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ตามเธอเน้นย้ำว่าโดยทั่วไปแล้ว องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 มกราคม 2564)

วัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีระยะเวลาคุ้มครองนานเท่าใด

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าการทดสอบทางคลินิกเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อครึ่งแรกของปีที่แล้ว และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างช่วงเวลาเริ่มใช้วัคซีน เธอกล่าวว่าการจะทราบว่าระยะเวลาคุ้มครองยาวนานแค่ไหนนั้นต้องศึกษาจากการติดตามผู้คนในการทดลองทางคลินิก ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงยังไม่ทราบคำตอบในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม คุณโอไบรเอนกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกหวังว่าการคุ้มครองจากวัคซีนจะมีผลต่อเนื่องยาวนาน เธอชี้ว่าองค์การอนามัยโลกยังกำลังสังเกตผู้คนที่ติดโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติ ซี่งจะบ่งชี้ได้ในบางส่วนว่าการคุ้มครองจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติมีระยะเวลานานเท่าใด และความรู้นี้อาจนำมาปรับใช้เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ แต่เธอเน้นย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะกล่าวได้ว่าการคุ้มครองจากภูมิคุ้มกันจะมีผลต่อเนื่องนานเท่าใด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2564)

สามารถรับวัคซีนต่างชนิดกันระหว่างการฉีดวัคซีนครั้งแรกกับครั้งที่ 2 ได้หรือไม่

คุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม

เธอกล่าวว่าในบางประเทศกำลังมีการใช้วัคซีนมากกว่า 1 ชนิด เธอยอมรับว่าองค์การอนามัยโลกไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัคซีนต่างชนิดผสมกัน แต่เธอยกตัวอย่างว่าหากบุคคลใดรับวัคซีนครั้งแรกโดยใช้วัคซีนของไฟเซอร์ ก็ควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันในการรับวัคซีนครั้งที่ 2 ด้วย เธอกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกทราบว่าในบางประเทศกำลังมีการใช้วัคซีนต่างชนิดกันระหว่างการฉีดวัคซีนครั้งแรกและครั้งที่ 2 และประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นวิจัยสำคัญ ซึ่งองค์การอนามัยโลกจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการวิจัยในด้านนี้ เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2564)

การขยายเวลากำหนดเส้นตายของการสมัครรับเงินสนับสนุนในโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

ครั้งนี้เรานำเสนอเรื่องโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะมอบเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมให้ดำเนินกิจการต่อไปและจ่ายค่าเช่าได้ ท่ามกลางการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เมื่อวันที่ 15 มกราคม กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า จะเปิดทางให้บริษัททั้งหลายยื่นคำร้องขอรับเงินสนับสนุนดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้าพวกเขาแจ้งความประสงค์ที่จะสมัครขอรับความช่วยเหลือภายในสิ้นเดือนมกราคม เดิมกำหนดเส้นตายของการยื่นคำร้องนี้คือวันที่ 15 มกราคม

“โครงการเงินสนับสนุนเพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้” ของรัฐบาลญี่ปุ่น จะมอบเงินช่วยเหลือมากสูงสุดถึง 2,000,000 เยนให้แก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่รายได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ “โครงการเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือค่าเช่าให้แก่ธุรกิจ” จะมอบเงินเพื่อช่วยให้บริษัทและร้านต่าง ๆ นำไปจ่ายค่าเช่า

ทางกระทรวงระบุว่านี่ไม่ใช่การต่อเวลาของตัวโครงการเงินอุดหนุน แต่ทางกระทรวงได้ตัดสินใจที่จะขยายเวลาการรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ โดยคำนึงถึงว่าบริษัททั้งหลายอาจจะเผชิญอุปสรรคในการเตรียมเอกสารที่จำเป็น เนื่องจากการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2

ทั้งนี้ ภายในวันที่ 31 มกราคม ทางบริษัทต้องแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับเงินสนับสนุนเข้ามาก่อน โดยสรุปเหตุผลชี้แจงสำหรับการยื่นคำร้องในช่วงเวลาที่ขยายดังกล่าว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มกราคม 2564)

ผู้คนที่หายจากโรคโควิด-19 แล้ว ควรไปรับวัคซีนหรือไม่

ที่การแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม คุณอะเลฮันโดร คราวิโอโต หัวหน้าคณะทำงานประจำคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้

เขากล่าวว่าข้อแนะนำสำคัญข้อหนึ่งขององค์การอนามัยโลก คือเรื่องที่ว่าไม่ควรกีดกันผู้คนที่เคยป่วยเป็นโรคโควิด-19 ซึ่งผ่านการวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือพีซีอาร์ หรือด้วยการตรวจหาสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ไม่ให้รับวัคซีน

คุณคราวิโอโตชี้ว่ายังไม่เป็นที่ทราบว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติสามารถช่วยคุ้มครองไม่ให้ติดเชื้ออีกครั้งได้นานแค่ไหน เขากล่าวว่ารายงานวิจัยฉบับหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 มกราคมชี้ว่าการคุ้มครองดังกล่าวมีระยะเวลาสูงสุด 8 เดือน แต่ข้อมูลเช่นนี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลกีดกันบุคคลเหล่านี้ไม่ให้รับวัคซีนได้

คุณคราวิโอโตกล่าวเสริมว่า ในทางกลับกัน หากว่าผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ต้องการรออีกสักพักเพื่อให้คนอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงได้มีโอกาสได้รับวัคซีนก่อน ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล

ด้านคุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นในการแถลงข่าวนี้เช่นกัน

เธอกล่าวว่าการให้วัคซีนในโลกเพิ่งจะเริ่มขึ้น และทุกประเทศต่างพยายามใช้วัคซีนนี้กับบุคคลที่มีลำดับความสำคัญสูงสุด ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ต่ำที่บุคคลที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะติดเชื้อนี้ซ้ำอีกในช่วงเวลา 6 เดือน แต่เธอกล่าวว่าองค์การอนามัยโลกไม่ได้เสนอให้กีดกันผู้ที่เคยเป็นโรคโควิด-19 ไม่ให้รับวัคซีนนี้ และไม่ได้เสนอให้เลื่อนเวลาให้วัคซีนแก่บุคคลเหล่านี้ออกไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 มกราคม 2564)

ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรไปรับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

ที่การแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคม คุณอะเลฮันโดร คราวิโอโต หัวหน้าคณะทำงานประจำคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้

คุณคราวิโอโตกล่าวว่าการที่บุคคลควรรับวัคซีนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีโรคประจำตัวอะไร เขากล่าวว่าเป็นเรื่องชัดเจนว่าหากบุคคลใดมีอาการแพ้วัคซีนอื่นอย่างรุนแรง บุคคลนั้นก็ไม่ควรรับวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากว่ามีเพียงอาการแพ้อาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไม่รับวัคซีน นอกจากนี้เขายังเสริมว่าควรรับวัคซีนในสถานที่ที่สามารถให้การพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและโดยทันทีหากเกิดอาการแพ้แบบรุนแรง

ด้านคุณเคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก ได้ให้ความเห็นภายในการแถลงข่าวนี้เช่นกัน

เธอกล่าวว่าผู้คนที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน หรือโรคอ้วน ถือเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงว่าอาจเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เธอกล่าวว่าที่จริงแล้ว กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว คือกลุ่มคนที่อยากให้ไปรับวัคซีน

คุณโอไบรเอนกล่าวว่ายังไม่มีข้อมูลว่าการรับวัคซีนเป็นที่น่ากังวลสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือไม่ อย่างไรก็ตามเธอเน้นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ควรเชื่อว่าวัคซีนนี้จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ หรือต่อทารกในครรภ์ เธอกล่าวว่าสตรีมีครรภ์ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่แนะนำอย่างสูงสุดให้ไปรับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์ ควรปรึกษากับผู้ให้วัคซีนว่าตนมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร และหากว่าความเสี่ยงนี้มีมาก ก็สามารถเดินหน้ารับวัคซีนได้

เธอกล่าวว่าผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ก็ควรไปรับวัคซีนเช่นกัน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2564)

การฉีดวัคซีนใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์หรือไม่

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองขององค์การอนามัยโลกที่มีต่อการฉีดวัคซีน คำถามคือการฉีดวัคซีนใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์หรือไม่

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ ดร. เคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก กล่าวในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคมว่า เมื่อตอนที่วัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้รับการพัฒนาและทดสอบนั้น มีการประเมินผลของวัคซีนดังกล่าวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลากหลายสายพันธุ์

เธอกล่าวว่าไวรัสเปลี่ยนไปตลอดและนี่เป็นเรื่องธรรมดาของไวรัส เธอระบุว่าสิ่งสำคัญก็คือไวรัสนี้เปลี่ยนไปในแนวทางที่ส่งผลกระทบต่อโรคหรือกระทบต่อการรักษาหรือไม่ และต้องดูว่ามีผลกระทบต่อวัคซีนหรือไม่

ดร.เคท โอไบรเอนกล่าวว่าที่ผ่านมาเราได้รับทราบเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดกลายพันธุ์ 2 ชนิดที่กังวลกันว่าจะติดต่อกันทั่วโลก และว่าการประเมินว่าวัคซีนที่มีอยู่จะได้ผลหรือไม่นั้น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าสิ่งที่สามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจมากก็คือเราต้องดำเนินการเรื่องการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และว่าลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่พบเห็นในไวรัสชนิดกลายพันธุ์เหล่านี้ ไม่น่าจะทำให้ผลของวัคซีนเปลี่ยนไป

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2564)

ภาพรวมในระดับโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

เราจะนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองขององค์การอนามัยโลกที่มีต่อการฉีดวัคซีน เนื่องจากการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เริ่มขึ้นทั่วโลก คำถามคือภาพรวมในระดับโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

ดร. เคท โอไบรเอน ผู้อำนวยการฝ่ายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีน และชีววัตถุขององค์การอนามัยโลก กล่าวในการแถลงข่าวทางออนไลน์เมื่อวันที่ 7 มกราคมว่า “สถานการณ์เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่มีวัคซีนจำนวนมากที่แสดงให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้จริง”

เธอกล่าวว่า “วัคซีนเหล่านี้บางส่วนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในหลายประเทศ” และว่า “ขณะนี้กำลังมีการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้สูง” และคาดว่าในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางหรือรายได้ต่ำจะมีการฉีดวัคซีนในเร็ว ๆ นี้ด้วย

ดร.โอไบรเอนกล่าวว่ามีวัคซีนอย่างน้อย 3 ชนิดที่ได้รับการประเมินจากผู้กำกับดูแลซึ่งมีมาตรฐานสูงที่สุดในด้านการพิจารณาข้อมูลของวัคซีน และว่าบรรดาผู้กำกับดูแลเหล่านี้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย ประสิทธิผล และคุณภาพในการผลิต เธอกล่าวว่ามีวัคซีน 3 ชนิดที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทแอสตราเซเนกา, โมเดอร์นา และไฟเซอร์ ซึ่งได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอย่างน้อย 1 แห่งที่มีมาตรฐานสูงสุด

ดร. โอไบรเอนกล่าวว่า นอกจากนี้ก็ยังมีวัคซีนที่ได้เปิดเผยผลการทดสอบประสิทธิภาพให้สาธารณชนรับทราบแล้ว และวัคซีนเหล่านี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลอยู่ เธออธิบายว่ามีวัคซีนจากประเทศจีน เช่น ซิโนฟาร์มและซิโนแวค และวัคซีนของรัสเซียที่พัฒนาโดยสถาบันกามาเลยา

ดร.โอไบรเอนกล่าวว่าเธอคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “มีวัคซีนจำนวนมากที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์ออกมาเรื่อย ๆ และเราจะต้องติดตามความเป็นไปในช่วงหลายสัปดาห์และหลายเดือนต่อจากนี้”

เธอกล่าวว่าผู้กำกับดูแลจะ “ตรวจสอบว่าข้อมูลเหล่านั้นเพียงพอสำหรับการอนุญาตให้ใช้งานวัคซีนดังกล่าวอย่างเป็นทางการกับประชาชนทั่วไปหรือไม่”

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2564)

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าภาวะฉุกเฉินจะบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

โอมิ ชิเงรุ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในการประชุมของคณะกรรมาธิการกิจการคณะรัฐมนตรีประจำวุฒิสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม เขากล่าวว่าถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงตามที่คาดไว้ในช่วงเวลาที่นับจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ การดำเนินมาตรการภายใต้ภาวะฉุกเฉินก็สามารถผ่อนคลายทีละน้อยได้ ทว่า ถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือลดลงช้ามาก ก็จะหมายความว่ามาตรการภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและควรดำเนินมาตรการต่อต้านการติดเชื้อที่เข้มงวดมากขึ้น

เขากล่าวว่าคณะผู้เชี่ยวชาญจะเฝ้าติดตามสถานการณ์การติดเชื้อเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และว่าอาจใช้การประเมินดังกล่าวเพื่อตัดสินใจว่าต้องใช้มาตรการชนิดใดที่เข้มงวดมากขึ้น เขากล่าวว่าการขอให้ธุรกิจทั้งหลายระงับการดำเนินงานชั่วคราวอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ และว่าขณะที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อ คณะที่ปรึกษาก็จะจำลองสถานการณ์ที่ว่าภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ และจะหารือมาตรการเพิ่มเติมที่อาจจำเป็นต้องใช้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2564)

เราควรทำอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ารับวัคซีนตามกำหนดและการไปตรวจสุขภาพในช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เตือนที่เว็บไซต์ของกระทรวงและช่องทางอื่น ๆ ว่า ถ้าผู้คนงดเว้นไม่ยอมไปสถาบันทางการแพทย์มากเกินเหตุ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนให้แก่ทารกหรือเด็กเล็กตามอายุที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังเรียกร้องให้พ่อแม่พาลูกไปตรวจสุขภาพตามกำหนด เนื่องจากเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเติบโตและพัฒนาการของลูก และยังแนะนำว่าผู้คนควรไปตรวจหามะเร็งตามกำหนดเหมาะสม เนื่องจากมะเร็งอาจไม่แสดงอาการในระยะแรกเริ่ม

ทางกระทรวงระบุว่าสถาบันทางการแพทย์และสถานที่ตรวจสุขภาพดำเนินมาตรการต่อต้านการติดเชื้ออย่างเต็มที่ ทั้งการฆ่าเชื้อโรคและการระบายอากาศ ดังนั้น จึงแนะนำให้ผู้คนเข้ารับความช่วยเหลือด้านการแพทย์ตามความเหมาะสมในการขอคำปรึกษากับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ แม้ว่าการระบาดใหญ่ยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม แทนที่จะงดเว้นจากการใช้บริการนี้ตามการตัดสินใจของตนเอง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2564)

มีรายงานข่าวว่าจำนวนของผู้คนที่ออกไปข้างนอกไม่ได้ลดลงมากเท่ากับตอนที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรก สาเหตุของเรื่องนี้คืออะไร

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคมคือวันอาทิตย์แรกนับตั้งแต่ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 ข้อมูลมหัตหรือ Big data แสดงให้เห็นว่าจำนวนของผู้คนที่ไปยังย่านการค้าหลัก ๆ ของกรุงโตเกียวในตอนกลางคืนนั้นลดลงเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม แต่ถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

ศาสตราจารย์วาดะ โคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยชุมชนจากมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านสุขภาพและสวัสดิการ กล่าวว่าโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คนต้องลดลงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ แต่ดูเหมือนว่าประชาชนตีความเนื้อหาจากการประกาศภาวะฉุกเฉินในปัจจุบันว่าเป็นการขอให้ผู้คนงดเว้นจากการออกไปข้างนอกหลัง 20.00 น.

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายเวลาภาวะฉุกเฉินออกไป หากการเดินทางของผู้คนหรือโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันยังคงไม่ลดลงไป และว่าการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนควรลดลงมากเท่าไหร่

ศาสตราจารย์วาดะกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและทางการท้องถิ่นควรเฝ้าติดตามสถานการณ์นี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์และจากนั้นก็ประเมินสถานการณ์ดังกล่าว ถ้าไม่อาจควบคุมการติดเชื้อได้ ก็ควรอธิบายว่าจะโน้มน้าวให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อลดการมีปฏิสัมพันธ์ เขาเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากได้ปฏิบัติขั้นตอนทั้งหลายเพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้ว แต่การที่จะทำให้ประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งล่าสุดดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ทุก ๆ คนต้องนึกถึงช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปีที่แล้วและทบทวนการกระทำของตน

การที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้มีสาเหตุจากอะไร

ศาสตราจารย์โอชิตานิ ฮิโตชิจากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 8 มกราคมว่า การที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผิดปกติมากและว่าคณะผู้เชี่ยวชาญต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่าอะไรที่ทำให้จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 7 และวันที่ 8 มกราคม จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกรุงโตเกียวมีมากกว่า 2,000 คน

ศาสตราจารย์โอชิตานิกล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเมื่อไม่นานมานี้ เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกรุงโตเกียวที่จู่ ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติไปจากหลักการด้านระบาดวิทยา เขากล่าวว่าการที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันในกรุงโตเกียวที่เคยมีไม่ถึง 1,000 คนเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม ได้พุ่งพรวดมาอยู่ที่กว่า 2,000 คนในช่วงประมาณ 10 วันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก

กรณีของผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18 ถึง 39 ปีกำลังเพิ่มมากขึ้นไม่เพียงแค่กรุงโตเกียวเท่านั้นแต่ยังรวมถึงในจังหวัดโอซากาด้วย

ศาสตราจารย์โอชิตานิกล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนจำนวนมากออกมาข้างนอกในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีและวันปีใหม่ และว่าผลการตรวจหาเชื้อซึ่งได้ดำเนินการไปในช่วงวันหยุดยาวนั้น พอพ้นช่วงวันหยุดไปจึงมีรายงานออกมาเป็นจำนวนมาก เขายังได้กล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งโดยระบุว่า กลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเต็มใจที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ได้มาเข้ารับการตรวจหาเชื้อหลังจากมีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งเสียชีวิตในช่วงสิ้นปี รวมถึงเรื่องที่ผู้ติดเชื้อซึ่งรักษาตัวอยู่ที่บ้านเสียชีวิตหลายคน

ศาสตราจารย์โอชิตานิสรุปว่าคณะผู้เชี่ยวชาญต้องตรวจสอบเบื้องหลังกรณีที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นและวิเคราะห์สาเหตุดังกล่าว

มาตรการในการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งใหม่นี้ ที่เน้นการเรียกร้องให้ร้านอาหารและบาร์ร่นเวลาปิดร้านให้เร็วขึ้น จะมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

หนึ่งในจุดที่เป็นข้อถกเถียงคือจะทำเช่นไรเพื่อให้ข้อเรียกร้องของบรรดาผู้ว่าการจังหวัดที่มีต่อร้านอาหารหรือบาร์มีผลในทางปฏิบัติได้จริง

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะเปิดทางให้สามารถเปิดเผยรายชื่อธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกร้อง รวมทั้งเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินต่อบรรดาธุรกิจที่ปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ญี่ปุ่นมีแผนแก้ไขกฎหมายว่าด้วยมาตรการพิเศษ ซึ่งรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อธุรกิจต่าง ๆ ที่ทำตามคำเรียกร้อง ตลอดจนการกำหนดบทลงโทษสำหรับธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ทำตามคำเรียกร้อง เจ้าหน้าที่หวังจะให้การทบทวนแก้ไขกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาได้โดยเร็วในการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญที่จะเรียกประชุมในเดือนมกราคม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 มกราคม 2564)

การลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตามร้านอาหารและบาร์

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นได้รวบรวมข้อเสนอกรณีฉุกเฉินเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยงของการติดเชื้อตามร้านอาหารและบาร์

คณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจัดทำข้อเสนอโดยอิงจากรายงานที่เผยแพร่โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและอื่น ๆ ในวารสารวิทยาศาสตร์ชื่อ Nature เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2563

คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์ โดยได้ประเมินข้อมูลโทรศัพท์มือถือที่รวบรวมมาจากผู้คนราว 98 ล้านคนในเมืองใหญ่แห่งต่าง ๆ ของสหรัฐ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมปี 2563 โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าไวรัสนี้มีแนวโน้มอย่างมากในการแพร่ระบาดตามสถานที่แห่งใด

คณะนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบว่าร้านใดที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดไปชั่วคราว โดยพบว่าสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือร้านอาหารที่เปิดให้บริการเต็มที่ ตามมาด้วยสถานที่ออกกำลังกาย ร้านกาแฟ และโรงแรม

พวกเขาระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่อื่น ๆ แล้วนั้น ร้านอาหารมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากเป็นสถานที่รองรับลูกค้าจำนวนมากซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ในร้านเป็นเวลานาน

พวกเขายังได้แนะนำในรายงาน เกี่ยวกับวิธีที่ร้านอาหารสามารถปรับปรุงภาวะแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเมื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง โดยระบุว่าร้านอาหารและร้านอื่น ๆ สามารถลดกรณีการติดเชื้อลงได้ร้อยละ 80 ด้วยการจำกัดจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ของความสามารถที่รองรับได้ และว่าการจำกัดจำนวนของผู้คนในร้านได้ผลมากกว่า

คณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า เมื่ออิงจากรายงานดังกล่าวตลอดจนการประเมินเรื่องการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นแล้วนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าบาร์และร้านอาหารคือพื้นที่สำคัญที่รัฐบาลควรมุ่งเน้นเรื่องการดำเนินมาตรการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ภาวะฉุกเฉินจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนและการสอบอย่างไรบ้าง

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับกรุงโตเกียวและจังหวัดอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่นักเรียนนักศึกษาเปิดเรียนหลังจากวันหยุดยาวฤดูหนาว และเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

นายฮางิอูดะ โคอิจิ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ได้แถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม ก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่ออธิบายเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการต่าง ๆ

นายฮางิอูดะกล่าวว่าทางกระทรวงไม่ได้พิจารณาที่จะขอให้มีการปิดโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายอย่างครอบคลุมทั้งหมด เพราะว่าอัตราการติดเชื้อและกรณีผู้ป่วยอาการรุนแรงในกลุ่มเด็กนักเรียนนั้นยังคงต่ำอยู่นับจนถึงปัจจุบัน รวมถึงยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดจากโรงเรียนไปสู่ชุมชนแห่งต่าง ๆ เขากล่าวว่าควรหลีกเลี่ยงการปิดโรงเรียนโดยพิจารณาจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการศึกษา ตลอดจนสุขภาพกายและใจของเด็กนักเรียน

สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น นายฮางิอูดะได้ขอให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่างการสอนตามปกติกับแบบออนไลน์

ทว่าเขาได้ขอให้ยกระดับมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกิจกรรมชมรมของโรงเรียน โดยขอให้บรรดาโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมปลาย พิจารณาการจำกัดกิจกรรมชมรมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาด

นายฮางิอูดะกล่าวว่าการสอบรวมทั่วประเทศสำหรับเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 มกราคมตามกำหนดการที่วางไว้ โดยจะดำเนินมาตรการอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ มีผู้คนกว่า 530,000 คนทั่วญี่ปุ่นที่คาดว่าจะเข้าร่วมการสอบครั้งนี้

นายฮางิอูดะยังได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการศึกษาในท้องถิ่นเดินหน้าจัดการสอบสำหรับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายตามแผนที่วางไว้ด้วย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2564)

การประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกได้ผลเพียงใด

เมื่อวันที่ 7 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับกรุงโตเกียวและ 3 จังหวัดข้างเคียงได้แก่ จังหวัดไซตามะ จังหวัดชิบะ และจังหวัดคานางาวะ โดยถือเป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยประกาศไปเมื่อปี 2563

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 สำหรับกรุงโตเกียวและอีก 6 จังหวัด โดยอิงจากกฎหมายพิเศษเพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากนั้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน มีการขยายพื้นที่ของภาวะฉุกเฉินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในช่วงระหว่างนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขอให้ประชาชนลดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 70 และร้อยละ 80 ในกรณีที่สามารถทำได้ โดยยึดจากคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่น

ผู้ว่าการของจังหวัดที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินสามารถขอให้ประชาชนงดเว้นจากการออกไปข้างนอก ยกเว้นกรณีที่จำเป็นเด็ดขาด และขอให้ประชาชนร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ก็ยังสามารถขอให้จำกัดการใช้สถานที่ต่าง ๆ ที่มีผู้คนไปรวมตัวกันจำนวนมากด้วย

สำหรับพื้นที่ที่เกิดการติดเชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ได้มีการขอให้ผู้คนทำงานจากทางไกลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีการเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้งดเว้นจากการออกจากบ้าน ยกเว้นกรณีที่ไปซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือไปพบแพทย์

มาตรการนี้ได้ทำให้บาร์ ร้านอาหาร โรงละคร โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด ต้องปิดทำการชั่วคราว ตลอดจนมีการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดงานจำนวนมาก โรงเรียนทั่วญี่ปุ่นปิดภาคเรียนตั้งแต่เดือนมีนาคม และโรงเรียนส่วนมากได้ปิดเรียนต่อเนื่องหลังมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน

ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้จำนวนของผู้ที่มาเยือนใจกลางกรุงโตเกียวในวันธรรมดาลดลงอย่างมากกว่าร้อยละ 60 และสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นั้นลดลงไปราวร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีเดียวกัน

จำนวนของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงสุดไปอยู่ที่ประมาณ 700 คนเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนและจากนั้นก็เริ่มลดลงไป พื้นที่ที่อยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินก็ค่อย ๆ ลดลง และในที่สุดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ได้มีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในฮอกไกโด กรุงโตเกียว และจังหวัดข้างเคียงกรุงโตเกียว 3 จังหวัด โดยในวันนั้นมีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศจำนวน 21 คน

การประกาศภาวะฉุกเฉินมีผลอย่างไรในญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 7 มกราคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมกรุงโตเกียว จังหวัดคานางาวะ จังหวัดไซตามะ และจังหวัดชิบะ โดยเป็นความพยายามที่จะควบคุมกรณีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์

การประกาศภาวะฉุกเฉินคือมาตรการที่อิงจากกฎหมายพิเศษเพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ในกรณีที่ไวรัสนี้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วประเทศและอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของประชาชนหรือเศรษฐกิจ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาและพื้นที่ที่จะใช้มาตรการฉุกเฉินได้

ผู้ว่าการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน สามารถเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยให้ประชาชนงดออกไปข้างนอก แต่จะยกเว้นสถานการณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ผู้ว่าการจังหวัดจะสามารถขอร้องหรือสั่งการให้ปิดโรงเรียนหรือจำกัดการใช้งานสถานที่อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าซึ่งมีผู้คนไปรวมตัวกันจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ว่าการจังหวัดก็ยังมีอำนาจที่จะใช้ที่ดินและอาคารต่าง ๆ เป็นสถานที่ทางการแพทย์ชั่วคราวได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของ หากมีความจำเป็นต้องใช้งานจริง ๆ

เมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน ผู้ว่าการจังหวัดสามารถขอให้บริษัทขนส่งจัดส่งผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และสามารถขอร้องหรือบังคับให้ขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้หากจำเป็น

ควรเลื่อนกำหนดให้เด็กเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจโรคหรือรับการผ่าตัดหรือไม่

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรเลื่อนกำหนดการให้เด็กเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจโรคหรือรับการผ่าตัดรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรให้ความสำคัญกับการตรวจและรักษาโรคของเด็กมากกว่า และระมัดระวังเกี่ยวกับอาการของเด็กก่อนที่จะให้เข้าโรงพยาบาล

โรงพยาบาลในญี่ปุ่นให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับผู้ป่วยอื่นแยกกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะต้องยืนยันกับโรงพยาบาลที่จะให้เด็กเข้าพัก แต่โดยเบื้องต้นแล้วสามารถมั่นใจได้ว่าเด็กจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล

คาดว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะยังคงมีต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาโรคและการตรวจโรคของเด็กมากกว่า และหากมีการกำหนดวันที่จะให้เด็กเข้าโรงพยาบาลแล้ว ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเด็กในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเข้าโรงพยาบาล และควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ

ทั้งนี้อาจมีการตั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้เด็กเข้าโรงพยาบาลหากว่าเด็กรู้สึกไม่สบาย หรือเคยใกล้ชิดกับผู้คนที่มีอาการของโรคหวัด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2563)

ควรให้เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรให้เด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือไม่ รวมทั้งว่าผู้ปกครองสามารถไปเยี่ยม หรืออยู่กับเด็กที่โรงพยาบาลหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ในญี่ปุ่นนั้น เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยมากมักมีอาการไม่รุนแรง และหากมองจากแนวคิดด้านการแพทย์ ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่กฎหมายบังคับให้เด็กเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ หากเด็กติดเชื้อไวรัสจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้าน ทั้งผู้ปกครองและเด็กก็อาจต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลพร้อมกัน แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ติดเชื้อ เด็กก็อาจต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยวัตถุประสงค์ด้านการกักกันโรค

ส่วนคำถามที่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถไปเฝ้าดูแลเด็กที่โรงพยาบาลได้หรือไม่นั้น ผลของการพิจารณาจะแตกต่างกันไปตามแต่กรณี โดยจะอิงจากตัวแปรต่าง ๆ เช่นอายุเด็ก หรือสถานการณ์ที่โรงพยาบาล

ในญี่ปุ่น หากมีการแนะนำให้เด็กอยู่ที่บ้าน หรืออยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้ระหว่างรักษาตัวจากโรคโควิด-19 ผู้ปกครองต้องปรึกษากับศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่น และรับการสอบถามสภาพร่างกายผ่านทางโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะพ้นช่วงเวลาที่ให้พักรักษาตัวที่บ้านแล้วก็ตาม

การระบุว่าผู้ติดเชื้อมีอาการหนักหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ อาการที่ไม่หนักอาจรวมถึงกรณีที่ผู้ป่วยมีกำลังกาย สามารถดื่มของเหลวได้เอง หรือไม่มีปัญหาการหายใจลำบาก

หากเด็กรู้สึกไม่สบายและจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็เป็นไปได้มากที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจติดเชื้อด้วยเช่นกัน หรืออาจถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด ในกรณีเหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองอาจไม่สามารถไปโรงพยาบาลหรือเยี่ยมไข้เด็กได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองปรึกษาแพทย์ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อรับมือ เนื่องจากวิธีการรับมืออาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงเหตุผลเฉพาะตัวของผู้ปกครอง เช่นว่าผู้ปกครองได้หายจากโรคโควิด-19 แล้ว ตลอดจนสถานการณ์ที่โรงพยาบาล และสถานการณ์การติดเชื้อในท้องถิ่น เป็นต้น

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2563)

ควรเลื่อนเวลาให้เด็กรับการตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีนตามกำหนดหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบว่า การตรวจสุขภาพตามกำหนดในญี่ปุ่นมีจุดประสงค์เพื่อตรวจหาอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กในช่วงอายุนั้น เพื่อทำให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการรักษาที่จำเป็นให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้เด็กได้มีภูมิคุ้มกันก่อนที่จะติดโรค การใช้มาตรการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหากหลีกเลี่ยงไม่พาเด็กไปโรงพยาบาล ก็อาจทำให้เด็กเสี่ยงที่จะติดโรคอื่นที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่น่าจะแพร่ระบาดต่อไปอีกหลายเดือน ดังนั้นหากการระบาดทำให้ผู้ปกครองไม่ยอมพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพและรับวัคซีน ก็ถือเป็นปัญหาร้ายแรงมาก

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า เขตเทศบาลบางแห่งได้ปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสุขภาพเด็กเล็ก เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบางกรณีที่เด็กสามารถรับวัคซีนได้แม้ว่าจะเลยช่วงเวลาที่กำหนดไว้เดิม เพื่อที่ให้เด็กที่พ้นเวลาแล้วมีโอกาสได้รับวัคซีนในภายหลัง ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองติดต่อสอบถามข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ของตน

ทั้งเด็กและผู้ปกครองควรใช้มาตรการป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อไปรับการตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีน โดยก่อนออกจากบ้าน ควรยืนยันว่าพวกตนไม่มีไข้หรืออาการอื่น เช่นอาการไอ นอกจากนี้ผู้ใหญ่ที่เดินทางไปพร้อมกับเด็กยังจำเป็นต้องล้างมือและใช้หน้ากากป้องกัน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการให้ปู่ย่าตายายหรือพี่น้องของเด็กติดตามไปด้วย

นักวิจัยกล่าวว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถพบได้ในอุจจาระเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมในสถานที่ตรวจสุขภาพหรือให้วัคซีน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2563)

ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบเรื่องแนวทางป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีแนวทางในการให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วยแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบข้อมูลในเรื่องนี้ก่อน และหากว่าเด็กสามารถไปเยี่ยมผู้ป่วยได้ ก็ควรให้เด็กวัดอุณหภูมิร่างกายที่บ้าน และยืนยันว่าเด็กไม่มีอาการต่าง ๆ เช่นอาการไอ น้ำมูกไหล ท้องเสีย หรืออาเจียน

นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการปฏิบัติตามมาตรการเบื้องต้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่นการล้างมือ และสวมหน้ากากป้องกันเวลาเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยด้วย

ในกรณีใดที่ควรให้เด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ตอบคำถามที่ว่า ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วหรือไม่หากสงสัยว่าเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ณ วันที่ 1 สิงหาคม จำนวนเด็กในญี่ปุ่นที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังมีมากขึ้น และว่าในกรณีส่วนมาก เด็ก ๆ ติดเชื้อจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้าน หรือติดเชื้อจากการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มนอกบ้าน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า ในญี่ปุ่น ผู้ที่อยู่ในระยะประชิดกับบุคคลที่มีผลตรวจเป็นบวกในภายหลัง หรือผู้ที่อยู่ใกล้บุคคลเช่นนี้เป็นเวลานาน มีความเป็นไปได้สูงที่จะติดเชื้อเช่นกัน คนเหล่านี้เรียกกันว่า ผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่นจะพิจารณากรณีของแต่ละราย เพื่อที่จะระบุว่าบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองติดต่อศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่นก่อน หากว่าเด็กมีอาการบางอย่าง หรืออาจมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยว่าไม่ควรนำเด็กที่สงสัยว่าติดเชื้อไปพบแพทย์ที่สถาบันการแพทย์ทั่วไป หรือที่คลินิกฉุกเฉินในวันหยุดหรือในยามกลางคืน เนื่องจากในญี่ปุ่น สถานที่ต่าง ๆ ข้างต้นอาจไม่สามารถให้บริการตรวจยืนยันการติดเชื้อได้

สถานที่ที่ให้บริการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส หรือพีซีอาร์ แตกต่างกันไปตามพื้นที่อยู่อาศัย ดังนั้นจึงควรติดตามข้อมูลจากศูนย์สาธารณสุขในท้องถิ่น

นอกจากนี้โรงพยาบาลบางแห่งยังกำหนดช่วงเวลาและช่องทางเข้าออกแยกต่างหากสำหรับผู้คนที่มีอาการน่าสงสัยว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยอื่นติดเชื้อไวรัสนี้ด้วย ผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปโรงพยาบาลจึงควรตรวจสอบยืนยันกับทางโรงพยาบาลก่อนที่จะเดินทาง

ในกรณีที่เด็กมีไข้ต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งโดยไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัด หรือมีอาการหายใจลำบาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม หรือมีอาการเซื่องซึม ก็เป็นไปได้มากที่เด็กอาจป่วยเป็นโรค โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโรคโควิด-19 ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2563)

มีเด็กที่แสดงอาการรุนแรงหรือไม่หลังจากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น จะให้คำตอบในเรื่องนี้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรณีที่ผู้ป่วยเด็กมีอาการรุนแรงนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่าในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเด็กอาจมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจเช่นกัน ทั้งนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปีมักมีอาการหนัก และจำเป็นต้องดูแลสังเกตอย่างใกล้ชิด

ในยุโรปและสหรัฐ มีรายงานผู้ป่วยเด็กอายุราว 10 ปีที่มีอาการป่วยที่หัวใจ หลังจากมีไข้หลายวัน ปวดท้อง ท้องเสีย และผื่นขึ้นตามตัว ทว่าจนถึงขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวในญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ราย

เด็ก ๆ จะแสดงอาการอย่างไรเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญที่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ญี่ปุ่น และศูนย์สุขภาพและพัฒนาการเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้ให้คำตอบเรื่องอาการที่เด็ก ๆ อาจแสดงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญได้พบว่าเด็ก ๆ เสี่ยงติดเชื้อไวรัสไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าข้อมูลเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมปี 2563 จะชี้ว่าจำนวนเด็กที่ติดเชื้อมีน้อยกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ใหญ่ก็ตาม

การติดเชื้อในเด็กที่ญี่ปุ่นส่วนมากเกิดขึ้นที่บ้าน เด็กที่ติดเชื้อจะมีไข้และไอแห้ง ๆ แต่มีเด็กจำนวนค่อนข้างน้อยที่แสดงอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่นอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

ผู้ป่วยที่เป็นเด็กมีไข้ต่อเนื่องเป็นเวลานานไม่ต่างจากผู้ใหญ่ และยังมีรายงานว่าผู้ป่วยเด็กบางคนแสดงอาการปอดอักเสบด้วย นอกจากนี้บางคนยังมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย และอาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร

มีผู้ป่วยเด็กเพียงไม่มากที่สูญเสียสัมผัสรับรู้กลิ่นและรส ซึ่งเป็นอาการที่มักพบบ่อยในผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติเหล่านี้ในเด็ก ทั้งนี้มีรายงานเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ในผู้ป่วยวัยรุ่นที่สามารถพูดถึงอาการป่วยของตนเองได้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเด็กที่ติดเชื้อบางคนอาจไม่แสดงอาการ แต่ได้แนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเฝ้าดูเด็กอย่างระมัดระวังถี่ถ้วน เพราะว่าเด็ก ๆ อาจไม่สามารถอธิบายอาการของตนได้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 3

ดังที่เราได้รายงานไป 2 ตอนแล้วว่า การใส่หน้ากากอนามัยไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกเพราะมองไม่เห็นหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้ด้วย

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าการใช้ภาษากายเป็นเครื่องมือสื่อสารอาจเป็นหนทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการเอาชนะปัญหานี้ไปให้ได้ อาจารย์แนะให้แสดงออกทางกายมากกว่าปกติตอนที่ดีใจหรือเศร้า เพื่อชดเชยให้แก่สภาพที่ไม่สามารถมองเห็นการแสดงออกทางสีหน้าได้

การเจริญเติบโตของเด็ก ๆ นั้นไม่คอยท่า คนในครอบครัวควรแสดงความรู้สึกออกมาอย่างกระตือรือร้น และทำให้มั่นใจว่าจะเชื่อมโยงระยะห่างทางใจกับเด็กได้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 2

โรงเรียนประถมในญี่ปุ่นกำลังประสบผลในทางลบจากการที่เด็กนักเรียนใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีเด็ก ป. 1 สองคนทะเลาะกันระหว่างช่วงพัก เด็กคนหนึ่งขอโทษเด็กอีกคนหนึ่งหลังจากที่มือบังเอิญไปตีถูกเด็กอีกคนเข้า แต่เสียงขอโทษนั้นได้ยินไปไม่ถึงอีกฝ่ายเพราะถูกหน้ากากอนามัยปิดปากเป็นเสียงอู้อี้อยู่ จากนั้นเด็กก็เริ่มทะเลาะกัน ครูหลายคนบอกว่า ในระยะนี้เห็นปัญหาที่เกี่ยวกับการสื่อสารเกิดมากขึ้นระหว่างเด็ก ๆ

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าเด็กอายุระหว่าง 4-10 ปี กำลังพัฒนาขีดความสามารถของสมองในการรับรู้ใจเขาใจเรา อาจารย์บอกว่าเด็ก ๆ บ่มเพาะความสามารถในการนึกคิดว่าคนอื่นคิดอะไร และตัวเองควรทำตัวอย่างไรผ่านการสื่อสารระหว่างกัน

อาจารย์กล่าวว่า โดยปกติเด็ก ๆ จะมีประสบการณ์มากมายที่โรงเรียนในการนึกถึงใจเขาใจเรา และอาจารย์อยากจะหารือกับครูในโรงเรียนว่าครูจะทำอย่างไรเพื่อหาทางให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์เหล่านั้นในห้องเรียนขณะที่ตกอยู่ในสภาพการณ์อย่างเช่นขณะนี้

จริงหรือไม่ที่ว่าหน้ากากอนามัยส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ๆ ตอนที่ 1

ตอนนี้หน้ากากอนามัยกลายเป็นสิ่งคุ้นเคยในการดำเนินชีวิตแบบใหม่ แต่เราอาจพบว่าการอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายนั้นทำได้ยาก และเป็นที่ทราบกันว่าการปิดหน้าอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ๆ

ครูที่สถานรับดูแลเด็กใส่หน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงาน ครูกล่าวว่าการสร้างความสัมพันธ์ให้เด็กไว้วางใจนั้นทำได้ยากเพราะเด็กไม่เห็นปากของครู เช่น ตอนเอ่ยชมเด็กว่า “ทำได้ดีนะ” หรือ “เก่งมาก” ก็จะสื่อความตั้งใจนั้นไปไม่ถึงเด็ก

ศาสตราจารย์เมียววะ มาซาโกะ ประจำบัณฑิตวิทยาลัยศึกษาศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางสมองและจิตวิทยามนุษย์ กล่าวว่าผู้ใหญ่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับทารกตั้งแต่เกิด ไปจนกระทั่งอายุได้ประมาณ 1 ขวบ

ในช่วงอายุนั้น ทารกจะมองหน้าและความเคลื่อนไหวของผู้คนหลากหลาย และเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้า ดังนั้น ตา จมูก และปากของอีกฝ่ายจึงเป็นส่วนสำคัญ

ทารกจะสามารถรับรู้ได้ว่านี่คือใบหน้าเมื่อองค์ประกอบ 3 ส่วนนี้บนใบหน้าปรากฏชัด เมื่อเวลาผ่านไป ทารกก็เรียนรู้ที่จะแยกแยะสีหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน เช่น อารมณ์ดี หรือโกรธ

ศาสตราจารย์เมียววะกล่าวว่า มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่สามารถสื่อสารได้ด้วยการใช้สายตา อาจารย์บอกว่าเด็กใช้ข้อมูลที่หลากหลายในการแสดงออกของบุคคลและค่อย ๆ อ่านการแสดงออกและอารมณ์ของคนอื่นได้ อาจารย์บอกด้วยว่า เป็นไปได้สูงมากว่าประสบการณ์เช่นนั้นอาจจะสูญหายไปหมดเลย เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

แม้ว่าเรายังใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่ศาสตราจารย์เมียววะก็แนะนำให้คนในครอบครัวเผยใบหน้าให้เด็กได้เห็นถี่ยิ่งขึ้นที่บ้าน

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

คุณเทราชิมะได้บอกกับเราว่ากุญแจสำคัญคือการแบ่งบ้านออกเป็นหลายส่วนตามระดับความอันตราย เขาได้เสนอให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ “พื้นที่ระมัดระวัง” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุดซึ่งพื้นที่นี้รวมถึงประตูทางเข้าบ้าน ซึ่งผู้คนต้องเดินผ่านเมื่อเข้ามาในบ้าน ส่วนที่ 2 คือ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน และส่วนที่ 3 คือ “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งได้แก่ห้องนอนและห้องส่วนตัว

ครั้งนี้เราจะมุ้งเน้นยัง “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งมักจะเป็นที่ที่ใช้เวลาเพื่อการผ่อนคลาย คุณเทราชิมะกล่าวว่าเราต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสุดความสามารถเพื่อเลี่ยงการนำไวรัสดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้

สิ่งหนึ่งที่มักจะมองข้ามกันไปก็คือสมาร์ตโฟนของเรา เมื่อเราหยิบจับสมาร์ตโฟนตอนอยู่นอกบ้าน เราอาจสัมผัสโดนไวรัสตอนที่แตะหน้าจอสมาร์ตโฟน และจากนั้นก็นำไวรัสกลับมาที่ห้องนอน ด้วยเหตุนี้ การหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ระบบหน้าจอสัมผัสจึงเป็นสิ่งสำคัญ

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

ครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ในบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน พื้นที่เหล่านี้รวมถึงห้องน้ำและห้องนั่งเล่น

คุณเทราชิมะแนะนำว่าไม่ควรใช้สิ่งของต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ส่วนสิ่งของที่แต่ละคนมักจะหยิบจับ เช่น สวิตช์ไฟและรีโมตโทรทัศน์ ควรฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ

เขาได้เน้นย้ำด้วยว่าเราสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิธีนั่งและเสิร์ฟอาหาร เขากล่าวว่าเราควรเลี่ยงการนั่งแบบหันหน้าเข้าหากันที่โต๊ะรับประทานอาหาร หากเป็นไปได้ก็ควรนั่งเป็นแนวทแยงมุมเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใกล้กันมากเกินไป

คุณเทราชิมะยังเตือนให้ระวังเกี่ยวกับการรับประทานอาหารจากจานรวมที่ไว้สำหรับรับประทานอาหารร่วมกัน เขากล่าวว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำเพราะการใช้สิ่งของต่าง ๆ เช่น ตะเกียบของจานรวมดังกล่าว จะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ เขาแนะนำว่าเราควรแบ่งอาหารให้เป็นสัดส่วนสำหรับรับประทานแยกกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้รับประทานจากจานของตนเอง

จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสนี้ภายในบ้านได้อย่างไร

เราได้สอบถามนายแพทย์เทราชิมะ ทาเกชิ จากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น ว่าเราจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในบ้านของเราได้อย่างไร

คุณเทราชิมะบอกกับเราว่ากุญแจสำคัญคือการแบ่งพื้นที่ในบ้านให้เป็นหลายส่วนโดยพิจารณาจากระดับความอันตราย

เขาได้เสนอให้แบ่งพื้นที่ในบ้านออกเป็น 3 ส่วนอันประกอบไปด้วย “พื้นที่ระมัดระวัง” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุดซึ่งพื้นที่นี้รวมถึงประตูทางเข้าบ้าน ซึ่งผู้คนต้องเดินผ่านเมื่อเข้ามาในบ้าน ส่วนที่ 2 คือ “พื้นที่ใช้ร่วมกัน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกครอบครัวแบ่งปันและใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของด้วยกัน และส่วนที่ 3 คือ “พื้นที่ส่วนตัว” ซึ่งได้แก่ห้องนอนและห้องส่วนตัว

เมื่อมีคนในครอบครัวกลับมาที่บ้าน ควรหยุดที่ทางเข้าซึ่งเป็น “พื้นที่ระมัดระวัง” และแขวนเสื้อคลุมไว้ที่ผนังรวมถึงทิ้งหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วลงในถังขยะ

คุณเทราชิมะกล่าวว่าไม่ควรนำเสื้อคลุมและหน้ากากอนามัยใช้แล้วมาไว้ข้างในบ้านเพราะอาจติดเชื้อไวรัสมา แต่ให้นำสิ่งเหล่านี้ไว้ที่ทางเข้าบ้านแทน

จะสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ในบ้านเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอ 5 ข้อที่ควรระวังเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ ซึ่งข้อควรระวังดังกล่าวรวมถึงการให้ผู้ติดเชื้อพักอยู่ในห้องที่แยกต่างหาก แต่บางครั้งการจัดสรรห้องทั้งห้องให้ผู้ติดเชื้อ 1 คนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็ก

เราได้สอบถามคุณนิชิซูกะ อิตารุ หัวหน้าของศูนย์สาธารณสุขในเขตซูมิดะของกรุงโตเกียว คุณนิชิซูกะกล่าวว่าสมาชิกในครอบครัวคนอื่นควรพยายามอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อประมาณ 1 เมตร และลดการพูดคุยแบบซึ่งหน้าในระยะใกล้ชิด เพื่อจะได้เลี่ยงการพ่นละอองฝอยเข้าใส่กัน เขายังแนะนำให้ระบายอากาศภายในห้องบ่อย ๆ และใช้เครื่องทำความชื้นเมื่อจำเป็นเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมในบ้านที่ช่วยขัดขวางการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คุณนิชิซูกะกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่องดีที่ควรมีการหารือกันล่วงหน้าภายในครอบครัวว่าควรจัดการอย่างไรในกรณีที่มีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อ โดยเรื่องที่จะหารือนั้น เช่น ใครจะดูแลลูก ๆ ในกรณีที่พ่อแม่ติดเชื้อ และใครจะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวเมื่อผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลอยู่แล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมา

จะสามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสนี้ในบ้านเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นเกิน 500 คนเป็นครั้งแรก นางโคอิเกะ ยูริโกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินมาตรการอย่างถี่ถ้วนที่บ้าน เธอกล่าวว่านับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 แหล่งติดเชื้อหลัก ๆ คือในบ้าน และเมื่อไวรัสเข้ามาในบ้านได้แล้ว ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

หัวหน้าศูนย์สาธารณสุขในกรุงโตเกียวระบุว่า ในหลายกรณี ผู้ใหญ่ที่ออกไปนอกบ้านบ่อย ๆ มักจะนำไวรัสกลับมาที่บ้านและนำมาติดเด็ก ๆ หรือผู้สูงอายุ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อได้แนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำหากสมาชิกในครอบครัวปรากฏอาการต่าง ๆ ขึ้นมา

ข้อที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าหากเป็นไปได้ผู้ป่วยควรพักอยู่ในห้องแยกต่างหาก ข้อที่ 2 ผู้ป่วยตลอดจนผู้ดูแลควรสวมหน้ากากอนามัย ข้อที่ 3 พวกเขาแนะนำให้ทุกคนล้างมือบ่อย ๆ ข้อที่ 4 ควรรับประทานอาหารในจานที่แยกต่างหากจากกัน และข้อที่ 5 พวกเขาระบุว่าการฆ่าเชื้อตามสถานที่ที่มีการสัมผัสอยู่เป็นประจำรวมถึงการระบายอากาศภายในห้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

เราจำเป็นต้องระบายอากาศในห้องทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือไม่

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นแนะนำว่า เราควรเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทชั่วโมงละ 2 ครั้ง แต่การทำเช่นนั้นในวันที่อากาศหนาวเย็น มีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าทำนัก ศาสตราจารย์ฮายาชิ โมโตยะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดให้คำแนะนำเกี่ยวกับการระบายอากาศในห้องไปพร้อมกับการคงความอบอุ่นเอาไว้

ศาสตราจารย์ฮายาชิกล่าวว่า “ให้เปิดหน้าต่างแบบแง้มไว้เล็กน้อยในขณะที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานอยู่ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการถ่ายเทอากาศในห้องโดยไม่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลง นอกจากนี้ อาคารบางแห่งยังติดตั้งระบบระบายอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยทำให้เกิดการถ่ายเทอากาศทั้งหมดภายในอาคารโดยไม่ต้องเปิดหน้าต่าง”

“แต่ต้องระวังไว้ว่าความชื้นในห้องจะลดลงหากเปิดหน้าต่างเอาไว้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคงระดับความชื้นไว้ที่ระดับหนึ่ง เนื่องจากไวรัสต่าง ๆ จะลอยกระจายได้ง่ายขึ้นในความชื้นต่ำ เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าความชื้นส่งผลต่อกิจกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร แต่โดยรวมแล้ว ความชื้นต่ำทำให้การทำงานของเยื่อบุในคอลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ใช้เครื่องทำความชื้นเพื่อคงระดับความชื้นที่เหมาะสมเอาไว้”

เราจะระบายอากาศภายในห้องโดยไม่ทำให้รู้สึกหนาวได้อย่างไร

เราได้ถามคำถามนี้ไปยังศาสตราจารย์ฮายาชิ โมโตยะ จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ซึ่งเป็นผู้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีระบายอากาศที่องค์กรแห่งหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น โดยเขาระบุว่า

“ถ้าปล่อยให้อากาศเย็นจากด้านนอกเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยโดยตรง เช่น ห้องเรียนที่โรงเรียนหรือห้องนอนในบ้านพัก ก็อาจทำให้รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาได้ แต่มีวิธีง่าย ๆ 2 ขั้นตอนในการระบายอากาศที่จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกหนาวมากนัก ขั้นแรกคือการปล่อยให้อากาศเย็นสดชื่นจากด้านนอกเข้ามาในห้องที่ไม่ได้ใช้ หรือโถงทางเดิน ซึ่งความร้อนจากอาคารทั้งหลังจะช่วยทำให้อากาศเย็นนี้อุ่นขึ้น จากนั้นให้เปิดหน้าต่างและประตูที่เชื่อมกับห้องที่เราใช้งานอยู่ การทำเช่นนี้จะช่วยให้อากาศที่อุ่นขึ้นแล้วไหลเวียนไปสู่ห้องเหล่านี้ และช่วยให้อากาศถ่ายเทได้โดยที่ไม่รู้สึกหนาว”

ที่ญี่ปุ่นมีมาตรการอะไรบ้างเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจาย ขณะที่ผู้คนจำนวนมากไปยังวัดและศาลเจ้าในช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการสำหรับใช้ขณะที่ผู้คนเดินทางไปยังวัดและศาลเจ้าในช่วงปีใหม่ ภายในการประชุม สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้เสนอมาตรการที่รวบรวมขึ้นโดยอิงจากคำแนะนำของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ

มาตรการนี้เรียกร้องให้ผู้คนที่เดินทางไปยังวัดและศาลเจ้าใช้มาตรการพื้นฐานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่นการสวมหน้ากากป้องกันและการฆ่าเชื้อที่มือ

มาตรการนี้กล่าวด้วยว่าควรมีการดำเนินการเพื่อให้ผู้คนได้ทราบว่าวัดและศาลเจ้าแห่งต่าง ๆ มีผู้คนมารวมตัวกันหนาแน่นมากเท่าใด รวมทั้งเพื่อเรียกร้องให้ผู้คนเลื่อนเวลาเดินทาง และยังระบุว่าควรให้มีเจ้าหน้าที่อยู่ตามศาลเจ้าและวัดเพื่อดูแลให้บรรดาผู้มาเยือนเว้นระยะห่างระหว่างกัน นอกจากนี้ยังระบุว่าควรเรียกร้องให้ผู้มาเยือนงดเว้นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในบริเวณวัดหรือศาลเจ้า และให้งดเว้นการพูดคุยเสียงดัง

มาตรการนี้ยังเรียกร้องให้ดำเนินการเพื่อไม่ให้ผู้คนมารวมตัวกันแออัดในที่ต่าง ๆ รวมทั้งไม่ให้ผู้คนอยู่ใกล้ชิดกัน และไม่ให้มีพื้นที่ที่การระบายอากาศไม่ดีในบริเวณใกล้กับวัดหรือศาลเจ้า แนวทางนี้รวมถึงการเรียกร้องให้ผู้มาเยือนกระจายตัวไปใช้สถานีรถไฟหลายแห่ง แทนที่จะกระจุกอยู่เฉพาะที่สถานีรถไฟเพียงแห่งเดียว

ภายในการแถลงข่าว นายแพทย์โอมิ ชิเงรุ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา กล่าวว่าการไปสักการะศาลเจ้าหรือวัดอย่างเงียบ ๆ ที่บริเวณภายนอกอาคารนั้น ไม่ได้ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ แต่เขากล่าวว่าผู้คนควรรับรู้ว่าการพบปะรวมตัวกันในหมู่ญาติและเพื่อนฝูงเพื่อพูดคุย ร่วมรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงก่อนหรือหลังการเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เขายังขอความร่วมมือให้ผู้คนเดินทางไปยังวัดหรือศาลเจ้าในช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคมเป็นต้นไปหากสามารถทำได้ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความแออัดในช่วง 3 วันแรกของปีใหม่

อะไรคือสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภทที่มักพูดถึงในรายงานข่าวที่ญี่ปุ่น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภท ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม สถานการณ์เหล่านี้ได้แก่

1 การพบปะสังสรรค์ที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2 การรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน
3 การพูดคุยกันโดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน
4 การที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ
และ 5 การพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน

เมื่อคราวที่แล้ว เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ 3 ประเภทแรก และในวันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ 2 ประเภทหลัง

สถานการณ์อย่างที่ 4 คือการที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ จนถึงขณะนี้มีหลายกรณีที่สงสัยกันว่าเป็นการติดเชื้อตามหอพัก ซึ่งเกิดขึ้นในห้องพัก หรือในพื้นที่ที่ใช้รวมกันเช่นห้องน้ำ เรื่องนี้ชี้ว่าการที่ผู้คนอยู่ในพื้นที่แคบร่วมกันเป็นเวลานานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

สถานการณ์อย่างที่ 5 ซึ่งเป็นอย่างสุดท้าย คือการพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่สงสัยว่าเป็นการติดเชื้อในพื้นที่พักผ่อน พื้นที่สูบบุหรี่ หรือห้องเปลี่ยนชุด โดยเมื่อผู้คนพักผ่อนระหว่างเวลาทำงาน ก็มักจะรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ระมัดระวังเหมือนเดิม นอกจากนี้สภาพแวดล้อมก็ยังเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย สิ่งเหล่านี้มองกันว่าทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ผู้คนระมัดระวังเวลาพบปะสังสรรค์ หากการพบปะสังสรรค์มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คณะที่ปรึกษาก็ได้เรียกร้องให้พยายามจำกัดจำนวนผู้คนให้น้อย ตลอดจนให้เป็นการพบปะกับผู้คนที่มักเจอหน้ากันเป็นปกติ และให้ใช้เวลาสั้น ๆ นอกจากนี้ยังร้องขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงดึก และให้ดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการจัดที่นั่งในการพบปะสังสรรค์ คณะที่ปรึกษาก็ได้เรียกร้องให้ผู้คนหลีกเลี่ยงไม่นั่งหันหน้าเข้าหากันตรง ๆ และไม่นั่งติด ๆ กัน แต่ให้นั่งเยื้องจากกันเป็นแนวเฉียง และยังแนะนำให้ผู้คนสวมหน้ากากป้องกันเวลาพูดคุย และให้ตระหนักว่าการสวมเฟซชิลด์หรือเมาธ์ชิลด์มีความสามารถป้องกันการติดเชื้อไม่ดีเท่ากับการสวมหน้ากากป้องกัน

นายแพทย์โอมิ ชิเงรุ ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวว่าข้อมูลจนถึงขณะนี้ชี้ว่าการที่ผู้คนเปลี่ยนแปลงแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของตน ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

อะไรคือสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภทที่มักพูดถึงในรายงานข่าวที่ญี่ปุ่น

คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ความเสี่ยงสูง 5 ประเภท ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม สถานการณ์เหล่านี้ได้แก่

1 การพบปะสังสรรค์ที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2 การรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน
3 การพูดคุยกันโดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน
4 การที่ผู้คนจำนวนมากอาศัยหรืออยู่ร่วมกันในพื้นที่แคบ
และ 5 การพูดคุยหรือสูบบุหรี่ระหว่างเวลาพักในที่ทำงาน

อย่างแรกสุดนั้นคือการที่ผู้คนพบปะสังสรรค์กันโดยมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานการณ์เช่นนี้ พอผู้คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มักจะรู้สึกคึกคักและพูดคุยกันเสียงดัง และยังเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากอยู่ด้วยกันในพื้นที่ปิดและแคบเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ร่วมในการพบปะสังสรรค์เช่นนี้มักจะใช้ภาชนะเครื่องดื่มและตะเกียบร่วมกันอีกด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น

สถานการณ์อย่างที่ 2 คือการรับประทานอาหารร่วมกันโดยมีผู้คนจำนวนมาก หรือใช้เวลานาน โดยทั่วไปแล้วการไปรับประทานอาหารหรือดื่มสุราในบาร์หรือไนต์คลับ หรือการตระเวนดื่มตามร้านต่าง ๆ ช่วงกลางคืน มักจะทำให้เกิดความเสี่ยงติดเชื้อสูงกว่าการพบปะรับประทานอาหารเป็นเวลาสั้น ๆ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าเมื่อมีผู้คนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปรับประทานอาหารร่วมกัน ก็มักจะพูดคุยกันเสียงดังและทำให้มีละอองฝอยมากขึ้น

นอกจากนี้สถานการณ์อย่างที่ 3 ซึ่งก็คือการพูดคุยกันในระยะใกล้โดยไม่สวมหน้ากากป้องกัน ก็เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเช่นกัน เนื่องจากเป็นการปล่อยละอองฝอยมุ่งไปยังคนอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการพูดคุยกันภายในรถยนต์หรือรถโดยสารระหว่างเดินทางด้วย

ทำไมออสเตรเลียจึงไม่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และไข้หวัดใหญ่พร้อมกันในฤดูหนาวที่ผ่านมา

ฤดูหนาวในออสเตรเลียซึ่งอยู่ซีกโลกใต้นั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม นับจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม รัฐบาลออสเตรเลียได้จัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 18 ล้านขนาดยา มากกว่าของปีที่แล้ว 5 ล้านขนาดยา เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้บริการด้านสาธารณสุขเกินขีดความสามารถในการรับมือ จากการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

รัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งเป็นที่ตั้งของซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ได้เฝ้าระวังขั้นสูงสุดต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่สถานพยาบาลดูแลแห่งต่าง ๆ จึงกำหนดให้พนักงานและผู้ที่มาเยี่ยม เช่น สมาชิกครอบครัว เข้ารับวัคซีนนี้

ความพยายามเช่นว่านี้ทำให้ออสเตรเลียไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงวันที่ 20 กันยายน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 5.1 ของจำนวนในช่วงเดียวกันของปี 2562

นายแพทย์เจเรมี แม็คคานัลตี จากฝ่ายสาธารณสุขของรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า อัตราการฉีดวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่นั้นสูงมากในฤดูหนาวครั้งนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดพร้อมกัน และเขาเชื่อว่าสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญมาก

นายแพทย์แม็คคานัลตีชี้ว่ามาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม การจำกัดการจัดงานขนาดใหญ่ รวมถึงความตระหนักรู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับการล้างมือและฆ่าเชื้อโรค มีผลอย่างยิ่งในการควบคุมการระบาดของไข้หวัดใหญ่

สถาบันด้านการแพทย์ของญี่ปุ่นจะรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างไร

โรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลมีอาการเหมือนกัน เช่น มีไข้และไอ ดังนั้นจึงมีความกังวลว่าคลินิกในพื้นที่ต่าง ๆ จะประสบความยากลำบากในการรับมือกับผู้ป่วยหากมีการแพร่ระบาดพร้อมกันเช่นนี้ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่นได้จัดทำแนวทางเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคเหล่านี้

แนวทางดังกล่าวแนะนำว่าในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตามหลักการแล้วผู้ป่วยควรตรวจหาทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อไม่ให้พลาดกรณีของโรคโควิด-19

แนวทางนี้ได้เสนอคำแนะนำโดยอิงจากระดับ 4 ระดับเพื่อประเมินสถานการณ์การติดเชื้อในพื้นที่นั้น ๆ โดยระบุว่าระดับที่ 1 เมื่อไม่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจังหวัด โดยพื้นฐานแล้วการตรวจหาเชื้อไวรัสนี้ไม่จำเป็น ยกเว้นผู้คนที่เคยไปเยือนพื้นที่ที่มีกรณีติดเชื้อในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และว่าในระดับที่ 4 เมื่อมีรายงานกรณีติดเชื้อที่ไม่สามารถตามรอยเส้นทางการติดเชื้อได้ในพื้นที่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผู้ป่วยทุกคนที่มีไข้ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ส่วนกรณีของเด็ก ๆ แนวทางนี้ได้แนะนำอย่างหนักแน่นว่าให้เด็ก ๆ เข้ารับวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อและแพร่กระจายไวรัสออกไป แนวทางดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การที่เด็ก ๆ ต้องตรวจหาทั้งไข้หวัดใหญ่และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในคราวเดียวกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

สมาคมโรคติดเชื้อแห่งญี่ปุ่นระบุว่าต้องการให้แพทย์ทั่วญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้เพื่อรับมือกับช่วงฤดูหนาวได้ และว่าจะปรับแนวทางให้ทันสมัยเมื่อได้รับข้อมูลใหม่มา

ความเสี่ยงที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ต้องเผชิญจากการติดเชื้อคืออะไร

การศึกษาที่จัดทำขึ้นจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนโดยสมาคมสูตินรีแพทย์และนรีแพทย์แห่งญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าอัตราของผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งมีอาการรุนแรงนั้นจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์

ทางสมาคมได้ติดตามผู้หญิง 58 คนที่มีอาการ เช่น มีไข้ อย่างใกล้ชิด ผลซีทีสแกนแสดงให้เห็นว่าบางคนมีอาการปอดอักเสบ ในจำนวนผู้หญิง 39 คนที่มีอายุครรภ์ไม่ถึง 29 สัปดาห์ มี 4 คนที่มีอาการปอดอักเสบ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของทั้งหมด

เมื่อเทียบกับผู้หญิง 19 คนที่มีอายุครรภ์ 29 สัปดาห์ขึ้นไป พบว่ามี 10 คนในจำนวนนี้ที่มีอาการปอดอักเสบ หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของทั้งหมด

นอกจากนี้ ผู้หญิง 3 คนที่มีอายุครรภ์ไม่ถึง 29 สัปดาห์ต้องรับการบำบัดด้วยออกซิเจน หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของทั้งหมด ขณะที่ผู้หญิงซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ที่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยออกซิเจนนั้นมี 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 37 ของทั้งหมด

ศาสตราจารย์เซกิซาวะ อากิฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยโชวะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการสำรวจครั้งนี้ระบุว่า มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่มากนักที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินมาตรการป้องกัน เขากล่าวว่าผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษที่จะมีอาการรุนแรง แต่เขากล่าวเสริมว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดควรระมัดระวัง เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรง

จากข้อมูลเว็บไซต์ของสมาคมโรคติดเชื้อด้านสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่นระบุว่า สภาพอาการหลังติดเชื้อไม่ได้แตกต่างกันระหว่างหญิงตั้งครรภ์กับไม่ได้ตั้งครรภ์ในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีของหญิงตั้งครรภ์ที่แสดงอาการรุนแรงในกลุ่มผู้ที่มีอาการปอดอักเสบ

ศาสตราจารย์ฮายากาวะ ซาโตชิ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนิฮง ผู้สรุปจุดที่ควรระวังระบุว่า ปอดของหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดมีแนวโน้มจะถูกเบียดเนื่องจากตัวอ่อนเติบโตขึ้น และหากพวกเธอมีอาการปอดอักเสบ อาการก็อาจรุนแรงขึ้น

ศาสตราจารย์ฮายากาวะระบุว่ากรณีของหญิงตั้งครรภ์ที่อาการรุนแรงมีไม่มากนักในญี่ปุ่น และว่าไม่ควรกลัวมากเกินไป เขากล่าวเสริมว่าแต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรใส่ใจในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้

อาการต่อเนื่องหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

มีรายงานกรณีของผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก หลังจากผู้ป่วยปลอดเชื้อและได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ว่ากันว่าหลายคนมีอาการไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย หรือหายใจติดขัด ตลอดจนประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวของร่างกายลดลงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

NHK ได้สำรวจสถาบันทางการแพทย์ที่กำหนดไว้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อ รวมถึงโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงโตเกียว เกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลังเข้ารับการรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้ว มีสถาบัน 18 แห่งจากทั้งหมด 46 แห่งตอบรับการสำรวจนี้ ซึ่งโรงพยาบาลที่ไม่รับรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ไม่ได้รวมอยู่ในจำนวนนี้

พวกเขาระบุว่า นับจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม มีผู้คน 1,370 คนที่ปลอดเชื้อและได้ออกจากโรงพยาบาลไป หรือย้ายไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นหลังจากอาการดีขึ้น มีผู้คนอย่างน้อย 98 คนที่ประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของผู้ที่ออกจากโรงพยาบาลไป

มีผู้คน 47 คนที่การทำงานของระบบทางเดินหายใจมีประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องของอาการปอดอักเสบและอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากไวรัสนี้ มี 6 คนที่ต้องใช้อุปกรณ์เพื่อสูดออกซิเจนที่บ้าน

ผู้คน 46 คนสูญเสียความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายย่ำแย่ลง เนื่องจากอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน มี 27 คนที่ความสามารถในการรู้คิดย่ำแย่ลง เนื่องจากอายุมากและปัจจัยอื่น ๆ

มีรายงานด้วยว่าบางคนมีการรับกลิ่นผิดปกติไปจากเดิม และเกิดความผิดปกติของการทำงานของสมอง

ผู้คนจำนวนมากที่มีอาการต่อเนื่องหลังการติดเชื้อนั้นเคยได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่อง ECMO ที่ช่วยพยุงการหายใจและการทำงานของหัวใจ

งานวิจัยในญี่ปุ่นเกี่ยวกับอาการต่อเนื่องหลังหายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้ว

มีรายงานจำนวนหนึ่งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีอาการไข้และอ่อนเพลียนานหลายเดือน ตลอดจนหายใจติดขัด รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลงซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลังจากที่พวกเขาปลอดเชื้อและออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว

สมาคมทางเดินหายใจแห่งญี่ปุ่นได้เริ่มศึกษาและดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนกันยายน โดยเน้นไปที่การทำงานของปอดที่ย่ำแย่ลงของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ งานวิจัยนี้ได้สอบถามบรรดาแพทย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมซึ่งทำงานอยู่ตามสถานที่ด้านการแพทย์ต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น เพื่อให้รายงานเกี่ยวกับกรณีที่ว่านี้

โยโกยามะ อากิฮิโตะ ประธานของสมาคมดังกล่าวระบุว่า มีรายงานจำนวนมากในต่างประเทศเกี่ยวกับผู้ป่วยที่การทำงานของปอดไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์เต็มที่หลังจากที่พวกเขาปลอดเชื้อไวรัสนี้

เขากล่าวว่ามีรายงานกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ในญี่ปุ่นด้วย ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบแน่ชัดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ เช่น อัตราของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งต้องเผชิญกับผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม กำลังมีการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาผู้คนเหล่านี้และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้กับกรณีในอนาคต

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่บางคนยังคงมีอาการต่อเนื่อง แม้ว่าจะหายจากโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม

คณะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่น ได้จัดทำการสำรวจติดตามอาการของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งหายจากการติดเชื้อและออกจากโรงพยาบาลแล้ว โดยพบว่าบางคนผมร่วง บางคนระบุว่าหายใจติดขัดและสูญเสียการรับรสชาติรวมถึงกลิ่น แม้ว่าจะผ่านไป 4 เดือนแล้วก็ตาม คณะนักวิจัยระบุว่าจะดำเนินการวิจัยต่อไปโดยจะพยายามทำให้ปัจจัยเสี่ยงของอาการต่อเนื่องเหล่านี้มีความชัดเจนมากขึ้น

ผมร่วงนั้นเป็นอาการหนึ่งที่มีรายงานในกลุ่มผู้ที่หายจากโรคอีโบลาและไข้เลือดออกเช่นกัน นายแพทย์โมริโอกะ ชินอิจิโร หนึ่งในสมาชิกของคณะนักวิจัยนี้กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ด้วยว่าอาการผมร่วงนั้นเกิดจากความเครียดด้านจิตใจจากการรักษาที่กินเวลานาน

มาตรการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

มีการรายงานกรณีการติดเชื้อซ้ำซึ่งพบว่ามีผู้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งที่ 2 ทั่วโลก บรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกกับเราว่าการป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องยาก และแม้ว่าเราจะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม เราก็ยังคงสามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้ ครั้งนี้เราจะนำเสนอโดยมุ่งเน้นไปที่มาตรการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ปัจจุบันกำลังมีความพยายามในทุกระดับเพื่อทำให้วัคซีนสามารถใช้การได้ในอนาคตอันใกล้ แต่คณะผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเราไม่ควรลดระดับการป้องกันลง พวกเขาขอให้ยังคงดำเนินมาตรการพื้นฐานต่อไป เช่น การล้างมือให้สะอาดทั่วถึง การปฏิบัติตาม 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ สถานที่ที่มีผู้คนแออัด การสัมผัสใกล้ชิดและการอยู่ในสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัดและเป็นพื้นที่ปิด ตลอดจนการรักษาระยะห่างทางสังคม

กลุ่มผู้สื่อข่าวของ NHK ซึ่งรายงานเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กล่าวว่า ยังคงมีหลายสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับไวรัสนี้ และว่าเราควรติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับความคืบหน้าต่าง ๆ ในงานวิจัยอันหลากหลาย แต่พวกเขาได้เน้นย้ำตรงกันว่า การดำเนินมาตรการพื้นฐานอย่างถี่ถ้วนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เราจะรับมืออย่างไรต่อไวรัสนี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

มีรายงานทั่วโลกนับตั้งแต่ฤดูร้อนที่ผ่านมาว่าเกิดกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราจะตอบคำถามในประเด็นเหล่านี้ โดยครั้งนี้จะไปดูกันว่า เราจะรับมืออย่างไรต่อไวรัสเจ้าปัญหานี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

ศาสตราจารย์มัตสึอูระ โยชิฮารุ จากมหาวิทยาลัยโอซากา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมไวรัสวิทยาแห่งญี่ปุ่น ระบุว่าเราควรดำเนินการบนสมมติฐานที่ว่าการติดเชื้อซ้ำนั้นอาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับไวรัสโคโรนาทั่วไปที่ทำให้เกิดไข้หวัด ซึ่งมีการติดเชื้อซ้ำเช่นกัน

ศาสตราจารย์มัตสึอูระชี้ว่าไวรัสที่ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำนั้นมีอยู่น้อยมาก และว่าไวรัสจะไม่สามารถอยู่รอดได้หากมันทำลายแหล่งพักพิง ประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างมนุษย์กับไวรัสแสดงให้เห็นรูปแบบที่ว่า เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำ อาการต่าง ๆ ก็จะรุนแรงน้อยลง ศาสตราจารย์มัตสึอูระกล่าวว่าเราไม่ควรหวาดกลัวไวรัสมากจนเกินไป

วัคซีนอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าจับตา

มีรายงานทั่วโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าเกิดกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนที่แล้วเราได้รายงานเกี่ยวกับวัคซีนฉีดพ่นในจมูกที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนา ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับวัคซีนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งน่าจับตา

เราได้สอบถามศาสตราจารย์ซาซากิ ฮิโตชิ จากมหาวิทยาลัยนางาซากิ ผู้ที่กำลังพัฒนาวัคซีนซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่บริเวณเยื่อบุของปอด ทั้งนี้ ไวรัสสามารถทำให้เกิดอาการปอดอักเสบได้เมื่อมาเกาะอยู่ที่เยื่อบุปอด วัคซีนนี้จึงมุ่งที่จะป้องกันการติดเชื้อที่เยื่อบุปอด

วัคซีนดังกล่าวทำมาจากอนุภาคที่เล็กมากของสารพันธุกรรม RNA ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่สังเคราะห์ขึ้นมา วัคซีนนี้จะให้ผ่านการสูดหายใจเข้าไปทางปาก เพื่อที่จะได้ไปถึงเยื่อบุของปอดโดยตรง บรรดานักวิจัยเชื่อว่าวัคซีนนี้จะได้ผลค่อนข้างดี เนื่องจากทำให้เกิดการสร้างสารภูมิต้านทานตรงจุดที่ไวรัสกำลังทำงาน

มีวัคซีนใดบ้างที่ใช้ได้ผล

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราได้รายงานไปแล้วว่าการติดเชื้อซ้ำอาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะมีการพัฒนาและใช้วัคซีนก็ตาม คำถามคือมีวัคซีนใดบ้างที่ใช้ได้ผล

วัคซีนจำนวนมากมีหน้าที่สร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีในกระแสเลือด แต่วัคซีนที่ช่วยให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อได้นั้นกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา

ศาสตราจารย์คาตายามะ คาซูฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ กำลังพัฒนาวัคซีนฉีดพ่นจมูกประเภทใหม่ เขาเชื่อว่าสารภูมิต้านทานสามารถสร้างขึ้นได้ในทางเดินหายใจส่วนบน และไวรัสจะถูกสกัดไว้ที่ด่านแรกบริเวณทางเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการฉีดพ่นวัคซีนในจมูก เขากล่าวว่าเขาตั้งใจที่จะดำเนินการวิจัยต่อไปในอีกหลายปีต่อจากนี้

ศาสตราจารย์คาตายามะระบุว่าหากสารภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลินเอ สามารถผลิตได้ในเยื่อบุของจมูก ก็อาจสามารถระงับการติดเชื้อได้ก่อนที่ไวรัสจะเพิ่มจำนวนเป็นปริมาณมาก ดังนั้น จึงอาจสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสไปถึงปอดได้

การติดเชื้อซ้ำกับประสิทธิผลของวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นสัมพันธ์กันอย่างไร

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนนี้เราจะไปดูกันว่าเราควรทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อซ้ำกับประสิทธิผลของวัคซีนที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างไร

การพิจารณาเรื่องการติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสิ่งนี้ส่งผลต่อการพัฒนาวัคซีน วัคซีนมุ่งเป้าไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อโดยการให้ไวรัสที่อ่อนแอเข้าไปในร่างกายและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีน ถ้าเกิดการติดเชื้อและร่างกายได้สร้างสารภูมิต้านทานแล้ว แต่จากนั้นกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกครั้ง

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะเตือนผู้คนไม่ให้ด่วนสรุปว่าวัคซีนไม่ได้ผล เพียงแค่เพราะว่าเกิดการติดเชื้อซ้ำ ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่าในขณะที่การติดเชื้อซ้ำอาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนและฉีดวัคซีนแล้วนั้น แต่การเข้ารับวัคซีนก็เป็นสิ่งที่ควรค่า

ศาสตราจารย์นากายามะเน้นย้ำว่าการให้วัคซีนไม่ได้มุ่งหวังแค่การป้องกันการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมุ่งให้เกิดผลลัพธ์อื่น ๆ ที่รวมถึงการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการร้ายแรงด้วย

จะสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่

มีการรายงานกรณีที่ผู้คนซึ่งติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ในตอนนี้เราจะนำเสนอว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่

เราได้สอบถามศาสตราจารย์คาตายามะ คาซูฮิโกะ จากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ โดยเขาระบุว่าการป้องกันการติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นเรื่องยาก

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุของทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งนั่นก็คือจมูกและคอ จากนั้นสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่เรียกว่าอิมมูโนโกลบูลินเอ หรือ IgA จะก่อตัวขึ้นบนเยื่อบุเพื่อสู้กับไวรัสที่กำลังเข้ามาในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คาตายามะกล่าวว่า ระดับของ IgA มีแนวโน้มจะลดลงในช่วงเวลาเพียงไม่นานหลังจากที่บุคคลผู้นั้นติดเชื้อและได้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาแล้วก็ตาม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ศาสตราจารย์คาตายามะกล่าวว่า เรามีโอกาสไม่มากนักที่จะหยุดยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ให้เข้ามาในร่างกายซ้ำอีก

ศาสตราจารย์คาตายามะมีแผนที่จะเริ่มโครงการวิจัยเพื่อศึกษาว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อนั้นผลิต IgA ได้มากเท่าไหร่ในทางเดินหายใจส่วนบน และ IgA นี้อยู่ได้นานแค่ไหน โครงการดังกล่าวจะช่วยตอบคำถามของเราที่ว่า การติดเชื้อซ้ำนั้นเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏในกรณีที่ติดเชื้อซ้ำนั้นไม่รุนแรงใช่หรือไม่

ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ที่ผ่านมามีการรายงานกรณีติดเชื้อซ้ำเช่นว่านี้ทั่วโลกนับตั้งแต่หลายเดือนก่อน หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ เราจะไปติดตามกันว่าอาการต่าง ๆ ที่ปรากฏในกรณีที่ติดเชื้อซ้ำนั้นไม่รุนแรงใช่หรือไม่

ว่ากันว่าการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ ซ้ำซึ่งไม่ใช่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น อาการต่าง ๆ ที่ปรากฏจะไม่รุนแรง หรือไม่มีอาการเลย

อย่างเช่นกรณีของไวรัสอาร์เอสวี ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจนั้น จะทำให้มีอาการต่าง ๆ คล้ายไข้หวัด แต่หากเด็กเล็กติดเชื้อนี้ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่า โดยจะนำไปสู่กรณีของโรคปอดอักเสบและอาการป่วยรุนแรง

ศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ได้ศึกษาสารภูมิต้านทาน หรือแอนติบอดีของเด็ก 91 คนซึ่งติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ทั้งนี้ ร่างกายจะผลิตแอนติบอดีเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัส เพื่อพยายามขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป เชื่อกันว่าเมื่อมีการผลิตแอนติบอดีในจำนวนที่มากพอ ก็จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้

ผลการศึกษาพบว่าเมื่อเด็กวัย 1 ขวบคนหนึ่งติดเชื้อ มีการผลิตแอนติบอดีออกมาแค่จำนวนเล็กน้อย มีการตรวจสอบพบว่าจำนวนแอนติบอดีได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากเกิดการติดเชื้อซ้ำ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมื่อจำนวนของแอนติบอดีในร่างกายเพิ่มมากขึ้นนั้น อาการต่าง ๆ ก็เบาลง ในหลายกรณีพบว่า ผู้ติดเชื้อมีแค่อาการน้ำมูกไหลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของโรคไข้เลือดออกนั้น การติดเชื้อครั้งที่ 2 อาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงมากกว่าเดิม ไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งจะทำให้มีไข้สูงและปวดศีรษะอย่างรุนแรง

หากเป็นการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำนั้น อาการจะเป็นอย่างไร ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่บางคนอาจจะไม่มีอาการ และไม่รู้ตัวว่าได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่าต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการต่าง ๆ ของการติดไวรัสนี้ซ้ำเป็นอย่างไร

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง

ครั้งนี้เราจะนำเสนอเกี่ยวกับผู้คนที่ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว จากนั้นกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ที่ผ่านมามีการรายงานกรณีติดเชื้อซ้ำเช่นว่านี้ทั่วโลก หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือวัคซีนใช้ได้ผลหรือไม่ ไปติดตามข้อมูลที่มีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นคณะแรกที่รายงานการติดเชื้อซ้ำเมื่อเดือนสิงหาคม โดยระบุว่าพวกตนยืนยันว่าชายวัย 33 ปีคนหนึ่งได้ติดเชื้อครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม และจากนั้นก็หายป่วย แต่ต่อมากว่า 4 เดือนหลังจากนั้นก็ติดไวรัสนี้เป็นครั้งที่ 2

คณะนักวิจัยกล่าวว่าลำดับพันธุกรรมของไวรัสที่ตรวจพบในการติดเชื้อ 2 ครั้งนั้นแตกต่างกันบางส่วน ด้วยเหตุนี้นี่จึงเป็นการติดเชื้อซ้ำที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกของโลก

หลังจากรายงานของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง คณะนักวิจัยอื่น ๆ ในสหรัฐ อินเดีย และสถานที่ต่าง ๆ ก็ได้ประกาศข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน

วารสารวิทยาศาสตร์ “Nature” ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการติดเชื้อซ้ำ และความสนใจในกรณีเช่นว่านี้ก็กำลังเพิ่มมากขึ้น

เราได้สอบถามศาสตราจารย์นากายามะ เท็ตสึโอะ นักวิทยาไวรัสจากมหาวิทยาลัยคิตาซาโตะ ว่าผู้คนสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำได้จริงหรือไม่

ศาสตราจารย์นากายามะกล่าวว่าการติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นกับไวรัสอื่น ๆ ได้หลายชนิด ดังนั้น จึงสามารถคิดได้ว่าผู้คนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซ้ำได้เช่นกัน

จะฆ่าเชื้อที่สมาร์ตโฟนได้อย่างไร

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าสามารถเช็ดสมาร์ตโฟนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้

ถ้าไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าสามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีค่าเป็นกลางซึ่งใช้กันในครัวเรือนได้ นำน้ำยาดังกล่าวมาเจือจางโดยใช้น้ำยาประมาณ 5-10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร จุ่มผ้าผืนเล็กลงไปและบิดให้หมาด จากนั้นก็นำไปเช็ดสมาร์ตโฟน

การไปทำฟันสามารถทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่

สมาคมทันตแพทย์แห่งญี่ปุ่นระบุว่าคลินิกทันตกรรมทั้งหลายดำเนินมาตรการป้องกันมากมาย ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่ไม่มีไข้ ไอ หรืออาการอื่น ๆ สามารถเข้ารับการตรวจรักษาได้ตามปกติ

ส่วนผู้ที่มีอาการต่าง ๆ ก็อาจมีการขอให้งดเว้นจากการเข้ารับการตรวจรักษา

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมระบุว่าบางกรณีอาจเป็นกรณีเร่งด่วนหรืออาจเสี่ยงต่อชีวิตหากปล่อยไว้ไม่รักษา ดังนั้น จึงควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก

การเดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถไฟหัวกระสุนชิงกันเซ็นนั้นปลอดภัยหรือไม่

เป็นเรื่องจริงที่ว่าภายในตู้โดยสารของรถไฟและห้องโดยสารของเครื่องบินนั้นอากาศถ่ายเทไม่ดีเหมือนกับพื้นที่ด้านนอก แต่ผู้โดยสารส่วนมากที่อยู่ในนั้นก็ไม่ได้ตะโกนหรือส่งเสียงดังโวยวาย

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อระหว่างที่โดยสารเครื่องบินหรือรถไฟ ตราบใดที่ผู้โดยสารอยู่เงียบ ๆ และรักษาระยะห่างจากผู้คนโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวเสริมว่าในขณะที่การเดินทางนั้นมีความเสี่ยงไม่มากที่จะติดเชื้อ แต่ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเพิ่มสูง หากมีการสังสรรค์และรวมตัวกันในพื้นที่จำกัดตามที่พักหรือโรงแรม เธอกล่าวว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถนำไปสู่การติดเชื้อแบบกลุ่มได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเช่นนี้

มีโอกาสที่จะติดเชื้อที่สระว่ายน้ำและโรงอาบน้ำสาธารณะหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อจากสระว่ายน้ำหรือโรงอาบน้ำ แม้ว่าน้ำในนั้นจะมีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ แต่ก็จะอยู่ในระดับที่เจือจางมาก คุณซากาโมโตะกล่าวว่า การว่ายน้ำในสระว่ายน้ำหรืออาบน้ำที่โรงอาบน้ำนั้นแทบจะไม่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะระบุว่าหากมีการสัมผัสสิ่งของในห้องล็อกเกอร์หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของสถานที่เหล่านี้ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมาสัมผัสไว้ก่อนหน้าและไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นใคร ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ เธอแนะนำว่าไม่ควรจับใบหน้า ปาก จมูก และตา ด้วยมือที่ยังไม่ได้ล้างให้สะอาด

การรับประทานผักสดที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งต่าง ๆ โดยไม่ผ่านการปรุงสุกนั้น ปลอดภัยหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่านับจนถึงขณะนี้ การติดเชื้อจากสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

คณะนักวิจัยมีสมมติฐานที่ว่าผู้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากสัตว์ที่ยังมีชีวิตซึ่งจำหน่ายกันในตลาดแห่งหนึ่งของประเทศจีน อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวว่า แม้จะมีสมมติฐานนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่ซื้อมาจากตลาด

เธอกล่าวว่าเราไม่ต้องกังวลมากนัก หากรับประทานอาหารที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ปฏิบัติอย่างถูกสุขลักษณะ เธอกล่าวว่าเราแค่ล้างผักเหล่านั้นให้สะอาดเหมือนที่ทำกันตามปกติและก็รับประทานได้

เราจำเป็นต้องจำกัดการใช้งานพื้นที่เปิดโล่งหรือไม่

เราได้สอบถามคุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ คุณซากาโมโตะกล่าวว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อเมื่ออยู่ภายนอกอาคารนั้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอด ไม่เหมือนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ปิดภายในอาคาร

อย่างไรก็ตาม คุณซากาโมโตะกล่าวเสริมว่าแม้จะอยู่ภายนอกอาคาร แต่ความเสี่ยงของการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นถ้ามีการพูดคุยกันในระยะใกล้ เธอกล่าวว่าหากไม่ได้ทำเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก

เธอยังได้แนะนำให้รักษาระยะห่างจากผู้อื่นเมื่อมีการมารวมตัวกันหรือรับประทานอาหารร่วมกันที่พื้นที่ด้านนอก อย่างเช่นกรณีของการสังสรรค์ชมดอกซากุระ เธอกล่าวว่าถ้าบุคคลใดก็ตามรู้สึกไม่สบาย ก็ควรงดเว้นจากการเข้าร่วมงานสังสรรค์เช่นว่านี้ เพื่อที่จะได้ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้มากยิ่งขึ้น

ถ้าสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อไวรัสนี้ เราควรทำอย่างไร

คณะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์คากุ มิตซูโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์โทโฮกุ ได้เผยแพร่คู่มือที่ระบุมาตรการเฉพาะเพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ

คู่มือดังกล่าวระบุว่าควรมีแค่บุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูแลสมาชิกครอบครัวที่ติดเชื้อ ผู้ดูแลควรสวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ และควรวัดอุณหภูมิร่างกายตนเองวันละ 2 ครั้ง ตลอดจนคอยสังเกตตนเองด้วยว่ามีอาการใด ๆ หรือไม่

คู่มือระบุด้วยว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย ไม่ควรรับประทานอาหารจากภาชนะใส่อาหารที่ใช้ร่วมกัน และอุปกรณ์ตักอาหารก็ควรใช้แยกกัน ควรแช่จานในน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อย 5 นาทีแล้วจึงค่อยล้าง ส่วนเสื้อผ้าหรือผ้าปูเตียงที่อาจจะมีของเหลวจากร่างกายติดอยู่ ควรแช่ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสอย่างน้อย 10 นาที ก่อนที่จะซัก

คู่มือนี้ยังบอกด้วยว่า การทำให้อากาศภายในห้องถ่ายเทด้วยการเปิดหน้าต่างนาน 5-10 นาที ทุก ๆ 1 หรือ 2 ชั่วโมงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

จะทำอย่างไรเมื่อผู้อยู่อาศัยในอาคารเดียวกันกับคุณตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อาคารชุดในเมืองอาซาฮีกาวะของฮอกไกโด กรรมการสมาคมของอาคารชุดดังกล่าวได้สอบถามคุณมิซูชิมะ โยชิฮิโระ รองประธานสมาพันธ์แห่งสมาคมด้านการบริหารจัดการอาคารชุด เกี่ยวกับวิธีการฆ่าเชื้อที่อาคารแห่งนี้

คุณมิซูชิมะได้ไปเยือนศูนย์สาธารณสุขแห่งหนึ่งของเมืองนี้และสอบถามว่าศูนย์แห่งนี้สามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปฆ่าเชื้อที่อาคารดังกล่าวได้หรือไม่ แต่ทางศูนย์ระบุว่าอาคารชุดดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ที่ครอบครองโดยเอกชน และพวกตนไม่สามารถไปฆ่าเชื้อให้ได้

ด้วยเหตุนี้ ผู้อยู่อาศัยในอาคารดังกล่าวจึงต้องดำเนินการเอง เราได้ถามเจ้าหน้าที่ของศูนย์สาธารณสุขในเมืองอาซาฮีกาวะว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้างในตอนที่ดำเนินการฆ่าเชื้อด้วยตนเอง

ประการแรก ต้องฆ่าเชื้อสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันซึ่งผู้คนมักจะสัมผัสด้วยมือโดยตรง เช่น ปุ่มกดบนแป้นพิมพ์ของอุปกรณ์เปิด-ปิดประตูเข้าอาคาร, ปุ่มกดในลิฟต์, ราวจับ, สิ่งของที่อยู่ภายในห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน รวมถึงลูกบิดประตูและบันไดฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในอากาศเพราะไวรัสนี้จะลอยอยู่ในอากาศได้ไม่นานมากนัก

เจ้าหน้าที่แนะนำให้ผู้ทำความสะอาดใช้กระดาษทิชชูแผ่นใหญ่สำหรับงานครัวจุ่มลงไปในโซเดียมไฮโปคลอไรท์ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 0.05 และเช็ดที่พื้นผิวทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน

ไม่ควรฉีดพ่นสารดังกล่าวลงไปบนกระดาษทิชชูสำหรับงานครัวเพราะถ้าทำเช่นนั้น ผู้ทำความสะอาดจะสูดเอาละอองที่เป็นอันตรายเข้าไปได้ นอกจากนี้ การฉีดพ่นที่ไม่ทั่วถึงทำให้เหลือพื้นที่บนกระดาษที่ไม่โดนน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้การฆ่าเชื้อไม่สะอาดสมบูรณ์

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เรานำเสนอใช้กับกรณีที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ศูนย์สาธารณสุขในประเทศอื่น ๆ อาจดำเนินการแตกต่างกันออกไปก็ว่าได้

เด็ก ๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่

นายแพทย์ทากายามะ โยชิฮิโระ จากแผนกโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลโอกินาวาชูบุ ได้ช่วยรัฐบาลญี่ปุ่นจัดทำมาตรการต่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เขาเตือนเรื่องการใช้หน้ากากอนามัยของเด็ก ๆ โดยกล่าวว่าเด็ก ๆ อาจจะจับใบหน้าบ่อยขึ้นกว่าเดิมเมื่อสวมหน้ากากอนามัย และนั่นอาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อได้

เขากล่าวว่าเมื่อเป็นเรื่องของเด็ก ๆ แล้วนั้น มาตรการพื้นฐาน เช่น การล้างมือเป็นประจำและการวัดอุณหภูมิก่อนออกจากบ้านและตอนกลับมาถึงบ้าน ควรเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญก่อน

สมาคมกุมารแพทย์แห่งญี่ปุ่นแนะนำว่าเด็ก ๆ ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย โดยระบุว่าการสวมหน้ากากอนามัยอาจทำให้หายใจลำบาก ด้านกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นก็กล่าวว่า ทางกระทรวงไม่ได้ขอให้ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากเด็กบางคนมีปัญหาเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยอย่างเหมาะสม

นายแพทย์ทากายามะเตือนพ่อแม่เกี่ยวกับการบังคับให้ลูก ๆ สวมหน้ากากอนามัยเพราะเด็ก ๆ คนอื่นก็สวม เขาขอให้พ่อแม่ใช้วิธีปฏิบัติพื้นฐานและพิจารณาพัฒนาการของลูก เมื่อต้องตัดสินใจว่าลูกควรสวมหน้ากากอนามัยหรือไม่

วัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่พัฒนาไปได้แค่ไหนแล้ว

การพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังเดินหน้ารวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา นับตั้งแต่ที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศว่าเกิดการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสนี้

ณ วันที่ 9 กันยายน องค์การอนามัยโลกระบุถึงรายงานที่ว่ากำลังมีการพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลกถึง 180 รายการ และการแข่งขันกันพัฒนาวัคซีนนี้กำลังเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้น

ในจำนวนนี้ 35 รายการได้เริ่มทำการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย และบางส่วนในจำนวนนี้ได้ไปถึงขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาแล้ว

ขณะนี้กำลังมีการจับตามองวัคซีนประเภทใหม่ โดยบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ด้วยการฉีดหน่วยพันธุกรรมหรือยีนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าไปในร่างกายเพื่อให้ร่างกายผลิตโปรตีนของไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะทำหน้าที่เป็นสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน

รัสเซียได้รับรองอย่างเป็นทางการให้ใช้วัคซีนชื่อว่า สปุตนิก 5 เมื่อเดือนสิงหาคม วัคซีนนี้ใช้ไวรัสชนิดหนึ่งที่ยืนยันว่าปลอดภัย เป็นตัวนำหน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้ทางการรัสเซียได้รับรองวัคซีนดังกล่าวแม้ว่าขั้นตอนสุดท้ายในการทดสอบทางคลินิกกับมนุษย์ยังไม่เสร็จสิ้นลง

ขณะที่บริษัทไฟเซอร์ ผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ก็กำลังพัฒนาวัคซีนที่ใช้หน่วยพันธุกรรมซึ่งรู้จักในชื่อ mRNA (เอ็มอาร์เอ็นเอ) ส่วนบริษัทแอสตราเซเนกาของอังกฤษก็กำลังร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในการพัฒนาวัคซีนที่ใช้หน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วัคซีนประเภทที่ใช้หน่วยพันธุกรรมเหล่านี้คาดว่าจะสามารถพัฒนาได้โดยใช้เวลาสั้นกว่าวัคซีนทั่วไป ทว่าการพัฒนาวัคซีนเช่นนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เคยมีการนำวัคซีนเหล่านี้มาใช้งานจริงกับมนุษย์ และจำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด

ศาสตราจารย์อิชิอิ เค็น แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัคซีน กล่าวว่าผลสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ได้ทำให้เกิดความพยายามทั่วโลกในการพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้

ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาแห่งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้เทคโนโลยีในระดับการค้นคว้าวิจัยในห้องทดลองสามารถนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว

ทว่าศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวเตือนว่าการพัฒนาอย่างเร่งรีบไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรลืมว่าการยืนยันความปลอดภัยของวัคซีนใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ยาสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่พัฒนาไปได้แค่ไหนแล้ว

ขณะนี้ยังไม่มียาที่เรียกได้ว่าเป็นยาวิเศษสำหรับใช้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยตรง อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าในการค้นหายาที่พัฒนาสำหรับใช้กับโรคอื่น ซึ่งยืนยันว่าใช้ได้ผลในการรักษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน

ในช่วงแรกนั้นมียาหลายชนิดที่ดูเหมือนจะมีความหวัง แต่ไม่สามารถยืนยันประสิทธิภาพได้ หนึ่งในนั้นคือยาสำหรับใช้ระงับอาการของโรคเอดส์ โดยเป็นที่คาดหวังว่ากลไกที่ป้องกันไม่ให้ไวรัสโรคเอดส์เพิ่มจำนวนอาจใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทางคลินิกในจีนและอังกฤษชี้ว่ายาดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีอาการหนัก

ยาอีกชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีความหวังคือยาไฮดร็อกซีคลอโรควินซึ่งใช้สำหรับโรคไข้มาลาเรีย อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมิถุนายน สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA ได้ถอนการอนุญาตให้ใช้ยานี้เป็นการฉุกเฉินกับผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยกล่าวว่าผลการทดสอบไม่ได้ชี้ว่ายานี้มีผลในการรักษาโรคโควิด-19

ขณะเดียวกัน มียาหลายชนิดที่ยืนยันว่าใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หนึ่งในนั้นคือยาเรมเดซิเวียร์ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับโรคอีโบลา ผลการทดสอบในสหรัฐยืนยันว่ายานี้ใช้ได้ผลกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และเมื่อเดือนพฤษภาคม ยานี้ได้เป็นยาชนิดแรกที่ผ่านการรับรองให้ใช้สำหรับรักษาโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ผลวิจัยในอังกฤษได้ยืนยันว่ายาเดกซาเมธาโซน ซึ่งเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ มีผลในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และได้เริ่มใช้ยานี้ในการรักษาที่ญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน

ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น แนะนำให้ใช้ยาสองชนิดข้างต้นภายในแนวทางปฏิบัติสำหรับรักษาโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตยาของญี่ปุ่นที่ได้พัฒนายาอะวีแกน ซึ่งเป็นยาสำหรับใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่ กำลังทำการทดสอบเพื่อมุ่งให้ทางการรับรองยานี้สำหรับใช้รักษาโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ยาแอกเทมรา ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กำลังอยู่ในขั้นทดสอบทางคลินิก

ยาอื่น ๆ ที่หวังกันว่าอาจใช้ได้ผลนั้น เช่นยาอัลเวสโก ยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้กับโรคหอบหืด และยาฟูธัน ซึ่งปกติใช้กับโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยหากมีการยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย ก็มีความหวังว่าจะสามารถนำยาเหล่านี้มาใช้รักษาโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เช่นกัน

ญี่ปุ่นมีแผนจะรับมือไวรัสโคโรนาอย่างไรในฤดูไข้หวัดใหญ่ระบาด

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น กำลังวางระบบใหม่ที่ให้คลินิกต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อเตรียมสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่โรคไข้หวัดใหญ่ระบาด

ในขณะนี้ ผู้คนที่มีไข้หรืออาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตามปกติแล้วจะได้รับการตรวจหลังจากติดต่อยังโต๊ะให้คำปรึกษาที่ศูนย์สาธารณสุขและไปรับการตรวจยังสถาบันการแพทย์ที่กำหนด หรือหลังจากไปยังคลินิกในท้องถิ่นและรับการตรวจที่ศูนย์ตรวจประจำท้องถิ่นซึ่งจัดตั้งโดยสมาคมแพทย์

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าผู้คนที่มีไข้หรืออาการอื่นที่คล้ายกับโรคจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องการตรวจหาเชื้ออาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด

เพราะเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นจึงได้ตัดสินใจเสริมระบบการตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้คลินิกในท้องถิ่นสามารถตรวจหาไวรัสพร้อมกับการตรวจอาการอื่น ๆ ได้

คลินิกที่ทำการตรวจจะเป็นคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับทางการท้องถิ่น โดยการตรวจส่วนมากจะใช้ชุดตรวจสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ซึ่งใช้งานง่ายและได้ผลตรวจเร็วกว่า และหากผลตรวจออกมาเป็นบวก ศูนย์สาธารณสุขก็จะแนะนำโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่กำหนดเป็นที่พักรักษาตัว

ในกรณีที่คลินิกไม่สามารถทำการตรวจได้ หรือปิดทำการช่วงสุดสัปดาห์ ผู้ที่ต้องการรับการตรวจก็สามารถติดต่อยังโต๊ะให้คำปรึกษาที่ศูนย์สาธารณสุข หรือติดต่อยังศูนย์ตรวจประจำท้องถิ่น

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ มีแผนจะให้คลินิกในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในฤดูไข้หวัดใหญ่ โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนคลินิกที่สามารถตรวจหาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ และจะจัดหาชุดตรวจสารก่อภูมิต้านทาน หรือแอนติเจน ให้ได้ 200,000 ชุดต่อวัน

จะสามารถป้องกันการติดเชื้อในรถไฟที่มีผู้คนแออัดได้อย่างไร

อย่างที่เราเคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ผู้คนสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ผ่านละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสทางอ้อม

ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง บางคนอาจจะคิดว่าเราจะไม่ติดเชื้อแม้ว่าผู้ติดเชื้อจะยืนอยู่ข้างเราในรถไฟที่มีผู้คนแออัด หากผู้ติดเชื้อคนนั้นไม่พูดคุยหรือสัมผัสเรา

ละอองฝอยจะเกิดขึ้นในขณะที่เราพูดคุย แต่ละอองฝอยสามารถเกิดจากการหายใจได้เช่นกัน การที่ไม่พูดคุยไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะไม่มีละอองฝอย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดปริมาณการเกิดละอองฝอยลงได้ด้วยการไม่พูดคุย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เรางดเว้นจากการพูดคุยหรือสัมผัสกัน รวมถึงสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือหรือฆ่าเชื้อโรคที่มือบ่อย ๆ

เดิมเราติดเชื้อกันได้อย่างไร

นอกจากการติดเชื้อผ่านละอองฝอยที่มาจากระบบทางเดินหายใจแล้ว ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางอ้อม

การแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางอ้อมสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปจับสัมผัสบางอย่างหลังจากผู้ติดเชื้อมาสัมผัสเอาไว้ คนเรามักจะจับใบหน้าของตนเองรวมถึงจมูกและปากในการใช้ชีวิตประจำวัน และหากทำเช่นนั้นโดยใช้มือที่ปนเปื้อนไวรัส ก็อาจติดเชื้อไวรัสนี้ได้ นอกจากนี้ ดวงตายังเป็นส่วนที่ไวต่อการรับเชื้ออย่างยิ่ง ดังนั้น จึงอาจติดเชื้อจากการขยี้ตาได้

เชื่อกันว่าละอองฝอยขนาดเล็กมากก็เป็นตัวที่แพร่กระจายเชื้อไวรัสนี้ด้วย ละอองฝอยขนาดเล็กมากนั้นมีขนาดเล็กกว่าละอองฝอย และลอยอยู่ในอากาศในบริเวณที่อากาศถ่ายเทไม่ดีนัก จึงมีการแนะนำให้ผู้คนปฏิบัติตาม 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ บริเวณพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี, บริเวณที่มีผู้คนแออัด และการสนทนาในระยะใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากละอองฝอยขนาดเล็กมาก ตามปกติแล้ว ว่ากันว่าละอองฝอยจะไม่ลอยไปถึงระยะประมาณ 2 เมตร ดังนั้น การอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตรก็น่าจะปลอดภัย

เรายังไม่ทราบแน่ชัดทั้งหมดเกี่ยวกับว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายได้อย่างไร แต่ ณ ปัจจุบัน ได้มีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ บนสมมติฐานที่ว่าไวรัสนี้สามารถควบคุมได้ ถ้าปฏิบัติอย่างเข้มงวดในการหลีกเลี่ยงละอองฝอยและการสัมผัส และเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทั่วญี่ปุ่น ทางการได้ขอให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ละอองฝอยแพร่กระจาย และอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตรเผื่อกรณีที่ว่ามีละอองฝอยแพร่กระจายอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำให้ผู้คนล้างมือให้สะอาดเพื่อที่จะได้ไม่ติดเชื้อในกรณีที่มือมีไวรัสปนเปื้อนอยู่ และนำมือมาจับปาก จมูก หรือตา โดยไม่ได้ตั้งใจ

วิธีปฏิบัติเวลาไอคืออะไรและสิ่งที่ควรคำนึงถึงตอนล้างมือคืออะไร

ไวรัสโคโรนาก็คล้ายกับไวรัสของไข้หวัดใหญ่และไข้หวัด ที่จะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ติดเชื้อไอหรือจาม

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ขอให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ และปฏิบัติอย่างถูกวิธีเวลาไอเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส โดยวิธีดังกล่าวเหมือนกันกับที่ใช้เพื่อรับมือกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ

เวลาล้างมือนั้นให้ใช้สบู่และล้างกับน้ำที่เปิดไหล ใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อทำความสะอาดบริเวณผิวหนังของมือทั้งหมด ซึ่งรวมถึงง่ามนิ้วและซอกเล็บ หากไม่มีสบู่และน้ำสำหรับล้างมือ ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

หากนำมือที่มีเชื้อโรคติดอยู่มาโดนที่ตา ปาก และจมูก ก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ ทางที่ดีคือไม่ควรนำมือที่ยังไม่ได้ล้างมาจับที่ใบหน้า

เมื่อมีอาการต่าง ๆ เช่น ไอและจาม ควรปฏิบัติตามการไออย่างถูกวิธี เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปยังผู้ที่อยู่รอบตัว แม้ว่าเราจะติดเชื้อก็ตาม

เมื่อไอหรือจาม ให้ปิดปากด้วยทิชชูหรือวงแขนด้านใน เมื่อใช้ทิชชูแล้วให้ทิ้งทันทีและล้างมือให้สะอาด อย่าใช้มือปิดปากตอนไอหรือจามเพราะไวรัสจะติดอยู่บนมือ

ได้ยินมาว่าการเข้ารับการตรวจ PCR ในญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

การตรวจ PCR คือการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโรคต่าง ๆ และระบุว่าบุคคลนั้น ๆ ติดเชื้อ ณ เวลานั้นหรือไม่ การตรวจเช่นนี้ค่อนข้างแม่นยำแต่ผลตรวจต้องใช้เวลา ว่ากันว่าญี่ปุ่นไม่ได้ดำเนินการตรวจ PCR มากเท่ากับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นมีโอกาสไม่มากนักที่จะดำเนินการตรวจ PCR ก่อนที่จะเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เหตุผลหนึ่งก็คือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือโรคซาร์ส และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส ซึ่งต้องใช้การตรวจ PCR นั้น ไม่ได้แพร่ระบาดในญี่ปุ่น และสำหรับไข้หวัดใหญ่ก็ใช้ชุดตรวจแบบธรรมดากันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ การตรวจ PCR จึงแทบจะไม่ได้ใช้เลยในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน การตรวจ PCR กำลังค่อย ๆ แพร่หลายมากขึ้น ทว่ายังไม่ถึงจุดที่จะสามารถแพร่หลายได้อย่างรวดเร็ว และว่ากันว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทาย

จะระบายอากาศอย่างเหมาะสมภายในห้องได้อย่างไร

YKK AP บริษัทผู้ผลิตประตูและหน้าต่างได้แนะนำที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัทเกี่ยวกับวิธีการเปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างเหมาะสมภายในห้องในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทางบริษัทแนะนำให้ “เปิดหน้าต่าง 2 บานแทนที่จะเปิดแค่บานเดียว” และควรเปิดหน้าต่าง “ที่อยู่ตรงข้ามกันในแนวทแยงมุม”

สำหรับห้องพักที่มีหน้าต่างแค่ 1 บาน ทางบริษัทแนะนำให้เปิดประตูภายในห้องเพื่อให้เกิดทางเดินอากาศ และใช้พัดลมเพื่อให้อากาศหมุนเวียน

นอกจากนี้ ก็ยังแนะนำเกี่ยวกับหน้าต่างแบบบานเลื่อนโดยระบุว่าให้เลื่อนหน้าต่างมาไว้ตรงกลาง เพื่อที่ด้านข้างของหน้าต่างทั้งสองด้านจะได้เปิดโล่ง

จะสามารถระบายอากาศภายในห้องได้อย่างไรขณะที่ใช้เครื่องปรับอากาศ

ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ระบุว่าเครื่องปรับอากาศส่วนมากแค่ทำให้อากาศภายในห้องหมุนเวียน แต่ไม่ได้ระบายอากาศ จึงขอให้ผู้คนเปิดหน้าต่างบ้างในบางครั้งและทำให้อากาศสดชื่นขณะที่เปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ

บางคนอาจรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นอาจทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้า เจ้าหน้าที่คนหนึ่งอธิบายวิธีที่จะควบคุมการใช้ไฟฟ้าในขณะที่มีการระบายอากาศไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรับอากาศกินไฟฟ้ามากเมื่อกดเปิดใช้งาน ดังนั้นจึงควรเปิดทิ้งไว้ในขณะที่เปิดหน้าต่างระบายอากาศ

ในพื้นที่ที่สภาพภูมิอากาศร้อนกว่านี้ การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออากาศจากภายนอกไหลเข้ามาปะทะกับอุณหภูมิภายในห้อง ดังนั้น การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะระบายอากาศนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่ความเสี่ยงของอาการโรคลมเหตุร้อนจะเพิ่มขึ้นเมื่อสวมหน้ากากอนามัย

เราได้ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อดูว่าอุณหภูมิบนใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อสวมหน้ากากอนามัย การทดลองดังกล่าวพบว่าผู้ที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย อุณหภูมิของผิวบริเวณรอบปากอยู่ที่ประมาณ 36 องศาเซลเซียส โดยวัดอุณหภูมิในช่วงต้นฤดูร้อนที่ย่านชิบูยะของกรุงโตเกียว ซึ่ง NHK ตั้งอยู่

อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิรอบปากเพิ่มขึ้น 3 องศามาอยู่ที่ 39 ถึง 40 องศา เพียงไม่นานหลังจากที่ผู้นั้นสวมหน้ากากอนามัย จากนั้น 5 นาทีต่อมา ผิวโดยรอบปากเริ่มมีเหงื่อออกเนื่องจากความร้อนที่ถูกกักไว้ด้านในหน้ากากอนามัย ผู้ทดลองรู้สึกร้อนขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนก่อนสวมหน้ากากอนามัย และรู้สึกหายใจลำบากเมื่อเวลาผ่านไป

ศาสตราจารย์โยโกโบริ โชจิ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิปปงระบุว่า การสวมหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ผู้สวมใส่เสี่ยงที่จะมีอาการโรคลมเหตุร้อนมากขึ้นเสมอไป แต่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้การหายใจลำบาก รวมถึงสามารถทำให้อัตราการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 เมื่อรวมปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่น การออกกำลังกายและอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก การสวมหน้ากากอนามัยก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคลมเหตุร้อนได้

ศาสตราจารย์โยโกโบริกล่าวว่าการหยุดยั้งละอองฝอยไม่ให้แพร่กระจายด้วยการสวมหน้ากากอนามัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่อาศัยตามลำพังดำเนินการป้องกันโรคลมเหตุร้อนอย่างเพียงพอก็สำคัญไม่แพ้กัน

ศาสตราจารย์โยโกโบริแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อน ถอดหน้ากากอนามัยออกและพักในที่ที่ฝูงชนไม่แออัดมากนัก เช่น ใต้ร่มเงาของต้นไม้ ขณะที่อยู่ด้านนอก นอกจากนี้ ก็ยังแนะนำให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยเป็นระยะ ๆ เนื่องจากอากาศไม่สามารถหมุนเวียนได้เมื่อหน้ากากอนามัยมีความชื้นจากเหงื่อ

สิ่งที่ควรระมัดระวังขณะที่เด็ก ๆ เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวันที่โรงเรียนคืออะไร

เราได้สอบถามเรื่องนี้กับศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กทุกคนซึ่งรวมถึงคนที่ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวัน จะล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารกลางวัน เขากล่าวว่าต้องให้ความสนใจตอนที่ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ทัพพีหรือที่คีบอาหารด้วย

NHK และศาสตราจารย์คูนิชิมะได้ทดลองร่วมกันเพื่อดูว่าไวรัสอาจแพร่กระจายออกไปอย่างไรในการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์

ผู้ที่รับบทเป็นผู้ติดเชื้อได้ทาสีสะท้อนแสงไว้ที่มือทั้งสองข้างของเขาและไปรับประทานอาหาร ในช่วงเวลา 30 นาที สีดังกล่าวได้แพร่กระจายจากที่คีบอาหาร, ฝาปิดภาชนะ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ทุกคนใช้  ไปติดตามมือของผู้คนทั้งหมด 10 คนที่เข้าร่วมการทดลอง

ความเสี่ยงของการติดเชื้อที่มื้อกลางวันในโรงเรียนนั้นสามารถลดลงได้ ถ้าทุกคนล้างมืออย่างทั่วถึง สวมหน้ากากอนามัย และให้แค่เด็กที่รับผิดชอบในการเสิร์ฟอาหารเท่านั้นที่สามารถใช้ที่คีบอาหารหรือทัพพีได้

ระหว่างรับประทานอาหาร ควรเปิดหน้าต่างภายในห้องเรียน และเด็ก ๆ ก็ไม่ควรอยู่ใกล้กัน โดยหลีกเลี่ยงสถานที่ปิด สถานที่ที่มีผู้คนแออัด และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกันด้วย

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเด็ก ๆ ไม่สามารถสวมหน้ากากอนามัยขณะที่รับประทานอาหารได้ และพวกเขาอาจจะอยู่ใกล้กันมากกว่าตอนที่นั่งเรียนในชั้นเรียน ศาสตราจารย์คูนิชิมะหวังว่าเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนจะระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การทำให้อากาศถ่ายเทและการล้างมือ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2563)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถแพร่กระจายก่อนที่ผู้ติดเชื้อจะปรากฏอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้หรือไอ หรือไม่

คณะนักวิจัยในสิงคโปร์ระบุว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในบางกรณี คณะนักวิจัยซึ่งตามรอยเส้นทางการติดเชื้อในหลายกรณีที่สิงคโปร์ ได้เปิดเผยข้อมูลในรายงานที่นำออกเผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ

หลังจากการวิเคราะห์อย่างละเอียด คณะนักวิจัยพบกรณีต่าง ๆ ในการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่ม 7 กลุ่ม ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการแพร่กระจายจากคนสู่คนเกิดขึ้นจากผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

ผู้ที่ไม่แสดงอาการจะเริ่มมีไข้ ไอ หรือน้ำมูกไหล หลายวันหลังจากสัมผัสติดต่อกับผู้อื่น ซึ่งต่อมาพบว่าติดเชื้อไวรัสนี้ คณะนักวิจัยเชื่อว่าผู้ที่ไม่แสดงอาการได้แพร่กระจายไวรัสในช่วงที่ไวรัสฟักตัวผ่านทางละอองฝอยและทางอื่น ๆ

การติดเชื้อแบบกลุ่มบางกรณีเกิดขึ้นในชั้นเรียนร้องเพลง คณะนักวิจัยระบุว่าแม้ว่าผู้ติดเชื้อไม่ได้ไอ แต่ไวรัสก็สามารถแพร่กระจายได้ผ่านละอองฝอยขณะที่ร้องเพลงเสียงดังหรือวิธีอื่น ๆ

คณะนักวิจัยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สามารถแพร่กระจายในระยะฟักตัวได้ และว่าแค่การกักตัวผู้คนที่แสดงอาการแล้วนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันและเลี่ยงฝูงชนแออัดก็มีความสำคัญ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2563)

จริงหรือไม่ที่ละอองฝอยจากการไอและจามมักลอยค้างในอากาศใกล้กับพื้น

ศาสตราจารย์เซกิเนะ โยชิกะ จากมหาวิทยาลัยโทไก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพแวดล้อมภายในอาคาร NHK ได้ดำเนินการทดลองเกี่ยวกับละอองฝอยภายใต้การควบคุมของอาจารย์ โดยจำลองสถานที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเทซึ่งคล้ายกับศูนย์อพยพหลบภัยฉุกเฉิน และประเมินผลกระทบจากละอองฝอยจากการไอหรือจามในสภาพแวดล้อมปิดลักษณะนี้ โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสร้างละอองฝอยปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณจากการจามหนึ่งครั้ง พร้อมบันทึกภาพไว้ด้วยกล้องที่มีความคมชัดสูง

ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่าละอองฝอยส่วนใหญ่ตกลงไปรวมกันใกล้พื้นห่างออกไปประมาณ 1.5 เมตร ภาพวิดีโอยังแสดงให้เห็นว่าเวลามีคนเดินบนพื้นบริเวณนั้น ฝุ่นที่ปนเปื้อนละอองฝอยจะกระจายขึ้นมาและลอยอยู่ในอากาศ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่อากาศเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยจากการไอหรือจาม ฝุ่นปนเปื้อนที่อยู่บนพื้นจะลอยขึ้นมาได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตร

ศาสตราจารย์เซกิเนะกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์บางส่วนได้รายงานว่าไวรัสโคโรนาสามารถมีชีวิตรอดได้เป็นเวลานานโดยเฉพาะบนพื้นผิวสัมผัสที่แข็งและมีแรงเสียดทานต่ำ อย่างเช่นพื้นโรงยิม ซึ่งมักใช้เป็นศูนย์อพยพหลบภัยชั่วคราว

อาจารย์กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือ การจัดการปัญหาเกี่ยวกับละอองฝอยที่ว่านี้เวลาที่มีการอพยพหลบภัยที่ต้องใช้สถานที่ลักษณะนี้

เรายังได้พูดคุยกับศาสตราจารย์คันบาระ ซากิโกะ จากมหาวิทยาลัยโคจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อในศูนย์อพยพหลบภัยฉุกเฉิน

อาจารย์เตือนว่าการนอนรวมกันหลายคนบนพื้นในศูนย์หลบภัยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้ อาจารย์ชี้ถึงวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือให้นอนบนเตียงชั่วคราวที่ทำจากกระดาษลูกฟูกเพื่อให้มีระยะห่างจากพื้นเล็กน้อย

สิ่งที่ควรใส่ใจเมื่อเข้าไปอยู่ที่ศูนย์หลบภัยมีอะไรบ้าง

ระหว่างอยู่ที่ศูนย์หลบภัย ต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่อง 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ เลี่ยงสถานที่ปิด เลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้คือ ใส่ใจเรื่องการระบายอากาศ รักษาระยะห่างทางกายภาพโดยเว้นระยะห่างจากผู้อื่นประมาณ 2 เมตร และหลีกเลี่ยงการสนทนาใกล้ชิดกัน

นอกจากนี้ยังสามารถนั่งหันหลังให้กันแทนที่จะหันหน้าเข้าหากัน และใช้แผ่นกระดาษลูกฟูกทำเป็นฉากกั้น มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ละอองฝอยจากการไอและจามไม่แพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้

อีกสิ่งที่สามารถทำได้คือ การล้างและฆ่าเชื้อที่มือ ควรล้างมือหรือเช็ดถูมือด้วยของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงหลังสัมผัสจับต้องสิ่งที่ใครต่อใครจับ เช่น ลูกบิดประตูและราวจับ

ระหว่างอยู่ที่ศูนย์หลบภัย ควรหมั่นวัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตสภาพร่างกายของตนเองอยู่เสมอ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบศูนย์ทราบทันทีเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เพื่อที่ว่าท่านและเจ้าหน้าที่จะสามารถพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำได้

การติดเชื้อมักแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในศูนย์หลบภัยในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ หลังเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2554 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่หลายสิบคนที่ศูนย์หลบภัยแห่งหนึ่งในจังหวัดอิวาเตะ และหลังเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดคูมาโมโตะเมื่อปี 2559 ก็พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และโนโรไวรัสทั้งที่ศูนย์หลบภัยและพื้นที่รอบศูนย์หลบภัยในมินามิอาโซะ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563)

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมก่อนไปที่ศูนย์หลบภัยมีอะไรบ้าง

ศูนย์หลบภัยมักแออัดไปด้วยผู้คนมากมายเมื่ออันตรายจากภัยพิบัติกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งก็หมายความว่ามีความเสี่ยงสูงที่การติดเชื้ออาจแพร่กระจายออกไป ดังนั้น เวลาไปที่ศูนย์หลบภัย ต้องไม่ลืมนำหน้ากากอนามัย ของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และเทอร์มอมิเตอร์วัดไข้ติดตัวไปด้วย

ถ้าไม่มีหน้ากากอนามัย สามารถใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าที่มีขนาดใหญ่พอปิดปากและจมูกแทนได้ ถ้าไม่มีของเหลวฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สามารถใช้ทิชชูเปียกแทนได้

สิ่งสำคัญคือ การเฝ้าสังเกตสภาพร่างกายของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้การติดเชื้อแพร่กระจายออกไป หมั่นวัดอุณหภูมิร่างกาย อาการตัวร้อนมีไข้ ไอ และรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2563)

มีอะไรบ้างที่ต้องระวังเมื่อจะอพยพหลบภัยยามเกิดภัยพิบัติ

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจแพร่กระจายได้หากคนจำนวนมากไปที่ศูนย์หลบภัยเวลาเกิดภัยพิบัติ

ดังนั้นจากนี้ไป สิ่งสำคัญสำหรับคนในชุมชนคือ การไปหลบภัยไม่ใช่แค่ที่ศูนย์หลบภัยที่กำหนด แต่รวมถึงที่ต่าง ๆ เช่น บ้านญาติ บ้านคนรู้จัก โรงแรม บ้านตัวเอง หรือพักค้างในรถ

หากมีญาติหรือเพื่อนอาศัยอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สามารถพักพิงได้ ก็ควรพิจารณาไปพักกับคนเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ศูนย์หลบภัยแออัดเกินไป

นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาหลบภัยที่บ้านตัวเอง หากอยู่บนชั้นที่สูงของอาคารอะพาร์ตเมนต์หรือมีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ได้ปลูกสร้างในที่ที่เสี่ยงอันตราย เช่น ใกล้แม่น้ำ พื้นดินต่ำ หรือไหล่เขา

การพักค้างในรถก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก หากบริเวณนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่ได้อยู่บนไหล่เขาหรือใกล้อาคารที่พังถล่ม ในกรณีที่พักค้างในรถ ควรหมั่นออกกำลังและใส่ใจเรื่องการระบายอากาศในรถ

แต่ถ้ามีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก็ควรไปที่ศูนย์หลบภัยโดยไม่ต้องลังเล

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2563)

เราสามารถสวมเฟซชิลด์หรือกะบังใสป้องกันใบหน้าแบบที่แพทย์และพยาบาลสวม แทนหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่

เฟซชิลด์คลุมใบหน้าได้ทั้งช่วงบนและช่วงล่าง วัตถุประสงค์หลักในการใช้งานคือ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อตา บุคลากรประจำสถาบันการแพทย์จึงมักสวมทั้งหน้ากากอนามัยและเฟซชิลด์

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ จากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งโตเกียวกล่าวว่า การใช้เฟซชิลด์มีประโยชน์เวลาพูดคุยโดยไม่เว้นระยะห่างเพราะช่วยป้องกันไม่ให้คนที่สวมเฟซชิลด์สัมผัสถูกละอองฝอยที่แพร่กระจายจากอีกฝ่ายได้ ไม่ต่างจากหน้ากากอนามัยผ้า

แต่ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่า การสวมเฟซชิลด์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันผู้สวมจากการติดเชื้อได้ โดยว่าเฟซชิลด์มีประสิทธิภาพตรงที่ช่วยไม่ให้ผู้สวมใช้มือสัมผัสปากหรือจมูก แต่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากหรือจมูกได้

อาจารย์กล่าวว่าเวลาใช้เฟซชิลด์ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสด้านนอกของกะบังเพราะอาจมีไวรัสติดอยู่ และควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์หรือล้างด้วยสบู่หลังใช้งานด้วย

ศาสตราจารย์ซูงาวาระเสริมว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อคือ หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นให้มากที่สุดและหมั่นล้างมือ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2563)

บางคนสวมหน้ากากอนามัยโดยไม่ครอบปิดจมูก ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

วัตถุประสงค์หลักของการสวมหน้ากากอนามัยคือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของละอองฝอยน้ำมูกน้ำลาย และเพื่อสกัดกั้นละอองฝอยขนาดใหญ่จากผู้ติดเชื้อ หากไม่ครอบปิดจมูก ละอองฝอยก็จะกระจายออกไปได้เวลาจาม นอกจากนี้เวลาหายใจเข้า ร้อยละ 90 ของอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ดังนั้นการไม่ครอบปิดจมูกจึงเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

เวลาถอดหน้ากากอนามัย จะต้องแน่ใจว่ามีระยะห่างทางกายภาพอย่างเพียงพอ ว่ากันว่าละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายสามารถแพร่กระจายได้ไกลถึงประมาณ 2 เมตร กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นแนะนำให้ถอดหน้ากากอนามัยเวลาอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตรเพื่อป้องกันอาการลมเหตุร้อน

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อประจำโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า เราไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา สวมเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น คุณซากาโมโตะกล่าวว่า การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาทำให้เสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อนได้

การเลือกวัสดุสำหรับหน้ากากอนามัยก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนที่อากาศร้อน หลายคนทำหน้ากากอนามัยใช้เองโดยใช้วัสดุต่าง ๆ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัสดุชนิดต่าง ๆ สำหรับหน้ากากอนามัยทั้งในแง่ความสะดวกในการหายใจ และประสิทธิภาพในการกรองหรือก็คือความสามารถของวัสดุในการกรองละอองฝอย

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไนลอนมีประสิทธิภาพในการกรองสูงแต่ความสะดวกในการหายใจต่ำ ฝ้ายที่ใช้ทำผ้ากอซ หายใจง่ายก็จริงแต่มีประสิทธิภาพในการกรองต่ำ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ควรใช้แบบที่เป็นฝ้ายผสมกับวัสดุอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกรอง

คุณซากาโมโตะ จากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่สวมหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิบัติตามวิธีป้องกันเบื้องต้นด้วย เช่น ฆ่าเชื้อโรคที่มือและ 3 หลีกเลี่ยง ได้แก่ เลี่ยงสถานที่ปิด เลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563)

เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขสวมหน้ากากอนามัยกัน แต่ก็ทราบข่าวว่ามีแพทย์และพยาบาลที่ติดเชื้อ หน้ากากอนามัยมีประสิทธิผลในการป้องกันเชื้อได้จริงหรือ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการสวมหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม หน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางนั้น ไม่ได้ป้องกันไวรัสต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่าความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อของหน้ากากอนามัยดังกล่าว ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด

ในการทำงานด้านสาธารณสุขนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัย และใช้มาตรการป้องกันอื่น ๆ ควบคู่กันไปขึ้นอยู่กับความรู้ความเชี่ยวชาญ ทว่า กล่าวกันว่าการสวมหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ได้ช่วยป้องกันได้มากนัก

หน้ากากอนามัยแบบ N95 เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวนมากสวมใส่ในหอผู้ป่วยวิกฤติหรือไอซียู หน้ากากเหล่านี้สามารถกรองเอาไวรัสออกไปได้แต่ผู้สวมใส่จะหายใจลำบาก

การใช้งานหน้ากากอนามัย N95 อย่างเหมาะสมนั้น จำเป็นต้องศึกษาวิธีการที่ถูกต้องก่อนสวมใส่และใช้งาน ทั้งนี้ ไม่ว่าหน้ากากอนามัยที่สวมใส่กันจะเป็นประเภทใดก็ตาม แต่การเอามือที่ยังไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคมาจับที่ใบหน้าจะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ

ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สวมหน้ากากอนามัย ว่ากันว่าหน้ากากอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคคลนั้นจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นได้อย่างมาก

จนถึงขณะนี้ เป็นที่ทราบกันว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยมากจะแพร่กระจายได้ผ่านทางละอองฝอยของระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ยังทราบด้วยว่าผู้ติดเชื้อสามารถแพร่ไวรัสในปริมาณมากได้ตั้งแต่ช่วงประมาณ 2 วันก่อนปรากฏอาการ และสามารถแพร่ได้โดยทันทีหลังจากที่มีอาการแล้ว

ว่ากันว่าการสวมหน้ากากอนามัยช่วยลดการแพร่กระจายของละอองฝอยที่เกิดจากการไอและจามได้อย่างมาก ตลอดจนละอองฝอยซึ่งมีอนุภาคเล็กมากที่แพร่กระจายออกมาขณะพูดคุยกันด้วย

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โอมิ ชิเงรุ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองประธานคณะทำงานอันประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่าตนต้องการให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอาการหรือไม่ก็ตาม สวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายไวรัสนี้ เขากล่าวว่าประเทศต่าง ๆ และองค์การอนามัยโลกได้เห็นพ้องต้องกันแล้ว แม้จะมีความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอนามัยก็ตาม

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2563)

การเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสกับเชื้อแบคทีเรียเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่าเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียต่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำให้เกิดโรคได้

เชื้อแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว และสามารถขยายพันธุ์ได้เอง

ส่วนเชื้อไวรัสมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียมาก โดยเชื้อไวรัสประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรม หรือกรดนิวคลีอิก และชั้นห่อหุ้มป้องกัน แต่ว่าไวรัสไม่มีเซลล์ นอกจากนี้เชื้อไวรัสยังไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง แต่จะเพิ่มจำนวนได้เฉพาะเวลาที่อยู่ภายในเซลล์ที่มีชีวิตของมนุษย์หรือสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสนี้เท่านั้น

ด้วยเหตุผลนี้เอง เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้บนผนังหรือพื้นผิวอื่น ๆ แต่เป็นที่ทราบกันว่าเชื้อไวรัสจะยังคงความสามารถในการติดเชื้ออยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งขณะที่ติดอยู่บนพื้นผิวเช่นว่านี้

ศาสตราจารย์คูนิชิมะกล่าวว่าเวลาที่ออกไปข้างนอก พวกเรามักสัมผัสกับพื้นผิวเช่นนี้บ่อยครั้ง เช่นลูกบิดประตูหรือราวจับ ดังนั้นเวลาที่เดินทางกลับถึงบ้านหรือมาถึงที่ทำงาน หรือก่อนจะรับประทานอาหาร เราจึงควรล้างมือหรือทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน)

มีโอกาสติดเชื้อไวรัสจากการหยิบจับเงินสดหรือไม่

ศาสตราจารย์มิกาโมะ ฮิโรชิเงะ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไอจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการติดเชื้อ กล่าวว่าขึ้นอยู่กับว่าปริมาณของเชื้อไวรัสมีมากเท่าใด โดยว่าหากคนที่มีเชื้อติดอยู่ที่มือใช้มือสัมผัสธนบัตรหรือเหรียญ ก็ควรตั้งข้อสังเกตไว้ดีกว่าว่าเชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่เงินสดนั้นไปอีกระยะหนึ่ง

ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เราจึงควรล้างมือด้วยสบู่หรือฆ่าเชื้อที่มือด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้ออื่นก่อนจะใช้มือสัมผัสปากหรือจมูก ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ

ศาสตราจารย์มิกาโมะยังแนะนำด้วยว่าควรจะล้างมือหรือฆ่าเชื้อในแบบเดียวกันนี้ด้วยหลังจากสัมผัสสิ่งของใด ๆ ที่ซื้อมา

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน)

เชื้อไวรัสติดบนพื้นผิวสิ่งของต่าง ๆ จะเหลืออยู่ได้นานเท่าใด

รายงานฉบับหนึ่งที่จัดทำโดยนักวิจัยของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐ และองค์กรอื่น ๆ กล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลดจำนวนลงมากอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป โดยว่าไม่พบเชื้อไวรัสเหลืออยู่บนพื้นผิวทองแดงหลังเวลาผ่านไป 4 ชั่วโมง และไม่พบไวรัสเหลืออยู่บนกระดาษแข็งหลังเวลาผ่านไป 72 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นผิวที่เป็นพลาสติก ยังคงมีไวรัสหลงเหลืออยู่แม้ว่าจะผ่านไป 72 ชั่วโมงก็ตาม ขณะที่พบว่าไวรัสยังคงเหลืออยู่บนพื้นผิวที่เป็นสแตนเลส หลังเวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน)

จะเกิดอะไรขึ้นกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เวลาที่นำอาหารแช่ในช่องแข็ง

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดเชื้อกล่าวว่า ถึงแม้จะมีหลายสิ่งที่ยังไม่เป็นที่รับรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่มีการศึกษาระดับนานาชาติเกี่ยวกับเชื้อไวรัสซาร์ส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาที่คล้ายกันอยู่แล้ว

การศึกษาหนึ่งระบุว่า เชื้อไวรัสซาร์สถูกกำจัดเมื่อทดสอบในภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง คือราว 56 องศาเซลเซียส แต่ในภาวะที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง 80 องศาเซลเซียส เชื้อไวรัสกลับสามารถคงอยู่ได้ถึงราว 3 สัปดาห์

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้เป็นนัยว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจไม่ทนกับความร้อน แต่สามารถทนกับอุณหภูมิต่ำได้ดี

ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่า หากยกตัวอย่างสมมุติว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนหีบห่อของอาหารแช่แข็ง เชื้อไวรัสนี้ก็อาจทนอยู่ในตู้เย็นหรือในช่องแข็งได้เป็นเวลานาน ดังนั้นก่อนที่จะนำอาหารแช่ในตู้เย็นหรือช่องแข็งก็ควรฆ่าเชื้อบนหีบห่อเสียก่อน ทั้งยังควรล้างมืออย่างพิถีพิถันทั้งก่อนและหลังประกอบอาหารด้วย

ศาสตราจารย์ซูงาวาระชี้ว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมากสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยเมื่ออุ่นให้ร้อนแล้ว

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน)

การอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาได้หรือไม่

เตาอบไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ที่อุ่นอาหารด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้โมเลกุลน้ำภายในอาหารหมุนกลับไปมา

ศาสตราจารย์ซูงาวาระ เอริซะ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพโตเกียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคติดเชื้อ กล่าวว่าหากอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟให้ร้อนเพียงพอ ก็สามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตามเธอชี้ว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเตาไมโครเวฟทำให้พื้นผิวของหีบห่อบรรจุอาหารร้อนเพียงพอที่จะให้เชื้อไวรัสที่ติดอยู่บนหีบห่อหมดความสามารถในการติดเชื้อได้

ศาสตราจารย์ซูงาวาระกล่าวว่าการล้างมือบ่อย ๆ ก่อนและหลังประกอบอาหาร รวมทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ถือเป็นสิ่งสำคัญ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 มิถุนายน)

ถ้าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดบนผิวหนัง เชื้อไวรัสจะคงอยู่ได้นานเท่าใด และเชื้อไวรัสจะหลงเหลืออยู่ในตัวคนที่ไม่แสดงอาการแล้วหรือไม่

ศาสตราจารย์คูนิชิมะ ฮิโรยูกิ แห่งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เซนต์มาเรียนนา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่าเชื้อไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หากไม่เข้าไปในร่างกายและติดเชื้อในเซลล์ของสัตว์ที่มีชีวิต

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นที่ทราบกันว่าโดยมากแล้วจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเนื้อเยื่อในจมูกหรือในปาก และเพิ่มจำนวนที่เซลล์ในลำคอ ปอด และที่อื่น ๆ ดังนั้นหากว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ติดอยู่บนพื้นผิวของมือหรือเท้าเท่านั้น ก็จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

อย่างไรก็ตาม หากคนที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่บนมือ ใช้มือสัมผัสที่ตา จมูก หรือปาก ก็อาจทำให้ตนเองติดเชื้อได้ ทั้งนี้เชื้อที่ติดอยู่บนผิวหนังสามารถล้างออกได้ด้วยสบู่ ดังนั้นผู้คนจึงควรรักษาความสะอาดด้วยการล้างมืออย่างพิถีพิถัน หรือใช้ของเหลวฆ่าเชื้อ เช่นแอลกอฮอล์ ก่อนที่จะใช้มือสัมผัสใบหน้า

ไวรัสของโรคบางชนิด เช่น โรคอีสุกอีใส จะยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายคนไปตลอดแม้ว่าคนผู้นั้นจะฟื้นตัวจากอาการป่วยแล้วก็ตาม แต่ปกติแล้วเชื้อไวรัสโคโรนาไม่เป็นเช่นนั้น โดยหากว่าผู้ใดติดเชื้อและแสดงอาการออกมา ในท้ายที่สุดแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงาน และทำให้เชื้อไวรัสหมดไปจากร่างกาย

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน)

รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ หรือก๊าซโอโซนสำหรับฆ่าเชื้อสามารถทำลายเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่

ศาสตราจารย์โอเงะ ฮิโรกิ แห่งมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่การอาบรังสีอัลตราไวโอเลตความเข้มข้นสูงที่มีความยาวคลื่นในระดับหนึ่ง จะช่วยลดความสามารถในการติดเชื้อของไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดได้

คาดกันว่าเครื่องมือปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีสมรรถนะสูงที่นำมาใช้จริงอยู่แล้วหลายชนิดมีประสิทธิผลในการรับมือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เครื่องมือเช่นนี้กำลังใช้อยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยฮิโรชิมาเพื่อฆ่าเชื้อห้องพักหลังจากที่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาออกจากโรงพยาบาลไป โดยการปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตทั่วทั้งห้องเพื่อลดความสามารถในการติดเชื้อของไวรัส

อย่างไรก็ตาม มองกันว่าแสงอาทิตย์ไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัสที่สามารถกำจัดได้ด้วยเครื่องปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตข้างต้น เพราะถึงแม้ว่าแสงอาทิตย์จะเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต แต่แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสีที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ กัน และไม่มีพลังมากเท่ากับรังสีที่ปล่อยจากอุปกรณ์ข้างต้น

สำหรับก๊าซโอโซนนั้น นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในญี่ปุ่นระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า พวกตนพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความสามารถในการติดเชื้อลดลงอย่างมากหลังจากที่สัมผัสกับโอโซนความเข้มข้นสูงเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง ศาสตราจารย์โอเงะกล่าวว่าก๊าซโอโซนที่ใช้ในการทดลองนั้นมีความเข้มข้นระหว่าง 1-6 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์

อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ก๊าซโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อและดับกลิ่น ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้สำหรับใช้ทั่วไปนั้น ไม่ได้ให้ก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นสูงดังกล่าว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าโอโซนความเข้มข้นต่ำมีประสิทธิผลในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นกำลังเรียกร้องให้ผู้คนสอบถามยืนยันกับบรรดาผู้ผลิตว่า คำกล่าวอ้างที่ว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก๊าซโอโซน สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาได้ผลนั้น มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน)

จะต้องระวังอะไรบ้างเวลาใส่หน้ากากป้องกันในฤดูร้อน

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นกล่าวว่า จำเป็นต้องระวังอาการลมเหตุร้อนให้มากขึ้นในฤดูร้อนปีนี้ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากสวมใส่หน้ากากป้องกันเพื่อรับมือเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทางกระทรวงแนะนำให้ผู้คนถอดหน้ากากออกได้ในพื้นที่ภายนอกอาคารหากว่ามีการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเพียงพอ ซึ่งก็คืออย่างน้อย 2 เมตร นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้งดเว้นการทำงานหรือออกกำลังกายอย่างหักโหมยามที่สวมหน้ากาก ทางกระทรวงได้เรียกร้องให้ผู้คนดื่มน้ำบ่อย ๆ แม้ว่าจะไม่รู้สึกหิวน้ำก็ตาม

ศาสตราจารย์โยโกโบริ โชจิ แห่งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิปปง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาการลมเหตุร้อน กล่าวว่าการใส่หน้ากากไม่ได้ทำให้ผู้คนเสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อนเสมอไป แต่การสวมหน้ากากทำให้หายใจลำบากขึ้น

ทั้งนี้มีข้อมูลที่ชี้ว่าเวลาสวมหน้ากากป้องกัน อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 ศาสตราจารย์โยโกโบริชี้ว่า ภาระหนักจากการออกกำลังกาย หรืออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ต่างเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเกิดอาการลมเหตุร้อน

ศาสตราจารย์โยโกโบริกล่าวว่าการป้องกันการติดเชื้อผ่านฝอยละอองขนาดเล็กถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้สูงอายุหรือผู้คนที่อาศัยอยู่คนเดียวก็ควรจะระวังอาการลมเหตุร้อนด้วย โดยเวลาอยู่ข้างนอก ศาสตราจารย์โยโกโบริแนะนำให้ผู้คนถอดหน้ากาก และพักในสถานที่ที่ไม่แออัด เช่นใต้ร่มไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรจะเปลี่ยนหน้ากากป้องกันหลังจากที่เหงื่อออก เนื่องจากหน้ากากที่เปียกชื้นทำให้อากาศถ่ายเทน้อยลง

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 11 มิถุนายน)

จะต้องระวังอะไรบ้างเวลาใช้เครื่องปรับอากาศ

บางคนอาจกังวลเรื่องการถ่ายเทอากาศในห้องปรับอากาศช่วงฤดูร้อน เครื่องปรับอากาศสำหรับใช้ในบ้านส่วนมากเป็นระบบให้อากาศหมุนเวียนภายในห้อง และไม่ได้มีความสามารถในการระบายอากาศ ขณะที่หลายคนอาจปิดหน้าต่างห้องยามที่ใช้เครื่องปรับอากาศ

รองศาสตราจารย์ยามาโมโตะ โยชิฮิเดะ แห่งมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคโตเกียว ผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกสถาบันสถาปัตยกรรมศาสตร์ญี่ปุ่น และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการระบายอากาศในอาคารต่าง ๆ ได้เสนอแนวทางใช้เครื่องปรับอากาศควบคู่ไปกับการระบายอากาศตามธรรมชาติ

ในภูมิภาคที่มีสี่ฤดูกาล รองศาสตราจารย์ยามาโมโตะแนะนำว่าเวลาที่ใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงต้นฤดูร้อนที่อากาศยังไม่ร้อนจัดนัก เราควรเปิดหน้าต่างเล็กน้อยเพื่อให้อากาศภายนอกไหลเข้ามาได้ ส่วนเวลาที่อากาศร้อนจัด ก็ควรจะทำให้อุณหภูมิห้องเย็นลงด้วยการปิดหน้าต่างสักครู่หนึ่ง หรือเปิดหน้าต่างให้แคบลง

สำหรับช่วงกลางฤดูร้อนที่มีความเสี่ยงอาการลมเหตุร้อนมากขึ้น รองศาสตราจารย์ยามาโมโตะแนะนำให้ใช้พัดลมระบายอากาศภายในบ้าน เช่นในห้องครัวและห้องน้ำ แทนการเปิดหน้าต่าง วิธีนี้ใช้ได้ในภูมิภาคเขตร้อนเช่นกัน

บ้านเรือนส่วนมากออกแบบมาให้รับอากาศภายนอกเข้ามาได้ยามที่ใช้พัดลมระบายอากาศ ซึ่งทำให้อากาศไหลเวียนระหว่างภายในและนอกอาคาร แม้ว่าจะไม่เปิดหน้าต่างก็ตาม หากว่าผู้ใดต้องการทราบว่าบ้านของตนมีการระบายอากาศเป็นอย่างไร ก็ควรจะสอบถามผู้เชี่ยวชาญ

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีชีวิตอยู่ได้จนถึงอุณหภูมิเท่าไร และการทำอาหารโดยให้ความร้อนจะฆ่าไวรัสชนิดนี้ได้หรือไม่

นักวิจัยกล่าวว่า ไวรัสชนิดนี้มีชีวิตอยู่ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสได้ 1 วัน แต่ความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียสจะฆ่าไวรัสนี้ได้ภายใน 30 นาที และยังพบอีกด้วยว่าตรวจไม่เจอไวรัสภายใน 5 นาทีที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส

คุณซูงาวาระ เอริซะ จากสมาคมป้องกันและควบคุมการติดเชื้อแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า ไม่มีกรณียืนยันการติดเชื้อว่าเชื่อมโยงกับการปนเปื้อนของไวรัสในอาหารไม่ว่าอาหารนั้นผ่านการให้ความร้อนมาแล้วหรือไม่ และการประกอบอาหารให้สุกด้วยความร้อนที่เพียงพอก็จะฆ่าไวรัสได้

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 มิถุนายน)

ควรจะทำอย่างไรเมื่อประสบปัญหาฝืดเคืองในการจ่ายค่าเช่า

ผู้ที่ตกงานหรือรายได้ลดลงเนื่องจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถสมัครขอรับเงินทุนช่วยเหลือการจ่ายค่าเช่าได้ การระบุสิทธิรับเงินทุนขึ้นอยู่กับผลการประเมินรายรับของครัวเรือนและเงินออม

เงินทุนนี้จัดสรรเป็นการช่วยเหลือด้านค่าเช่าเท่านั้น ไม่รวมถึงเงินกู้เพื่อที่พักอาศัย โดยครอบคลุมค่าเช่า 3 เดือน และช่วยได้สูงสุด 9 เดือนหากเป็นไปตามเงื่อนไข และเป็นเงินที่ไม่ต้องจ่ายคืน

ก่อนจะยื่นสมัครต้องโทรศัพท์ปรึกษา “ศูนย์พึ่งพาตนเอง” ของที่ทำการในเขตนั้น และการให้คำปรึกษามีเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น

ศูนย์ให้คำปรึกษาเปิดให้บริการทุกวันเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 21.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 0120-23-5572

https://www.mhlw.go.jp/content/000630855.pdf
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม)

การสมัครเข้าโครงการรับความช่วยเหลือทางการเงินสืบเนื่องจากผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่น ทำอย่างไร

สำนักงานสวัสดิการสังคมของทุกจังหวัดได้จัดตั้งระบบเงินกู้สวัสดิการสำหรับครัวเรือนที่ประสบปัญหาฝืดเคืองด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตเพราะงานหยุดชะงัก นี่เป็นเงินกู้และต้องจ่ายคืน

“กองทุนย่อยฉุกเฉิน” จัดตั้งขึ้นเพื่อครัวเรือนที่ตกอยู่ในสภาพรายได้ลดเพราะถูกพักงานชั่วคราวเป็นหลัก โดยจัดวงเงินให้สูงสุดที่ 200,000 เยน

ส่วน “กองทุนสนับสนุนทั่วไป” หลัก ๆ แล้วจัดตั้งขึ้นเพื่อครัวเรือนที่สมาชิกในครอบครัวตกงานหรือรายได้ลด เพดานเงินกู้สำหรับครัวเรือนที่มีสมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปจำกัดที่เดือนละ 200,000 เยน และสำหรับครัวเรือนที่มีคนเดียว เพดานเงินกู้อยู่ที่เดือนละ 150,000 เยน โดยหลักการแล้ว ระยะเวลากู้คือภายใน 3 เดือน

ศูนย์ให้คำปรึกษาเปิดให้บริการทุกวันเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 21.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 0120-46-1999.

https://www.mhlw.go.jp/content/000621221.pdf
*ท่านจะออกจากเว็บไซต์ของ NHK WORLD-JAPAN

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤษภาคม)

การติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างไร

ประชาชนถามข้อมูลเรื่องนี้เนื่องจากมีรายงานออกมาว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถติดต่อระหว่างแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือน

ศาสตราจารย์คาวาโอกะ โยชิฮิโระ จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยโตเกียว และคณะนักวิจัยคนอื่น ๆ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ทำการทดลองโดยนำเชื้อไวรัสชนิดนี้ใส่เข้าไปในแมว 3 ตัว และนำแต่ละตัวไปเลี้ยงไว้ร่วมกับแมวที่ไม่ได้ติดเชื้อ

คณะนักวิจัยกล่าวว่า แม้แมวที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการ แต่ก็พบไวรัสดังกล่าวในแมวเหล่านั้นทุกตัวจากการตรวจสารคัดหลั่งในโพรงจมูก และในจำนวน 3 ตัวนั้น แมว 2 ตัวมีผลตรวจเป็นบวกติดต่อกัน 6 วัน

ทางคณะกล่าวว่า แมว 3 ตัวที่ไม่ติดเชื้อเป็นแมวที่เลี้ยงอยู่ร่วมกับแมว 3 ตัวที่ติดเชื้อ และต่อมาอีก 3-6 วัน แมวซึ่งเดิมไม่มีเชื้อถูกตรวจพบว่ามีผลเป็นบวก ซึ่งบ่งชี้ว่าไวรัสแพร่กระจาย

คณะนักวิจัยกลุ่มนี้ระบุว่า ผลที่ออกมานั้นบอกเป็นนัยว่า ไวรัสโคโรนาชนิดนี้สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วในอวัยวะหายใจ และแพร่กระจายได้ง่ายระหว่างแมว ทั้งยังกล่าวด้วยว่าแมวที่ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการใด ๆ และสามารถแพร่เชื้อไวรัสได้โดยที่เจ้าของไม่รู้ และทางคณะได้แนะนำให้เจ้าของเก็บแมวไว้ภายในบ้าน

(ข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม)

เราจะระวังตัวอย่างไรที่สนามกอล์ฟ

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า บางคนอาจคิดว่าการตีกอล์ฟไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพราะเป็นกีฬากลางแจ้ง แต่การตีกอล์ฟกับคนจำนวนมากมีความเสี่ยงสูง ตัวสนามกอล์ฟนั้นเปิดโล่งอยู่ภายนอก ไม่ได้อยู่ภายในพื้นที่ปิดก็จริง แต่การใช้ห้องล็อกเกอร์หรือการกินอาหารในบริเวณเหล่านั้นกับคนจำนวนมากทำให้เสี่ยงมากขึ้น นอกจากนั้น เรายังต้องระมัดระวังเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อใช้มือของเรามาสัมผัสหน้าตัวเอง หลังจากมือนั้นสัมผัสตามที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าใครต่อใครมากมายแตะต้องมาก่อน

เราควรใส่ใจเรื่องอะไรเมื่อขึ้นลงลิฟต์

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ลุกส์ในญี่ปุ่นกล่าวว่า สิ่งที่เราทำได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อคือ หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ที่มีคนขึ้นเป็นจำนวนมาก และหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนอื่นขณะที่อยู่ในลิฟต์เพราะเราไม่สามารถเดินขึ้นบันไดไปถึงชั้น 10 หรือชั้น 20 ของอาคารได้ มาตรการที่ว่านี้สามารถลดความเป็นไปได้ของการติดเชื้อ

คุณซากาโมโตะเสริมด้วยว่า สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้มือที่กดปุ่มลิฟต์มาสัมผัสหน้าตัวเอง และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ หลังจากสัมผัสปุ่มลิฟต์แล้ว ขอให้ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์แล้วหรือไม่ ?

เมื่อต้นเดือนมีนาคม คณะนักวิจัยของจีนชุดหนึ่งได้วิเคราะห์หน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ได้มาจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้กว่า 100 คนจากทั่วโลก คณะนักวิจัยนี้พบความแตกต่างในหน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภท L กับประเภท S

คณะนักวิจัยพบว่าไวรัสประเภท S มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนาที่พบในค้างคาว แต่ไวรัสประเภท L ที่พบมากในผู้ป่วยในยุโรปนั้น เชื่อกันว่าเป็นเชื้อไวรัสประเภทใหม่ที่ต่างจากประเภท S

ศาสตราจารย์อิโต มาซาฮิโระ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นไปได้ว่าเมื่อมีการแพร่เชื้อซ้ำ ๆ จากคนสู่คน และทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้น เชื้อไวรัสนี้ก็อาจกลายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การกลายพันธุ์อาจทำให้ลักษณะต่าง ๆ ของไวรัส เช่น ความสามารถในการแพร่กระจาย เปลี่ยนแปลงไปนั้น ศาสตราจารย์อิโตกล่าวว่าขณะนี้เชื้อไวรัสโคโรนาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และถึงแม้จะมีความแตกต่างในหน่วยพันธุกรรมระหว่างไวรัสประเภท L และประเภท S แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าไวรัสประเภทไหนจะทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหนักกว่ากัน

ศาสตราจารย์อิโตกล่าวว่าการที่ความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศนั้น เป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุเกี่ยวกับผู้คน ซึ่งรวมถึงความแตกต่างในสัดส่วนผู้สูงอายุ วัฒนธรรม และอาหารการกิน

(ข้อมูลนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน 2563)

คนหนุ่มสาวจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญเคยบอกว่า ผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อได้รายงานกรณีของผู้หญิงวัย 21 ปีในอังกฤษ และเด็กหญิงวัย 16 ปีในฝรั่งเศส ทั้งคู่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพมาก่อน แต่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กรณีดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวบางรายสามารถมีอาการรุนแรง

ญี่ปุ่นก็มีกรณีที่คล้ายคลึงกันที่คนหนุ่มสาวมีอาการรุนแรง คุณคุตสึนะ ซาโตชิ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติ ระบุว่า ในบรรดาผู้ป่วยมากกว่า 30 คนที่เขารักษา ผู้ชายคนหนึ่งในช่วงวัย 40 ปีต้น ๆ ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงมาก่อน มีอาการรุนแรง

คุณคุตสึนะบอกว่า ชายคนนี้แค่มีไข้และไอในช่วงไม่กี่วันแรก ๆ แต่หลังจากหนึ่งสัปดาห์ เขามีอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรง และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพราะว่าการหายใจแย่ลงอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้มีอาการดีขึ้นในเวลาต่อมา

คุณคุตสึนะบอกว่า คนหนุ่มสาวไม่ควรคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร เพราะคนหนุ่มสาวก็มีอาการรุนแรงได้

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า มีหลายกรณีที่ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ รายงานว่า ร้อยละ 2 ถึง 4 ของผู้ติดเชื้อที่อายุระหว่าง 20-44 ปีต้องรักษาตัวในห้องไอซียู

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน)

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายผ่านท่อน้ำทิ้งได้หรือไม่ ?

ในช่วงที่ไวรัสโรคซาร์สระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกเมื่อปี 2546 มีรายงานการติดเชื้อในผู้คนจำนวนมากที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในฮ่องกง คาดว่าการติดเชื้อในผู้คนจำนวนมากนี้เกิดจากฝอยละอองขนาดใหญ่ที่ปนเปื้อนไวรัส ซึ่งรั่วไหลจากท่อน้ำทิ้งที่เก่า

ศาสตราจารย์คากุ มิตซูโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และเภสัชศาสตร์โทโฮกุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องมาตรการป้องกันการติดเชื้อ ระบุว่า มีความเสี่ยงต่ำที่ไวรัสจะแพร่กระจายผ่านท่อน้ำทิ้งในประเทศต่าง ๆ ที่มีสภาพสุขอนามัยค่อนข้างดี

แต่ศาสตราจารย์คากุ ระบุว่า เป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่พื้นผิวของสุขาและพื้นที่รอบ ๆ และอาจจะติดเชื้อจากการใช้มือสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน ศาสตราจารย์คากุบอกว่า ควรจะปิดฝาชักโครกก่อนที่จะกดชักโครก และต้องล้างมืออย่างทั่วถึงหลังจากใช้ห้องน้ำ

ศาสตราจารย์คากุบอกว่า ผู้คนต้องรักษาสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน เช่น ฆ่าเชื้อที่ก็อกน้ำ อ่างล้างหน้า และลูกบิดประตู

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน)

การฆ่าเชื้อโรคด้วยสบู่มีผลเช่นเดียวกับการใช้แอลกอฮอล์หรือไม่ ?

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ จากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ ลุค ในกรุงโตเกียว ซึ่งเชี่ยวชาญในการควบคุมการติดเชื้อ กล่าวว่า สบู่มีประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคในระดับหนึ่ง

เธอกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วสบู่จะมีสารลดแรงตึงผิว ซึ่งจะทำลายไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ที่ห่อหุ้มไวรัสโคโรนา ซึ่งหมายความว่าเชื้อไวรัสจะถูกทำลายในระดับหนึ่ง

คุณซากาโมโตะกล่าวว่า แอลกอฮอล์ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่ถ้ามือสกปรก บางครั้งอาจยากที่การฆ่าเชื้อจะไปถึงภายในเชื้อโรค

คุณซากาโมโตะขอให้ผู้คนล้างมือด้วยสบู่อย่างสม่ำเสมอ

สถานการณ์เช่นไรจึงจะพูดได้ว่าการระบาดได้สิ้นสุดลงแล้ว ?

คุณโอมิ ชิเงรุ เป็นรองประธานคณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และประธานขององค์กรดูแลสุขภาพชุมชนแห่งญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยดำเนินมาตรการต่อต้านโรคติดเชื้อขององค์การอนามัยโลก เขากล่าวว่า การสิ้นสุดการระบาด หมายความว่าห่วงโซ่ของการระบาดได้หยุดลง และไม่มีผู้ที่ติดเชื้ออีก

หน่วยงานด้านสาธารณสุขอาจประกาศการสิ้นสุดการระบาด ถ้าไม่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

ตัวอย่างเช่น โรคซาร์ส ซึ่งระบาดในจีนและพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชียเมื่อปี 2546 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศสิ้นสุดการระบาดใน 8 เดือนหลังจากมีการยืนยันผู้ป่วยรายแรก

ในทางกลับกัน การแพร่ระบาดอาจจะควบคุมได้เป็นช่วงเวลาหนึ่งในพื้นที่เฉพาะ หรือในประเทศที่ใช้มาตรการ เช่น ขอให้ประชาชนงดออกไปนอกบ้าน

อย่างไรก็ตาม การระบาดอาจเกิดขึ้นอีกครั้งจากเชื้อไวรัส ที่นำเข้ามาจากพื้นที่ภายนอก เช่น โรคหวัดตามฤดูกาลที่ระบาดในช่วงฤดูหนาว และบรรเทาลงชั่วคราว แต่ว่ายังไม่ถือว่าสิ้นสุดการระบาด

วัคซีนและยามีประสิทธิภาพในการจำกัดการติดเชื้อไม่ให้แพร่กระจาย และรุนแรงยิ่งขึ้น แต่คุณโอมิกล่าวว่า การมีวัคซีนและยา กับการระบาดจะสิ้นสุดลงหรือไม่นั้น เป็นคนละเรื่องกัน

คุณโอมิกล่าวว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงต้องทุ่มเทความพยายามในการควบคุมการระบาดอย่างไม่ลดละ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การระบาดสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 มีนาคม)

ญี่ปุ่นได้ค้นพบวิธีในการป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วหรือยัง ?

ยังไม่มียาที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพอย่างชัดเจนต่อเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น ยาทามิฟลู และยาโซฟลูซา ซึ่งใช้รักษาไข้หวัดใหญ่

เช่นเดียวกับในประเทศและดินแดนอื่น ๆ บรรดาแพทย์ในญี่ปุ่นเน้นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ออกซิเจนกับผู้ป่วย และให้สารอาหารหรือวิตามินผ่านสายน้ำเกลือ ในผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ

ถึงแม้ว่า ยาที่มีประสิทธิภาพต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้รับการพัฒนาขึ้น บรรดาแพทย์ในญี่ปุ่นและทั่วโลกกำลังจ่ายยา ที่เคยใช้รักษาอาการอื่น ๆ เพราะว่ายาเหล่านี้อาจมีผลต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หนึ่งในยานั้น คือ อาวีแกน ยาต้านหวัดที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทยาของญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีก่อน หน่วยงานของจีนระบุว่า ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่น ระบุว่าได้ใช้ยาต้านไวรัสที่เคยใช้กับโรคเอดส์ กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เจ้าหน้าที่ของทางศูนย์ระบุว่า ผู้ป่วยไข้ลดลง และอาการอ่อนล้าและหายใจติดขัดดีขึ้น

การค้นหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพกำลังดำเนินไปในหลายประเทศ คณะนักวิจัยที่รวมถึงนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ได้รายงานถึงการใช้ยาต้านไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคอีโบลา ในชายคนหนึ่งที่มีอาการปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คณะนักวิจัยระบุว่า อาการของชายคนนี้เริ่มดีขึ้นในวันหลังจากที่ได้รับยา คณะนักวิจัยบอกว่า ชายคนนี้ไม่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน และไข้ลดลง

กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ระบุว่าการใช้ยาสำหรับโรคหวัดกับยาสำหรับโรคเอดส์ร่วมกัน ทำผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในทุกกรณีนั้นผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม)

เด็กมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ?

ไม่มีรายงานในประเทศจีนว่า เด็กมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ การวิเคราะห์โดยคณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนจากผู้ติดเชื้อ 44,672 คนในจีน จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พบว่าไม่มีเด็กอายุ 9 ปีหรือน้อยกว่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อ มีรายงานพียงแค่ผู้เสียชีวิต 1 คนที่เป็นวัยรุ่น

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่นและสถาบันอื่น ๆ รายงานว่า จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ทารก 9 คน ที่มีอายุระหว่าง 1-11 เดือน ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่มีรายใดที่มีอาการรุนแรง

ศาสตราจารย์รับเชิญ โมริชิมะ สึเนโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไอจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก กล่าวว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความคล้ายคลึงในบางลักษณะกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่มีอยู่ และเด็กที่มักจะเป็นหวัดน่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสในบางระดับ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โมริชิมะ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังเพราะว่าการติดเชื้อมีแนวโน้มระบาดอย่างรวดเร็วที่โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก ผู้ปกครองควรมั่นใจว่าเด็ก ๆ ล้างมืออย่างทั่วถึง และทำให้ห้องที่เด็ก ๆ อยู่มีการระบายอากาศที่ดี

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม)

ใครที่มีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ?

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คือ คนที่มีอาการต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรจะระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เพียงแค่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ยังรวมถึงการติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

นอกจากนี้ยังรวมถึง ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เพื่อรักษาโรคไขข้อ และผู้สูงอายุ

คณะนักวิจัยยังระบุไม่ได้ว่า ความร้ายแรงของอาการป่วยเรื้อรังของผู้ป่วย มีความสัมพันธ์กับอาการที่รุนแรงเมื่อติดเชื้ออย่างไร

สำหรับสตรีมีครรภ์ ไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าสตรีมีครรภ์จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อไวรัสโคโรนา แต่โดยทั่วไปแล้ว สตรีมีครรภ์มีความสุ่มเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสต่าง ๆ และถ้าหากมีอาการปอดอักเสบ ก็มีแนวโน้มจะมีอาการที่รุนแรง

ยังไม่มีข้อมูลว่าไวรัสโคโรนาจะทำให้มีอาการอย่างไรในเด็กทารก แต่เพราะว่าเด็กทารกไม่สามารถป้องกันตัว เช่น ล้างมือ หรือ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นได้ด้วยตัวเอง ผู้ปกครองจึงควรจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องลูกหลานของตน

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการอย่างไร ?

มีรายงานในเรื่องนี้เผยแพร่โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก โดยได้วิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการของผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อในประเทศจีน 55,924 คน นับจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์

รายงานระบุว่า ผู้ป่วยร้อยละ 87.9 มีไข้, ร้อยละ 67.7 มีอาการไอ, ร้อยละ 38.1 อ่อนเพลีย และร้อยละ 33.4 มีเสมหะ ส่วนอาการอื่น ๆ เช่น หายใจติดขัด เจ็บคอ และปวดศีรษะ ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการในช่วง 5-6 วันโดยเฉลี่ย

ร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อมีอาการค่อนข้างน้อย บางคนไม่มีอาการปอดอักเสบ โดยในกลุ่มผู้ติดเชื้อทั้งหมดนั้น ร้อยละ 13.8 มีอาการรุนแรง และหายใจลำบาก

ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง มีโอกาสมากขึ้นที่จะมีอาการรุนแรง หรือเสี่ยงต่อชีวิต

ทั้งนี้มีรายงานไม่กี่ชิ้นที่ระบุถึงเด็กติดเชื้อหรือมีอาการรุนแรง ผู้ติดเชื้ออายุ 18 ปีหรือน้อยกว่า มีเพียงร้อยละ 2.4 ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด

ดร.ซาโตชิ คุตสึนะ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติ ได้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในญี่ปุ่น ดร.คุตสึนะระบุว่า ผู้ป่วยที่เขาพบมีน้ำมูก เจ็บคอ และไอ ทั้งหมดมีอาการอ่อนเพลีย และมีไข้ 37 องศาหรือสูงกว่า ยาวนานราว 1 สัปดาห์

ดร.คุตสึนะบอกว่าผู้ป่วยบางคนมีไข้สูงหลังจาก 1 สัปดาห์ และว่าอาการต่าง ๆ มีแนวโน้มจะยาวนานกว่าโรคหวัดตามฤดูกาล หรือโรคติดเชื้อจากไวรัสอื่น ๆ

ทั้งนี้ นี่เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม

จะฆ่าเชื้อเสื้อผ้าอย่างไร ?

การซักผ้าจะล้างไวรัสได้หรือไม่ และเราควรใช้ยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์กับเสื้อผ้าหรือไม่
คุณเอริสะ ซูงาวาระ จากสมาคมป้องกันและควบคุมโรคติดต่อแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์กับเสื้อผ้า โดยอธิบายว่าไวรัสส่วนใหญ่จะถูกล้างออกไปจากเสื้อผ้าได้จากการซักผ้าตามปกติ ถึงแม้ว่าจะยังมีไม่มีการพิสูจน์กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก็ตาม

สำหรับสิ่งของที่คุณรู้สึกว่ามีความเสี่ยงเป็นพิเศษในการปนเปื้อนไวรัส เช่น ผ้าเช็ดหน้า ซึ่งใช้ปิดปากเมื่อไอหรือจาม คุณซูงาวาระแนะนำให้แช่ในน้ำเดือดนาน 15-20 นาที

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรระวังเรื่องอะไรบ้าง ?

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา สมาคมแพทย์โรคติดเชื้อทางสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น ได้เผยแพร่เอกสารที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ และสตรีมีครรภ์

ทางสมาคมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าสตรีมีครรภ์มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงจากไวรัสโคโรนามากกว่ากลุ่มอื่น หรือรายงานว่า เชื้อไวรัสทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในทารกในครรภ์

แต่ทางสมาคมเตือนว่า โดยทั่วไปแล้ว สตรีมีครรภ์สามารถป่วยหนัก ถ้าหากมีอาการปอดอักเสบ

สมาคมแพทย์โรคติดเชื้อทางสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น แนะนำให้สตรีมีครรภ์ระมัดระวัง เช่น ล้างมืออย่างทั่วถึงด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากออกไปนอกบ้าน และก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งใช้ยาฆ่าเชื้อที่ผสมแอลกอฮอล์

คำแนะนำอื่น ๆ รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่มีไข้และไอ สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสจมูกและปาก

ศาสตราจารย์ซาโตชิ ฮายากาวะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิฮง ซึ่งร่างเอกสารนี้ ระบุว่า เขาเข้าใจว่าสตรีมีครรภ์รู้สึกกังวล แต่เขาขอให้พวกเธอปฏิบัติตามข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะว่าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ กำลังแพร่หลาย ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส

เราจะติดเชื้อได้อย่างไรและเราสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อได้อย่างไร ?

คณะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่เชื้อได้จากฝอยละอองหรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อติดอยู่ เหมือนเช่นกรณีของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไข้หวัดทั่วไป ซึ่งหมายความว่าไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านฝอยละอองที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม

นอกจากนี้ ก็ยังสามารถติดเชื้อได้จากการจับลูกบิดประตูหรือห่วงสำหรับยืนเกาะบนรถไฟซึ่งมีเชื้อไวรัสนี้ติดอยู่ จากนั้นก็นำมือที่มีเชื้อปนเปื้อนมาจับจมูกหรือปาก เชื่อกันว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีระดับการติดเชื้อประมาณเดียวกันกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

มาตรการพื้นฐานสำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนานั้นเป็นมาตรการเดียวกับที่ใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่ นั่นคือการล้างมือและมารยาทที่เหมาะสมเวลาไอ

สำหรับการล้างมือนั้น ขอแนะนำให้ใช้สบู่และล้างทุกส่วนของมือไปจนถึงข้อมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ล้างสบู่ออกด้วยน้ำที่เปิดไหล หรือสามารถใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นหลัก

มารยาทที่เหมาะสมเวลาไอก็เป็นวิธีสำคัญที่จะควบคุมการระบาดของไวรัส ขอแนะนำให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่หรือแขนเสื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝอยละอองที่มีเชื้อไวรัสอยู่ กระจายไปโดนผู้อื่น

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพก็คือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเมื่ออยู่ภายในอาคาร ควรหมั่นเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท

ที่ญี่ปุ่นนั้น บริษัทรถไฟแต่ละรายจะตัดสินใจว่าจะเปิดหน้าต่างของตู้โดยสารที่มีผู้โดยสารหนาแน่นหรือไม่ คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตู้โดยสารเหล่านี้มีการระบายอากาศในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะประตูจะเปิดออกเมื่อรถไฟหยุดตามสถานีต่าง ๆ เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นหรือลงรถไฟ

ไวรัสโคโรนาคืออะไร ?

ไวรัสโคโรนาคือไวรัสที่ติดสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปจะแพร่กระจายในคน ทำให้เกิดอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา เช่น ไอ มีไข้ และน้ำมูกไหล ไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์ เช่น ชนิดที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส ซึ่งมีการยืนยันครั้งแรกในซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2555 นั้น ทำให้ปอดอักเสบ หรือเกิดอาการสาหัสอื่น ๆ

ไวรัสโคโรนาที่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกอยู่ในขณะนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ ผู้ติดเชื้อจะเกิดอาการ เช่น มีไข้ ไอ อ่อนเพลีย มีเสมหะ หายใจติดขัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหายหลังจากมีอาการเล็กน้อย เกือบร้อยละ 20 มีอาการหนัก เช่น ปอดอักเสบ หรือแม้แต่การทำงานของอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว คนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ หรือมะเร็ง มีแนวโน้มว่าจะอาการหนักหรือเสียชีวิต รายงานการติดเชื้อในเด็ก ๆ แทบไม่มีเลย และถึงมีก็มีอาการค่อนข้างเบา
TOP