ข้อมูล

ถาม-ตอบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คณะผู้เชี่ยวชาญของ NHK ตอบคำถามจากคุณผู้ฟังเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คำถาม 1: ไวรัสโคโรนาคืออะไร ?
คำถาม 2: เราจะติดเชื้อได้อย่างไรและเราสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อได้อย่างไร ?
คำถาม 3: ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรระวังเรื่องอะไรบ้าง ?
คำถาม 4: จะฆ่าเชื้อเสื้อผ้าอย่างไร ?
คำถาม 5: ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการอย่างไร ?
คำถาม 6:  ใครที่มีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ?
คำถาม 7: เด็กมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ?
คำถาม 8: ญี่ปุ่นได้ค้นพบวิธีในการป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วหรือยัง ?
คำถาม10 : สถานการณ์เช่นไรจึงจะพูดได้ว่าการระบาดได้สิ้นสุดลงแล้ว ?
คำถาม 11: การฆ่าเชื้อโรคด้วยสบู่มีผลเช่นเดียวกับการใช้แอลกอฮอล์หรือไม่ ?
คำถาม 13: ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายผ่านท่อน้ำทิ้งได้หรือไม่ ?
คำถาม 14: คนหนุ่มสาวจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อหรือไม่ ? 
คำถาม 15: เชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์แล้วหรือไม่ ?





คำถาม 1: ไวรัสโคโรนาคืออะไร ? 

ไวรัสโคโรนาคือไวรัสที่ติดสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปจะแพร่กระจายในคน ทำให้เกิดอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา เช่น ไอ มีไข้ และน้ำมูกไหล ไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์ เช่น ชนิดที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส ซึ่งมีการยืนยันครั้งแรกในซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2555 นั้น ทำให้ปอดอักเสบ หรือเกิดอาการสาหัสอื่น ๆ

ไวรัสโคโรนาที่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกอยู่ในขณะนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ ผู้ติดเชื้อจะเกิดอาการ เช่น มีไข้ ไอ อ่อนเพลีย มีเสมหะ หายใจติดขัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหายหลังจากมีอาการเล็กน้อย เกือบร้อยละ 20 มีอาการหนัก เช่น ปอดอักเสบ หรือแม้แต่การทำงานของอวัยวะหลายอย่างล้มเหลว คนที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ หรือมะเร็ง มีแนวโน้มว่าจะอาการหนักหรือเสียชีวิต รายงานการติดเชื้อในเด็ก ๆ แทบไม่มีเลย และถึงมีก็มีอาการค่อนข้างเบา





คำถาม 2: เราจะติดเชื้อได้อย่างไรและเราสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อได้อย่างไร ? 

คณะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่เชื้อได้จากฝอยละอองหรือการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อติดอยู่ เหมือนเช่นกรณีของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไข้หวัดทั่วไป ซึ่งหมายความว่าไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านฝอยละอองที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม

 นอกจากนี้ ก็ยังสามารถติดเชื้อได้จากการจับลูกบิดประตูหรือห่วงสำหรับยืนเกาะบนรถไฟซึ่งมีเชื้อไวรัสนี้ติดอยู่ จากนั้นก็นำมือที่มีเชื้อปนเปื้อนมาจับจมูกหรือปาก เชื่อกันว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีระดับการติดเชื้อประมาณเดียวกันกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

มาตรการพื้นฐานสำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนานั้นเป็นมาตรการเดียวกับที่ใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่ นั่นคือการล้างมือและมารยาทที่เหมาะสมเวลาไอ

สำหรับการล้างมือนั้น ขอแนะนำให้ใช้สบู่และล้างทุกส่วนของมือไปจนถึงข้อมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ล้างสบู่ออกด้วยน้ำที่เปิดไหล หรือสามารถใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นหลัก

มารยาทที่เหมาะสมเวลาไอก็เป็นวิธีสำคัญที่จะควบคุมการระบาดของไวรัส ขอแนะนำให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่หรือแขนเสื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝอยละอองที่มีเชื้อไวรัสอยู่ กระจายไปโดนผู้อื่น

ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพก็คือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และเมื่ออยู่ภายในอาคาร ควรหมั่นเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท

ที่ญี่ปุ่นนั้น บริษัทรถไฟแต่ละรายจะตัดสินใจว่าจะเปิดหน้าต่างของตู้โดยสารที่มีผู้โดยสารหนาแน่นหรือไม่ คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตู้โดยสารเหล่านี้มีการระบายอากาศในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะประตูจะเปิดออกเมื่อรถไฟหยุดตามสถานีต่าง ๆ เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นหรือลงรถไฟ





คำถาม 3: ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรระวังเรื่องอะไรบ้าง ?

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนา สมาคมแพทย์โรคติดเชื้อทางสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น ได้เผยแพร่เอกสารที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ และสตรีมีครรภ์

ทางสมาคมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าสตรีมีครรภ์มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงจากไวรัสโคโรนามากกว่ากลุ่มอื่น หรือรายงานว่า เชื้อไวรัสทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในทารกในครรภ์

แต่ทางสมาคมเตือนว่า โดยทั่วไปแล้ว สตรีมีครรภ์สามารถป่วยหนัก ถ้าหากมีอาการปอดอักเสบ

สมาคมแพทย์โรคติดเชื้อทางสูติเวชและนรีเวชแห่งญี่ปุ่น แนะนำให้สตรีมีครรภ์ระมัดระวัง เช่น ล้างมืออย่างทั่วถึงด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากออกไปนอกบ้าน และก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งใช้ยาฆ่าเชื้อที่ผสมแอลกอฮอล์

คำแนะนำอื่น ๆ รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่มีไข้และไอ สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสจมูกและปาก

ศาสตราจารย์ซาโตชิ ฮายากาวะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิฮง ซึ่งร่างเอกสารนี้ ระบุว่า เขาเข้าใจว่าสตรีมีครรภ์รู้สึกกังวล แต่เขาขอให้พวกเธอปฏิบัติตามข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพราะว่าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ กำลังแพร่หลาย ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัส





คำถาม 4:จะฆ่าเชื้อเสื้อผ้าอย่างไร ?

การซักผ้าจะล้างไวรัสได้หรือไม่ และเราควรใช้ยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์กับเสื้อผ้าหรือไม่
คุณเอริสะ ซูงาวาระ จากสมาคมป้องกันและควบคุมโรคติดต่อแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์กับเสื้อผ้า โดยอธิบายว่าไวรัสส่วนใหญ่จะถูกล้างออกไปจากเสื้อผ้าได้จากการซักผ้าตามปกติ ถึงแม้ว่าจะยังมีไม่มีการพิสูจน์กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก็ตาม

สำหรับสิ่งของที่คุณรู้สึกว่ามีความเสี่ยงเป็นพิเศษในการปนเปื้อนไวรัส เช่น ผ้าเช็ดหน้า ซึ่งใช้ปิดปากเมื่อไอหรือจาม คุณซูงาวาระแนะนำให้แช่ในน้ำเดือดนาน 15-20 นาที





คำถาม 5: ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการอย่างไร ?

มีรายงานในเรื่องนี้เผยแพร่โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก โดยได้วิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการของผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อในประเทศจีน 55,924 คน นับจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์

รายงานระบุว่า ผู้ป่วยร้อยละ 87.9 มีไข้, ร้อยละ 67.7 มีอาการไอ, ร้อยละ 38.1 อ่อนเพลีย และร้อยละ 33.4 มีเสมหะ ส่วนอาการอื่น ๆ เช่น หายใจติดขัด เจ็บคอ และปวดศีรษะ ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการในช่วง 5-6 วันโดยเฉลี่ย

ร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อมีอาการค่อนข้างน้อย บางคนไม่มีอาการปอดอักเสบ โดยในกลุ่มผู้ติดเชื้อทั้งหมดนั้น ร้อยละ 13.8 มีอาการรุนแรง และหายใจลำบาก

ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง มีโอกาสมากขึ้นที่จะมีอาการรุนแรง หรือเสี่ยงต่อชีวิต

ทั้งนี้มีรายงานไม่กี่ชิ้นที่ระบุถึงเด็กติดเชื้อหรือมีอาการรุนแรง ผู้ติดเชื้ออายุ 18 ปีหรือน้อยกว่า มีเพียงร้อยละ 2.4 ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด

ดร.ซาโตชิ คุตสึนะ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติ ได้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในญี่ปุ่น ดร.คุตสึนะระบุว่า ผู้ป่วยที่เขาพบมีน้ำมูก เจ็บคอ และไอ ทั้งหมดมีอาการอ่อนเพลีย และมีไข้ 37 องศาหรือสูงกว่า ยาวนานราว 1 สัปดาห์

ดร.คุตสึนะบอกว่าผู้ป่วยบางคนมีไข้สูงหลังจาก 1 สัปดาห์ และว่าอาการต่าง ๆ มีแนวโน้มจะยาวนานกว่าโรคหวัดตามฤดูกาล หรือโรคติดเชื้อจากไวรัสอื่น ๆ

ทั้งนี้ นี่เป็นข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม





คำถาม 6: ใครที่มีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ?

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คือ คนที่มีอาการต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรจะระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เพียงแค่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ยังรวมถึงการติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

นอกจากนี้ยังรวมถึง ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เพื่อรักษาโรคไขข้อ และผู้สูงอายุ

คณะนักวิจัยยังระบุไม่ได้ว่า ความร้ายแรงของอาการป่วยเรื้อรังของผู้ป่วย มีความสัมพันธ์กับอาการที่รุนแรงเมื่อติดเชื้ออย่างไร

สำหรับสตรีมีครรภ์ ไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าสตรีมีครรภ์จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อไวรัสโคโรนา แต่โดยทั่วไปแล้ว สตรีมีครรภ์มีความสุ่มเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสต่าง ๆ และถ้าหากมีอาการปอดอักเสบ ก็มีแนวโน้มจะมีอาการที่รุนแรง

ยังไม่มีข้อมูลว่าไวรัสโคโรนาจะทำให้มีอาการอย่างไรในเด็กทารก แต่เพราะว่าเด็กทารกไม่สามารถป้องกันตัว เช่น ล้างมือ หรือ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นได้ด้วยตัวเอง ผู้ปกครองจึงควรจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องลูกหลานของตน





คำถาม 7: เด็กมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ?

ไม่มีรายงานในประเทศจีนว่า เด็กมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ การวิเคราะห์โดยคณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนจากผู้ติดเชื้อ 44,672 คนในจีน จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พบว่าไม่มีเด็กอายุ 9 ปีหรือน้อยกว่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อ มีรายงานพียงแค่ผู้เสียชีวิต 1 คนที่เป็นวัยรุ่น

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่นและสถาบันอื่น ๆ รายงานว่า จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ทารก 9 คน ที่มีอายุระหว่าง 1-11 เดือน ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่มีรายใดที่มีอาการรุนแรง

ศาสตราจารย์รับเชิญ โมริชิมะ สึเนโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไอจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก กล่าวว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความคล้ายคลึงในบางลักษณะกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่มีอยู่ และเด็กที่มักจะเป็นหวัดน่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสในบางระดับ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โมริชิมะ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังเพราะว่าการติดเชื้อมีแนวโน้มระบาดอย่างรวดเร็วที่โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก ผู้ปกครองควรมั่นใจว่าเด็ก ๆ ล้างมืออย่างทั่วถึง และทำให้ห้องที่เด็ก ๆ อยู่มีการระบายอากาศที่ดี

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม)





คำถาม 8: ญี่ปุ่นได้ค้นพบวิธีในการป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วหรือยัง ?

ยังไม่มียาที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพอย่างชัดเจนต่อเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น ยาทามิฟลู และยาโซฟลูซา ซึ่งใช้รักษาไข้หวัดใหญ่

เช่นเดียวกับในประเทศและดินแดนอื่น ๆ บรรดาแพทย์ในญี่ปุ่นเน้นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ออกซิเจนกับผู้ป่วย และให้สารอาหารหรือวิตามินผ่านสายน้ำเกลือ ในผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ

ถึงแม้ว่า ยาที่มีประสิทธิภาพต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้รับการพัฒนาขึ้น บรรดาแพทย์ในญี่ปุ่นและทั่วโลกกำลังจ่ายยา ที่เคยใช้รักษาอาการอื่น ๆ เพราะว่ายาเหล่านี้อาจมีผลต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หนึ่งในยานั้น คือ อาวีแกน ยาต้านหวัดที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทยาของญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีก่อน หน่วยงานของจีนระบุว่า ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติของญี่ปุ่น ระบุว่าได้ใช้ยาต้านไวรัสที่เคยใช้กับโรคเอดส์ กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เจ้าหน้าที่ของทางศูนย์ระบุว่า ผู้ป่วยไข้ลดลง และอาการอ่อนล้าและหายใจติดขัดดีขึ้น

การค้นหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพกำลังดำเนินไปในหลายประเทศ คณะนักวิจัยที่รวมถึงนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ได้รายงานถึงการใช้ยาต้านไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคอีโบลา ในชายคนหนึ่งที่มีอาการปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

คณะนักวิจัยระบุว่า อาการของชายคนนี้เริ่มดีขึ้นในวันหลังจากที่ได้รับยา คณะนักวิจัยบอกว่า ชายคนนี้ไม่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน และไข้ลดลง

กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ระบุว่าการใช้ยาสำหรับโรคหวัดกับยาสำหรับโรคเอดส์ร่วมกัน ทำผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ในทุกกรณีนั้นผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม)





คำถาม10 : สถานการณ์เช่นไรจึงจะพูดได้ว่าการระบาดได้สิ้นสุดลงแล้ว ?

คุณโอมิ ชิเงรุ เป็นรองประธานคณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และประธานขององค์กรดูแลสุขภาพชุมชนแห่งญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยดำเนินมาตรการต่อต้านโรคติดเชื้อขององค์การอนามัยโลก เขากล่าวว่า การสิ้นสุดการระบาด หมายความว่าห่วงโซ่ของการระบาดได้หยุดลง และไม่มีผู้ที่ติดเชื้ออีก

หน่วยงานด้านสาธารณสุขอาจประกาศการสิ้นสุดการระบาด ถ้าไม่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

ตัวอย่างเช่น โรคซาร์ส ซึ่งระบาดในจีนและพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชียเมื่อปี 2546 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศสิ้นสุดการระบาดใน 8 เดือนหลังจากมีการยืนยันผู้ป่วยรายแรก

ในทางกลับกัน การแพร่ระบาดอาจจะควบคุมได้เป็นช่วงเวลาหนึ่งในพื้นที่เฉพาะ หรือในประเทศที่ใช้มาตรการ เช่น ขอให้ประชาชนงดออกไปนอกบ้าน

อย่างไรก็ตาม การระบาดอาจเกิดขึ้นอีกครั้งจากเชื้อไวรัส ที่นำเข้ามาจากพื้นที่ภายนอก เช่น โรคหวัดตามฤดูกาลที่ระบาดในช่วงฤดูหนาว และบรรเทาลงชั่วคราว แต่ว่ายังไม่ถือว่าสิ้นสุดการระบาด

วัคซีนและยามีประสิทธิภาพในการจำกัดการติดเชื้อไม่ให้แพร่กระจาย และรุนแรงยิ่งขึ้น แต่คุณโอมิกล่าวว่า การมีวัคซีนและยา กับการระบาดจะสิ้นสุดลงหรือไม่นั้น เป็นคนละเรื่องกัน

คุณโอมิกล่าวว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงต้องทุ่มเทความพยายามในการควบคุมการระบาดอย่างไม่ลดละ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การระบาดสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 27 มีนาคม)





คำถาม 11: การฆ่าเชื้อโรคด้วยสบู่มีผลเช่นเดียวกับการใช้แอลกอฮอล์หรือไม่ ?

คุณซากาโมโตะ ฟูมิเอะ จากโรงพยาบาลนานาชาติเซนต์ ลุค ในกรุงโตเกียว ซึ่งเชี่ยวชาญในการควบคุมการติดเชื้อ กล่าวว่า สบู่มีประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคในระดับหนึ่ง

เธอกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วสบู่จะมีสารลดแรงตึงผิว ซึ่งจะทำลายไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ที่ห่อหุ้มไวรัสโคโรนา ซึ่งหมายความว่าเชื้อไวรัสจะถูกทำลายในระดับหนึ่ง

คุณซากาโมโตะกล่าวว่า แอลกอฮอล์ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่ถ้ามือสกปรก บางครั้งอาจยากที่การฆ่าเชื้อจะไปถึงภายในเชื้อโรค

คุณซากาโมโตะขอให้ผู้คนล้างมือด้วยสบู่อย่างสม่ำเสมอ





คำถาม 13: ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายผ่านท่อน้ำทิ้งได้หรือไม่ ?

ในช่วงที่ไวรัสโรคซาร์สระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกเมื่อปี 2546 มีรายงานการติดเชื้อในผู้คนจำนวนมากที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในฮ่องกง คาดว่าการติดเชื้อในผู้คนจำนวนมากนี้เกิดจากฝอยละอองขนาดใหญ่ที่ปนเปื้อนไวรัส ซึ่งรั่วไหลจากท่อน้ำทิ้งที่เก่า

ศาสตราจารย์คากุ มิตซูโอะ จากมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และเภสัชศาสตร์โทโฮกุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องมาตรการป้องกันการติดเชื้อ ระบุว่า มีความเสี่ยงต่ำที่ไวรัสจะแพร่กระจายผ่านท่อน้ำทิ้งในประเทศต่าง ๆ ที่มีสภาพสุขอนามัยค่อนข้างดี

แต่ศาสตราจารย์คากุ ระบุว่า เป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสจะติดอยู่ที่พื้นผิวของสุขาและพื้นที่รอบ ๆ และอาจจะติดเชื้อจากการใช้มือสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน ศาสตราจารย์คากุบอกว่า ควรจะปิดฝาชักโครกก่อนที่จะกดชักโครก และต้องล้างมืออย่างทั่วถึงหลังจากใช้ห้องน้ำ

ศาสตราจารย์คากุบอกว่า ผู้คนต้องรักษาสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน  เช่น ฆ่าเชื้อที่ก็อกน้ำ อ่างล้างหน้า และลูกบิดประตู

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 เมษายน)




คำถาม 14: คนหนุ่มสาวจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญเคยบอกว่า ผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพมีแนวโน้มจะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อได้รายงานกรณีของผู้หญิงวัย 21 ปีในอังกฤษ และเด็กหญิงวัย 16 ปีในฝรั่งเศส ทั้งคู่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพมาก่อน แต่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กรณีดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวบางรายสามารถมีอาการรุนแรง

ญี่ปุ่นก็มีกรณีที่คล้ายคลึงกันที่คนหนุ่มสาวมีอาการรุนแรง คุณคุตสึนะ ซาโตชิ จากศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติแห่งชาติ ระบุว่า ในบรรดาผู้ป่วยมากกว่า 30 คนที่เขารักษา ผู้ชายคนหนึ่งในช่วงวัย 40 ปีต้น ๆ ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรงมาก่อน มีอาการรุนแรง

คุณคุตสึนะบอกว่า ชายคนนี้แค่มีไข้และไอในช่วงไม่กี่วันแรก ๆ แต่หลังจากหนึ่งสัปดาห์ เขามีอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรง และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพราะว่าการหายใจแย่ลงอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้มีอาการดีขึ้นในเวลาต่อมา

คุณคุตสึนะบอกว่า คนหนุ่มสาวไม่ควรคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร เพราะคนหนุ่มสาวก็มีอาการรุนแรงได้

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า มีหลายกรณีที่ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ รายงานว่า ร้อยละ 2 ถึง 4 ของผู้ติดเชื้อที่อายุระหว่าง 20-44 ปีต้องรักษาตัวในห้องไอซียู

(ข้อมูลข้างต้นนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 2 เมษายน)





คำถาม 15: เชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์แล้วหรือไม่ ?

เมื่อต้นเดือนมีนาคม คณะนักวิจัยของจีนชุดหนึ่งได้วิเคราะห์หน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ได้มาจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้กว่า 100 คนจากทั่วโลก คณะนักวิจัยนี้พบความแตกต่างในหน่วยพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภท L กับประเภท S

คณะนักวิจัยพบว่าไวรัสประเภท S มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนาที่พบในค้างคาว แต่ไวรัสประเภท L ที่พบมากในผู้ป่วยในยุโรปนั้น เชื่อกันว่าเป็นเชื้อไวรัสประเภทใหม่ที่ต่างจากประเภท S

ศาสตราจารย์อิโต มาซาฮิโระ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กล่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นไปได้ว่าเมื่อมีการแพร่เชื้อซ้ำ ๆ จากคนสู่คน และทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้น เชื้อไวรัสนี้ก็อาจกลายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การกลายพันธุ์อาจทำให้ลักษณะต่าง ๆ ของไวรัส เช่น ความสามารถในการแพร่กระจาย เปลี่ยนแปลงไปนั้น ศาสตราจารย์อิโตกล่าวว่าขณะนี้เชื้อไวรัสโคโรนาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และถึงแม้จะมีความแตกต่างในหน่วยพันธุกรรมระหว่างไวรัสประเภท L และประเภท S แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่าไวรัสประเภทไหนจะทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหนักกว่ากัน

ศาสตราจารย์อิโตกล่าวว่าการที่ความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศนั้น เป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุเกี่ยวกับผู้คน ซึ่งรวมถึงความแตกต่างในสัดส่วนผู้สูงอายุ วัฒนธรรม และอาหารการกิน

(ข้อมูลนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 เมษายน 2563)